เพื่อนบ้านสูบบุหรี่​ ควันลอยเข้าบ้าน จัดการอย่างไรตามกฎหมาย



หลายคนมักเข้าใจผิดว่า การกระทำใดๆ ภายในพื้นที่กรรมสิทธิ์ของตนเอง ถือเป็นสิทธิเด็ดขาดที่ใครจะมาก้าวก่ายไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง กฎหมายได้กำหนดขอบเขตของสิทธิไว้ว่า "การใช้สิทธิของคุณ ต้องไม่ไปละเมิดหรือสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น"

ตาม พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 "เหตุรำคาญ" ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนใน มาตรา 25 (4) ว่า
.
"การกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่น ละออง เขม่า เถ้า หรือกรณีอื่นใด จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ" ให้ถือว่าเป็น "เหตุรำคาญ"
.
ดังนั้น ควันบุหรี่ที่ลอยจากบ้านหลังหนึ่งไปสู่อีกหลังหนึ่ง หากมีปริมาณมากหรือมีความถี่จนทำให้ผู้อยู่อาศัยข้างเคียงได้รับความเดือดร้อนรำคาญ สร้างผลกระทบต่อสุขภาพ หรือผู้ที่สูดดมมีอาการแพ้ เข้าข่ายเป็น "เหตุรำคาญ" ตามกฎหมายฉบับนี้ ผู้สูบจะอ้างเพียงสิทธิความเป็นเจ้าของบ้านเพื่อสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นไม่ได้
.
วิธีการจัดการตามขั้นตอนกฎหมาย หากการเจรจาไม่เป็นผล ซึ่งคุณตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ สามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้ดังนี้
.
1. รวบรวมหลักฐาน
บันทึกภาพถ่าย หรือคลิปวิดีโอ เพื่อแสดงให้เห็นจุดที่สูบและทิศทางของควัน จดบันทึก วัน เวลา และความถี่ของการสูบที่ส่งผลกระทบ หากมีใบรับรองแพทย์ที่ระบุว่ามีอาการแพ้หรือผลกระทบทางสุขภาพจากควันบุหรี่ จะเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักมาก
.
2. ร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น
หากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร อาจเริ่มจากการแจ้งนิติบุคคลให้ช่วยไกล่เกลี่ย หากไม่เป็นผล หรือเป็นบ้านทั่วไป ให้ไปร้องเรียนที่หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ของคุณ เช่น สำนักงานเขต เทศบาล หรือ องค์การบริหารส่วนตำบล
.
3. กระบวนการของเจ้าหน้าที่
เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจเข้ามาตรวจสอบ หากพบว่าควันบุหรี่นั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อนจริง เจ้าหน้าที่จะอาศัยอำนาจตาม มาตรา 28 ในการ "ออกคำสั่งเป็นหนังสือ" ให้ผู้ก่อเหตุระงับ ป้องกัน หรือแก้ไขเหตุรำคาญนั้นภายในเวลาที่กำหนด (เช่น ห้ามสูบในบริเวณที่ควันจะลอยไปรบกวนเพื่อนบ้าน)
.
4. บทลงโทษหากฝ่าฝืน
หากผู้สูบบุหรี่ยังคงเพิกเฉยและฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น จะมีความผิดตาม มาตรา 74 ซึ่งมีโทษ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.
แม้เราจะมีกฎหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องสิทธิและสุขภาพ แต่การใช้กฎหมายควรเป็นทางออกสุดท้าย การอยู่ร่วมกันในสังคมหรือหมู่บ้านเดียวกัน "ความเห็นอกเห็นใจและการถ้อยทีถ้อยอาศัย" เป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากทราบว่าพฤติกรรมของเราสร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้าน การปรับเปลี่ยนมุมสูบบุหรี่ไปในจุดที่มิดชิดหรือไม่รบกวนผู้อื่น ย่อมเป็นทางออกที่สร้างสรรค์และรักษาน้ำใจกันได้ดีกว่าการต้องมาเผชิญหน้ากันทางกฎหมาย
แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการเลิกสูบบุหรี่ซึ่งดีทั้งต่อตัวเราเอง และคนรอบข้าง  


ที่มาข้อมูล : กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์​ยาสูบ-กคส.
เฟสบุ๊ค​กรมควบคุมโรค

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่