‘วาติกันร่ำรวยเกินไป! โดย คุณพ่อกาเบรียล โทมัส โมเชอร์ (Gabriel Thomas Mosher) คณะดอมินิกัน (Dominican - OP)




วาติกัน (Vatican - Vaticano)


คุณพ่อกาเบรียล โทมัส โมเชอร์ (Gabriel Thomas Mosher) คณะดอมินิกัน (Dominican - OP)

ทำไมพระศาสนจักรไม่ขายงานศิลปะและเครื่องโลหะที่มีค่าทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือคนยากจน?

     เมื่อหลายปีก่อน พ่อไปแสวงบุญที่เมืองซานติอาโก เดอ คอมโพสเตลา (Santiago de Compostela) ประเทศสเปน กับเพื่อนคนหนึ่ง หลังจากเสร็จสิ้นการแสวงบุญ พ่อได้ใช้เวลาเพิ่มเติมในเมืองมาดริด (Madrid) เราจึงถือโอกาสไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะปราโด (Prado Art Museum) ที่นั่นมีผลงานศิลปะทางศาสนาที่สวยงามและมีชื่อเสียงที่สุดหลายชิ้นจัดแสดงอยู่ รวมถึงภาพวาดแม่พระรับสารของฟรา อังเจลิโก (Fra Angelico’s Annunciation) ที่งดงามจนพ่อถึงกับน้ำตาไหล


พิพิธภัณฑ์ศิลปะปราโด (Prado Art Museum)


ภาพวาดแม่พระรับสารของฟรา อังเจลิโก (Fra Angelico’s Annunciation)

     ขณะที่พ่อกำลังชื่นชมผลงานศิลปะอันน่าทึ่งเหล่านั้น มีความคิดหนึ่งที่ผมไม่เคยนึกถึงเลย พ่อไม่เคยคิดเลยว่า พิพิธภัณฑ์ควรขายงานศิลปะล้ำค่าเหล่านี้ทั้งหมดแล้วนำเงินไปให้คนยากจน

     แล้วทำไมบางครั้งเราจึงได้ยินความคิดเห็นแบบนั้นเมื่อพบงานศิลปะเหล่านี้ในวัด?

     ที่มาของคำว่าพิพิธภัณฑ์นั้นเกี่ยวข้องกับศาสนา โดยมาจากคำภาษากรีกที่หมายถึงวิหารที่อุทิศให้กับมิวส์ (muses - Μούσες) เทพีแห่งศิลปะ ในแง่ศาสนา วัดก็เป็นพิพิธภัณฑ์ประเภทหนึ่ง แต่แทนที่จะอุทิศให้กับเทพีแห่งศิลปะ วัดกลับอุทิศให้กับพระเจ้าผู้ทรงสร้างภาพลักษณ์ของพระองค์ในร่างมนุษย์

     ในจารีตไบแซนไทน์ ความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าผู้เสด็จลงมาเป็นมนุษย์นี้ได้รับการเฉลิมฉลองในวันฉลองที่มีชื่อว่า “ชัยชนะแห่งออร์โธดอกซ์ (The Triumph of Orthodoxy)” ซึ่งเป็นการระลึกถึงชัยชนะเหนือการทำลายรูปเคารพในปีค.ศ. 843 หัวใจสำคัญ คือ ชัยชนะของศาสนาที่เน้นการเสด็จลงมาเป็นมนุษย์เหนือศาสนาแบบญาณนิยม กล่าวคือ ศาสนาที่ตระหนักถึงความดีงามของการสร้างสรรค์ของพระเจ้าเหนือศาสนาที่เน้นเพียงความคิด ในพระศาสนจักรตะวันออก เทศกาลทางศาสนานี้ซึ่งเล่าถึงชัยชนะนี้ได้รับการเฉลิมฉลองด้วยขบวนแห่รูปเคารพศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ เพื่อเน้นย้ำว่า พระเจ้าไม่ได้ห้ามเราในยุคแห่งพระเมสสิยาห์ที่จะแสดงถึงพระองค์และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ผ่านฝีมือของช่างฝีมือ


“ชัยชนะแห่งออร์โธดอกซ์ (The Triumph of Orthodoxy)” ซึ่งเป็นการระลึกถึงชัยชนะเหนือการทำลายรูปเคารพในปีค.ศ. 843

     พระวิหารในลักษณะนี้ก็เป็นสิ่งสาธารณะเช่นกัน มีอยู่เพื่อรับใช้ส่วนรวม วัดอาจมีเครื่องแต่งกายและเครื่องโลหะชั้นดีสำหรับพิธีมิสซา อาจมีแท่นบูชาแบบบาโรกที่งดงาม วัตถุเหล่านี้ทั้งหมดเป็นของสาธารณะ ไม่ใช่สำหรับใช้ส่วนตัวของศาสนบริกร พระสงฆ์ไม่เคยสวมเสื้อคลุมพิธีในบริเวณบ้านพัก หรือรับประทานอาหารด้วยถ้วยศักดิ์สิทธิ์ประดับอัญมณีบนแท่นบูชาที่ปิดทองนั้น งานศิลปะเหล่านี้ไม่ใช่ของเขา สิ่งเหล่านี้อุทิศแด่พระเจ้าเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และเพื่อให้สาธารณชนชื่นชม เพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีมิสซา , การรื้อถอนแท่นบูชา , การปิดบังภาพเขียนฝาผนัง , การโค่นรูปปั้น และการแทนที่เครื่องแต่งกายทางศาสนาด้วยเครื่องใช้ธรรมดา คือ การปล่อยให้ศาสนาส่วนตัวในจิตใจเอาชนะศาสนาที่จับต้องได้และเป็นของส่วนรวมของการเสด็จลงมาบังเกิดของพระเยซู

     การเดินชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะปราโด , เมโทรโพลิทัน (Metropolitan) , ลูฟวร์ (Louvre) หรือพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ที่จัดแสดงงานศิลปะศักดิ์สิทธิ์ มักทำให้พ่อรู้สึกเศร้าเล็กน้อย อย่าเข้าใจผิด พิพิธภัณฑ์มีจุดประสงค์ที่สำคัญ แต่พิพิธภัณฑ์แตกต่างจากวัด เพราะพิพิธภัณฑ์เป็นเพียงสถานที่แห่งความทรงจำ ในขณะที่วัดเป็นชุมชนที่มีชีวิตชีวา ในพิพิธภัณฑ์ ภาพวาดของจอตโต ดี บอนโดเน (Giotto di Bondone) ถูกวางไว้บนผนัง ส่องสว่างจากด้านบนด้วยแสงไฟประดิษฐ์ แต่ในวัด ภาพวาดเดียวกันนั้นจะถูกส่องสว่างจากด้านล่างด้วยแสงเทียนแห่งความศรัทธา ในพิพิธภัณฑ์ เวลาหยุดนิ่ง และความเงียบสงบครอบงำ แต่ในวัดนั้น ความเป็นนิรันดร์และความเป็นชั่วคราวผสานเข้ากับชีวิตของสัตบุรุษไม่ว่าร่ำรวยหรือยากจน


พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน (Metropolitan)


พิพิธภัณฑ์ศิลปะลูฟวร์ (Louvre)


จอตโต ดี บอนโดเน (Giotto di Bondone)

     พ่อจำได้ว่าครั้งแรกที่พ่อเห็นหีบเก็บพระธาตุของนักบุญในพิพิธภัณฑ์ พ่อจำได้ว่า รู้สึกไม่ถูกต้องที่สิ่งคล้ายศีลเหล่านี้และงานศิลปะที่ออกแบบมาเพื่อประดับตกแต่งนั้น ไม่ได้รับอนุญาตให้แก่สัตบุรุษได้เคารพหรือแห่ขบวนได้อย่างอิสระ

     โศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือ การขายงานศิลปะศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ให้กับนักสะสมส่วนตัว เมื่อเขากักตุนผลงานของมิเกลันเจโล (Michelangelo) หรือคาราวัจโจ (Caravaggio) ไว้ในหอศิลป์ส่วนตัว ประชาชน โดยเฉพาะคนยากจน ก็จะถูกลิดรอนสิทธิ์ในการชมงานศิลปะเหล่านั้น ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น งานศิลปะเหล่านั้นจึงเป็นเพียงของแปลกสำหรับเจ้าของและผู้ที่เขาอนุญาตให้เข้าไปในห้องเก็บสมบัติลับของเขาเท่านั้น แต่ในวัด งานศิลปะเหล่านั้นทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ที่สร้างขึ้นมา สิ่งเหล่านี้สรรเสริญพระเจ้าในฐานะผลแรกแห่งการร่วมแรงร่วมใจของพวกเรา สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งคล้ายศีลและส่งเสริมความสงบ สิ่งเหล่านี้ไม่มีเจ้าของส่วนตัว ดังนั้นจึงเป็นของทุกคน


มิเกลันเจโล (Michelangelo)


คาราวัจโจ (Caravaggio)

     หากทางวัดนำสิ่งของเหล่านี้ไปขายและมอบเงินที่ได้จากการขายให้แก่คนยากจน ปัญหาก็ยังคงอยู่ ไม่ว่าเจ้าของส่วนตัวจะเป็นคนร่ำรวยหรือยากจน สิ่งของเหล่านั้นก็ยังคงเป็นของส่วนตัว เก็บซ่อน และปกปิดจากสาธารณชน ในทางตรงกันข้าม เมื่อรูปปั้นนักบุญเทเรซาแห่งอาวิลา (Saint Teresa of Avila) ของจีอันโลเรนโซ แบร์นินี (Gian Lorenzo Bernini) ประดิษฐานอยู่ในวัด รูปปั้นนั้นกลับเป็นของสาธารณะ เข้าถึงได้ และทุกคนสามารถชื่นชมได้อย่างอิสระ


รูปปั้นนักบุญเทเรซาแห่งอาวิลา (Saint Teresa of Avila) ของจีอันโลเรนโซ แบร์นินี (Gian Lorenzo Bernini)


