ตำนานผีนางรำคณะนาฏศิลป์ไทย

คณะนาฏศิลป์ไทย

สมัยก่อนริมคลองลัดมะขาม เคยมีคณะละครครูนางนวล ที่โด่งดังไปทั่วแผ่นดิน ท่ารำละเอียดอ่อน เสียงร้องหวานใสจนคนดูต้องร้องไห้ แต่คืนก่อนวันแสดงฉลองวัดใหญ่ ไฟลุกไหม้กระท่อมพักคณะกลางดึกอย่างฉับพลัน ไม่มีใครรู้ต้นสายปลายเหตุ บางว่าถูกคนอิจฉาริษยาเทน้ำมันจุดไฟ บางว่าครูนางนวลปฏิญาณตนไว้ว่าถ้าคืนนี้ไม่ได้แสดง ก็ขอให้ตายไปพร้อมกับลูกศิษย์ทุกคน… ทั้งยี่สิบสามชีวิตติดค้างอยู่ในกองเปลว เสียงร้องโหยหวนดังลั่นทุ่งจนรุ่งเช้า ไม่มีครอบครัวมารับฝัง รวมศพดินแค่แผ่นเดียวตรงซอยลัดเลาะริมทุ่ง ที่ต่อมาเป็นทางเดินกลับบ้านของ “ไอ้เปลื้อง” เด็กหนุ่มวัยยี่สิบ ที่ชอบแวะเวียนมาจีบสาวบ้านริมคลองทุกค่ำคืน แม้ชาวบ้านจะเตือนตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน “ห้ามกลับมาเกินยี่สิบเอ็ดนาฬิกาเด็ดขาด! พวกมันไม่ปล่อยเอ็งไว้แน่!” แต่เปลื้องหัวแข็ง หัวเราะเยาะลั่น “เหลวไหลไร้สาระ ผีเผลอที่ไหนมี! กูเดินผ่านทุกวันไม่เคยเห็นเงา ถ้ามีจริง กูจะจับทำเมียให้หมดทุกคนเลย!”

คืนแรกที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ คือคืนที่ฝนตกพรำจนมองไม่เห็นทางสามวา เขาเดินกลับช้ากว่าปกติ เสียงกลองรำดังแว่วมาเบาๆ จากท้ายซอย ตีจังหวะเดียวซ้ำๆ ซ้ำๆ เหมือนคนตีกลองจนตายคาไม้เท้า เปลื้องคิดในใจว่า “ใครจัดงานเลี้ยงกลางฝนนะ” กระตุกต่อมอยากรู้ แอบก้มดูผ่านพุ่มไม้…

ตาค้าง!

ตรงกลางทุ่งดินแฉะ มีหญิงสาวชุดนางรำสีแดงสด เนื้อตัวดำคล้ำย้อยน้ำมันควันไฟ ผมเผ้าไหม้ลุ่ยย้อยปิดหน้าปิดตา แต่ท่ารำกลับสวยงามเป๊ะปราณีตกว่าที่เคยเห็นมา แขนข้างที่ไหม้จนเห็นกระดูกยังกวัดแกว่งท่าทางตามจังหวะอย่างว่องไว หน้าตานิ่งสงบ แต่เมื่อหยุดรำ กระชากผมเผ้าที่ปิดหน้าออก… ไม่มีตา ไม่มีจมูก ไม่มีปาก มีแต่โพรงเนื้อเน่าเปื่อย และเสียงหัวเราะหึๆ ที่ดังก้องกังวานในหู

“…รอเอ็งอยู่นานแล้ว ทำไมไม่มาชมรำสักที”

เปลื้องตกใจจนลืมหายใจ หนีลุกโชนแต่ขากลับหนักอึ้งราวกับถูกดึงรั้ง เสียงรำกระทบเท้าดังติดตามหลัง ติ๊บ… ติ๊บ… ติ๊บ… ราวกับรำไล่ตามไปด้วย ทุกครั้งที่เขาหันกลับมอง เห็นเงาผู้หญิงชุดแดงยืนเฉยชาในร่มเงา ยื่นมือที่เนื้อเน่าเละเรียกหา

คืนถัดไป เขาพยายามเลี่ยงทางอื่น แต่ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน สุดท้ายก็วกกลับมาตรงซอยเดิมเสมอ เสียงร้องเพลงละครดังแทรกเสียงร้องไห้โหยหวน “…ไฟไหม้หมดแล้ว… ชุดรำไหม้หมดแล้ว… พวกข้าไม่มีที่ไปแล้ว… เอ็งจะอยู่เป็นเพื่อนพวกข้าหน่อยได้ไหม”

คืนครบรอบวันตาย นาฬิกาตีบอกเลยยี่สิบเอ็ดนาฬิกาไปแล้ว เปลื้องกระแทกไม้เท้าลงดินแรง คว้าว่าวตะโกนท้าทายลั่นทุ่ง “แน่จริงก็มาอยู่ตรงหน้ากูตอนนี้สิ! ถ้ามีจริง กูจะจับทำเมียให้หมดทุกคนเลย!”

เสียงมันยังไม่สิ้นลม พื้นดินก็สั่นสะเทือนรุนแรง ลมพัดพากลิ่นเน่าไหม้คลุ้มคลั่ง แสงแดงฉานฉาบทั่วทุ่ง ครูนางนวลก้าวออกมาช้าๆ มือเน่าเปื่อยยื่นมาจับไหล่มัน เสียงดังก้องราวกับสะท้อนจากนรก “เจ้าบอกเอง… ว่าจะรับพวกข้าทั้งหมดเป็นเมีย… ดีแล้ว… พวกข้าก็รอคนมาอยู่ร่วมกันตลอดเวลา”

ยี่สิบสามคู่มือที่เย็นยะเยือกเหมือนน้ำแข็งจับร่างมันแน่นหนาจนขยับไม่ได้ มันร้องโวยวายแต่เสียงกลับกลายเป็นเสียงอึกอักปนเสียงร้องไห้ มือเท้าถูกดึงรั้งจนเคล็ดหัก เนื้อตัวช้ำเลือดไหลโทรม เหมือนถูกลากไปมาในท่ารำที่บิดเบี้ยวจนสิ้นสติ…

รุ่งเช้าคนบ้านตื่นมาเห็นชาวบ้านมุงกันอยู่ที่ทุ่งนา ต่างตกตะลึงมองศพไอ้เปลื้องที่นอนจมดิน เนื้อตัวช้ำชอกเลือดไหลเป็นทาง ท่าทางหวาดกลัวตาค้างปากเบิกกว้าง เสื้อผ้าขาดวิ่นพังยับเยิน ไม่มีรอยต่อสู้กับสัตว์ร้าย แต่รอบตัวเต็มไปด้วยรอยเท้าเล็กๆ เรียงรายเป็นแถว ทุกคนต่างซวนเซถอยกลับ ไม่กล้าเข้าไปแตะต้อง ต่างกระซิบกันเป็นเสียงเดียว “ท้าทายมันแล้ว… ต้องเป็นแบบนี้แหละ… ตอนนี้มันไปเป็นของพวกมันแล้ว…”

และทุกค่ำคืนเมื่อลมพัดผ่าน ก็ยังได้ยินเสียงรำกลองดังแว่ว พร้อมเสียงกระซิบเรียกหา จากที่ที่ศพของมันนอนอยู่…

จบ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่