กินพริกมากเกินไป เสี่ยงเป็น 'มะเร็งหลอดอาหาร' จริงไหม ?

ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยบอกว่า ถ้ากินเผ็ดมากๆ หรือกินพริกเยอะๆ อาจมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งหลอดอาหาร แต่ความคิดนั้นจะเป็นความจริงหรือไม่ ทำให้มีการรื้อวิจัยเก่าๆ มาหาผลลัพธ์อีกครั้ง

เริ่มกลายเป็นเรื่องที่เกิดข้อถกเถียงกันในแวดวงวิชาการอีกครั้ง เมื่อผลจากการทบทวนงานวิจัยครั้งใหญ่พบว่า ผู้ที่บริโภค “พริก” ในปริมาณมาก มีความเสี่ยงต่อการเป็น “มะเร็งหลอดอาหาร” สูงกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
.
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลก็ยังไม่ชัดเจนนักสำหรับมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทั้งนี้นักวิจัยเน้นย้ำว่านี่เป็นเพียงความสัมพันธ์ทางสถิติเท่านั้น ยังไม่ใช่หลักฐานที่ตัดสินว่าเป็นเหตุและผลกันโดยตรง
.
แล้วการรับประทานพริกในปริมาณมาก ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งจริงหรือไม่ ? นักวิทยาศาสตร์ได้ถกเถียงกันในประเด็นนี้มานานหลายปี ซึ่งคำตอบนั้นก็อาจจะยังไม่ได้ชัดเจนมากนัก
.
แม้ว่าสารประกอบในพริกมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และต้านมะเร็งในการทดลองทางห้องปฏิบัติการ แต่ในอีกแง่หนึ่ง งานที่ศึกษาในมนุษย์บางชิ้นกลับพบว่าการบริโภคพริกในปริมาณที่เยอะมากๆ มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมะเร็งบางชนิดในระบบทางเดินอาหาร
.
การทบทวนงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Nutrition ได้ตรวจสอบหลักฐานที่มีอยู่และพบว่า ผู้ที่บริโภคพริกมากที่สุดมีโอกาสเกิดมะเร็งระบบทางเดินอาหารมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มะเร็งหลอดอาหาร
.
แต่ในขณะเดียวกัน นักวิจัยก็ย้ำว่าหลักฐานนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าพริกเป็นสาเหตุของมะเร็งโดยตรง และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาที่เข้มงวดกว่านี้ในอนาคต
.
ความเชื่อมโยงระหว่างพริกและมะเร็งทางเดินอาหาร
“มะเร็งระบบทางเดินอาหาร” ประกอบด้วย มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก สถิติทั่วโลกพบว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเหล่านี้ปีละหลายล้านคน และยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง เนื่องจากมักจะตรวจพบเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามค้นหาปัจจัยด้านอาหารและวิถีชีวิตที่อาจส่งผลต่อความเสี่ยงนี้
.
พริกเป็นวัตถุดิบที่ผู้คนหลายพันล้านคนรับประทานทุกวัน และเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารเอเชีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา และอีกหลายภูมิภาคทั่วโลก ความเผ็ดร้อนอันเป็นเอกลักษณ์ของพริกมาจากสารที่ชื่อว่า “แคปไซซิน” (Capsaicin) ซึ่งเป็นสารประกอบธรรมชาติที่ไปกระตุ้นตัวรับความรู้สึกร้อนและความเจ็บปวดของเส้นประสาท
.
สารแคปไซซินนี้ได้รับความสนใจจากวงการวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก การศึกษาในห้องปฏิบัติการบ่งชี้ว่ามันอาจช่วยลดการอักเสบ ส่งผลต่อระบบเผาผลาญ และทำลายเซลล์มะเร็งบางชนิดได้ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ
.
อย่างไรก็ตาม การทดลองอื่นๆ กลับพบว่าภายใต้สภาวะที่แตกต่างออกไป สารนี้อาจส่งเสริมการเติบโตของเนื้องอกหรือก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ หลักฐานที่ขัดแย้งกันนี้เองที่ทำให้ยากจะระบุผลกระทบที่แน่ชัดของมัน
.
ผลการวิจัยบอกอะไรเราบ้าง ?
เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์นี้ให้ดียิ่งขึ้น นักวิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเชิงสังเกต 14 ชิ้น ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 11,000 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระบบทางเดินอาหารมากกว่า 5,000 คน และพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
.
เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่ทานพริกน้อยที่สุด กลุ่มคนที่ทานพริกในปริมาณมากที่สุดมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งระบบทางเดินอาหารโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 64%
.
และความเชื่อมโยงที่เด่นชัดที่สุดคือมะเร็งหลอดอาหาร โดยกลุ่มที่ทานพริกมากที่สุด มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งชนิดนี้ สูงกว่ากลุ่มที่ทานน้อยที่สุดถึงเกือบ 3 เท่า
.
สำหรับมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งลำไส้ใหญ่ ข้อมูลยังไม่มีความชัดเจนทางสถิติ แม้ว่ามะเร็งกระเพาะอาหารจะมีแนวโน้มความเสี่ยงที่สูงขึ้นประมาณ 77% ในกลุ่มผู้ที่ทานพริกจัด แต่ความแตกต่างนั้นยังไม่มากพอที่จะยืนยันได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
 .
จากข้อค้นพบนี้ นักวิจัยจึงลงความเห็นว่า “หลักฐานในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าพริกอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งระบบทางเดินอาหารบางชนิด เช่น มะเร็งหลอดอาหาร”
.
ทำไมผลลัพธ์ในแต่ละพื้นที่ทั่วโลกถึงต่างกัน
ความเสี่ยงที่พบมีความแตกต่างกันไปตามภูมิภาค แต่การศึกษาในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือ มักพบความเสี่ยงโรคมะเร็งที่สูงขึ้นในกลุ่มคนที่ทานพริกมากที่สุด
.
ในทางตรงกันข้าม การศึกษาในยุโรปและอเมริกาใต้กลับพบว่าไม่มีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น หรือในบางกรณีอาจมีความเสี่ยงที่ลดลงด้วยซ้ำ นักวิจัยเชื่อว่ามีหลายปัจจัยที่สามารถอธิบายความต่างนี้ได้ เช่น ปริมาณการทานพริกเฉลี่ยต่อวันของแต่ละวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างมาก รวมถึงวิธีการปรุงอาหาร สายพันธุ์ของพริก พันธุกรรม พฤติกรรมการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และนิสัยการรับประทานอาหารอื่นๆ
.
โดยระบุว่า “ภูมิภาคทางภูมิศาสตร์มีผลต่อความเสี่ยงของมะเร็งระบบทางเดินอาหาร” ซึ่งหมายความว่าการแนะนำเรื่องอาหารจำเป็นต้องคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ด้วย
.
ทำไมหลอดอาหาร ถึงเปราะบางที่สุด ?
นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งสมมติฐานว่าที่หลอดอาหารจึงได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าทางเดินอาหารส่วนอื่น ก็เพราะสารแคปไซซินจะไปกระตุ้นตัวรับที่เรียกว่า TRPV1 ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกแสบร้อนเวลาเราทานอาหารเผ็ด
.
นักวิจัยบางคนจึงคาดว่าการทานอาหารที่เผ็ดจัดเป็นประจำอาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองเรื้อรังบริเวณเยื่อบุหลอดอาหารในกลุ่มคนที่มีร่างกายไวต่อสารนี้ นอกจากนี้ ความเร็วในการซ่อมแซมและผลัดเซลล์ใหม่ของเนื้อเยื่อในแต่ละส่วนของระบบทางเดินอาหารที่ไม่เท่ากัน ก็อาจมีผลต่อการตอบสนองของเนื้อเยื่อเมื่อเวลาผ่านไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังคงเป็นเพียงสมมติฐานที่ยังไม่มีการพิสูจน์แน่ชัด
.
แม้ว่าผลวิจัยนี้ฟังดูน่ากังวล แต่เราก็ควรทำความเข้าใจอย่างระมัดระวัง เนื่องจากงานวิจัยทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์เป็น “การศึกษาเชิงสังเกต” ซึ่งหมายความว่านักวิจัยทำได้เพียงระบุความเชื่อมโยงทางสถิติเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าพริกเป็นตัวการที่ทำให้เกิดมะเร็งโดยตรง เพราะอาจมีปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา ความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคม การติดเชื้อ หรือพฤติกรรมการกินโดยรวมที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
.
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ภาพรวมในงานวิจัยอื่นๆ ในระยะหลัง ก็ยังคงให้ผลลัพธ์ที่หลากหลาย มีการทบทวนงานวิจัยแบบครอบคลุมสรุปว่า อาหารเผ็ดและสารแคปไซซินดูเหมือนจะมีทั้งประโยชน์ต่อสุขภาพและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับโรคที่ศึกษา ปริมาณที่รับประทาน และกลุ่มประชากรที่เกี่ยวข้อง โดยมีหลักฐานบางชิ้นระบุว่าอาหารเผ็ดช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ขณะที่การศึกษาเรื่องมะเร็งระบบทางเดินอาหารยังคงได้ผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกัน
.
ในตอนนี้คำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบคือ “ปริมาณ” ที่เหมาะสม เพราะยังไม่แน่ชัดว่าการรับประทานพริกในปริมาณปานกลางจะมีความเสี่ยงแบบเดียวกับกลุ่มคนที่ทานเผ็ดจัดมากๆ หรือไม่ และมีขีดจำกัดตรงไหนที่หากทานเกินไปแล้วความเสี่ยงจะเริ่มพุ่งสูงขึ้น
.
ดังนั้นการศึกษาในอนาคตที่ติดตามพฤติกรรมของผู้คนเป็นระยะเวลายาวนานหลายปี จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อพิสูจน์ว่าพริกมีบทบาทโดยตรงต่อการก่อมะเร็ง หรือความเสี่ยงที่พบนั้นแท้จริงแล้วถูกขับเคลื่อนด้วยวิกฤตทางวิถีชีวิตและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ กันแน่
.
ที่มา : SpringNews

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่