จีอันโลเรนโซ แบร์นินี (Gian Lorenzo Bernini)

     ในช่วงที่นักบุญพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 (Saint Pope John Paul II) ทรงดำรงตำแหน่ง พ่อจำได้ว่า มีคนบ่นเรื่องที่พระองค์ทรงประทับอยู่ในพระราชวังอัครสาวก เขาเข้าใจผิดว่า พระราชวังนั้นเหมือนคฤหาสน์ส่วนตัว คล้ายกับที่ขุนนางบางคนอาศัยอยู่ ไม่นานหลังจากนั้น ภาพถ่ายที่ประทับของพระสันตะปาปาถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ มันเป็นห้องเรียบง่ายเพียงห้องเดียว ไม่มีอะไรหรูหราฟุ่มเฟือยเลย ส่วนห้องอื่นๆ นั้นใช้สำหรับราชการของพระศาสนจักร มีวัดกึ่งส่วนตัวสำหรับสวดภาวนาและนมัสการพระเจ้า พ่อจำได้ว่า คนๆนั้นประหลาดใจที่พระสันตะปาปาไม่ได้ทรงประทับอยู่ในความหรูหราฟุ่มเฟือยอย่างที่คิด นี่จึงแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสิ่งที่สาธารณะและสิ่งที่ส่วนตัว บางครั้งเราอาจลืม สับสน หรือเข้าใจผิดในความแตกต่างนี้ได้ง่าย


นักบุญพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 (Saint Pope John Paul II)

     ดูเหมือนว่า ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ตรงนี้ เมื่อคนๆหนึ่งรู้สึกไม่สบายใจกับงานศิลปะและอาคารที่สวยงามซึ่งอยู่ในความดูแลของพระศาสนจักร เขามักจะยึดติดกับประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของ และนำประสบการณ์นั้นมาใช้กับสถาบันพระศาสนจักรและผู้รับใช้ของพระศาสนจักร อย่างไรก็ตาม ทัศนคติที่เหมาะสมนั้นย่อมมองเห็นความแตกต่างระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ พระศาสนจักรทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสิ่งสร้างสรรค์ที่สวยงามเหล่านี้เพื่อประโยชน์ของทุกคน แต่ต่างจากพิพิธภัณฑ์ตรงที่ ศาสนจักรนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อพระสิริของพระเจ้าและช่วยเหลือสัตบุรุษในการเดินทางไปสู่การมีส่วนร่วมกับพระเจ้าผู้ทรงเสด็จลงมาและเป็นพระตรีเอกภาพ หากงานศิลปะเหล่านี้มีอยู่เพียงเพื่อผู้ที่สามารถจ่ายเงินเพื่อจ้างสร้างได้ มันก็จะทำให้สัตบุรุษยากจนลงอย่างไม่ยุติธรรม

     เมื่อนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี (Saint Francis of Assisi) ได้รับศีลบวชเป็นสังฆานุกร นักเขียนชีวประวัติของท่านเล่าว่า ท่านใส่ใจในเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างมาก ท่านยืนยันว่า เครื่องแต่งกายศักดิ์สิทธิ์และภาชนะศักดิ์สิทธิ์ต้องมีคุณภาพสูงสุดและได้รับการดูแลอย่างดี ท่านไม่ได้ทำเช่นนี้เพื่อตัวเอง ไม่มีใครตั้งคำถามถึงความเห็นอกเห็นใจของท่านที่มีต่อคนยากจน แต่ความเอาใจใส่ของท่านเกิดจากสัญชาตญาณของคริสตชนที่ว่า เหมาะสมที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถมอบให้ได้ ท่านเข้าใจว่าพระแท่นและสิ่งของต่างๆบนพระแท่นนั้นจำเป็นสำหรับสัตบุรุษทุกคนเพื่อช่วยในการอุทิศตน ท่านทำเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อเติมเต็มคลังของสถาบันใดหรือบุคคลใด แต่เพื่อเติมเต็มหัวใจและจิตวิญญาณของผู้ที่เข้าใกล้พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุดในความยากจนทางจิตวิญญาณของพวกเขา ท่านยังทำเช่นนี้เพื่อให้เมื่อชีวิตของพวกเขาเต็มไปด้วยสิ่งเลวร้ายที่โลกที่เสื่อมทรามนี้สามารถมอบให้ได้ พวกเขาจะมีที่พึ่งแห่งความงามเพื่อปลอบประโลมหัวใจที่เหนื่อยล้าของพวกเขา


นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี (Saint Francis of Assisi)

     ขอให้เป็นเช่นนี้ตลอดไป!

#คริสต์ #คาทอลิก #คริสต์ศรัทธา #วาติกัน #ร่ำรวย #พระศาสนจักร #งานศิลปะ #ศิลปะ #catholic

CR. : คริสต์ศรัทธา
https://www.facebook.com/FaithOfLord/posts/pfbid0UXFrSEdh5GhqCguR1YJKyj7FRHL5536i9CFKZFRwSabpb8tFpGUsHidKCfjG16sBl
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่