มีคนถามผมบ่อยครับว่า
“หมอ ไปตรวจสุขภาพประจำปี ต้องเลือกแพ็กเกจไหน ตรวจเยอะไว้ก่อนดีที่สุดหรือเปล่า?”
บางคนเลือกชุดใหญ่จนมีค่ามะเร็งสิบกว่าตัว
บางคนตรวจแค่น้ำตาล ไขมัน แล้วกลับบ้าน
อีกคนผลตรวจเขียนว่า “ปกติ” ทุกช่อง แต่รอบเอวเกิน ความดันสูง และไม่เคยตรวจมะเร็งตามช่วงอายุเลย
การตรวจสุขภาพที่ดีไม่ใช่ตรวจให้แพงที่สุดครับ
แต่ต้องตรวจให้เจอสิ่งที่กำลังทำร้ายเราแบบเงียบ ๆ และเพิ่มรายการให้ตรงกับอายุ เพศ ประวัติครอบครัว รวมถึงพฤติกรรมของตัวเอง วันนี้ผมเลยสรุปเป็นคู่มือให้ครับว่า ค่าพื้นฐานอะไรที่ควรมี และมะเร็งแต่ละชนิดต้องตรวจด้วยวิธีไหน เพราะบางอย่างควรเช็กทุกปี แต่บางอย่างตรวจตามรอบก็พอครับ
1. ก่อนเจาะเลือด อย่ามองข้ามตัวเลขที่วัดได้หน้าห้องตรวจ
ผมอยากให้เริ่มจาก น้ำหนัก ส่วนสูง ดัชนีมวลกาย รอบเอว ความดัน และชีพจร ก่อนครับ เพราะตัวเลขพวกนี้กำลังบอกภาพรวมของระบบเผาผลาญและหัวใจ โดยเฉพาะรอบเอว บางคนน้ำหนักไม่ได้มาก แต่พุงเริ่มชัด ไขมันในช่องท้องมักเดินมาพร้อมกับภาวะดื้อต่ออินซูลิน ไขมันพอกตับ ไตรกลีเซอไรด์สูง และความดันที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
ความดันก็ควรวัดหลังนั่งพัก ไม่คุย ไม่ไขว่ห้าง และถ้าวัดครั้งแรกสูง อย่ารีบสรุปจากตัวเลขเดียวครับ ควรวัดซ้ำหรือกลับไปวัดที่บ้าน เพราะความดันสูงจำนวนมากไม่มีอาการ แต่ทำร้ายหัวใจ สมอง ไต และหลอดเลือดไปเรื่อย ๆ ได้
2. น้ำตาลต้องดูทั้งวันนี้ และย้อนหลังหลายเดือน
ค่าพื้นฐานที่ควรดูคือ
Fasting Blood Sugar หรือ FBS
เป็นระดับน้ำตาลหลังอดอาหารอย่างน้อยประมาณ 8 ชั่วโมง บอกว่าวันที่เจาะเลือด น้ำตาลตอนท้องว่างอยู่เท่าไร
HbA1c หรือน้ำตาลสะสม
ช่วยให้เห็นภาพเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในช่วงประมาณ 2–3 เดือนที่ผ่านมา
บางคน FBS ยังไม่สูงมาก แต่ HbA1c เริ่มขยับ หรือบางคนผลตอนเช้าดูดี แต่มีพุง ไขมันสูง และน้ำตาลหลังอาหารพุ่ง การดูสองค่านี้ร่วมกันจะเห็นภาพชัดกว่าดูแค่ค่าเดียวครับ
คนที่มีน้ำหนักเกิน รอบเอวเกิน มีพ่อแม่เป็นเบาหวาน เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ มีความดันหรือไขมันสูง ควรใส่ใจกับค่าน้ำตาลเป็นพิเศษ เพราะความผิดปกติมักเริ่มก่อนมีอาการหลายปีครับ แนวทางเบาหวานปัจจุบันแนะนำให้คัดกรองและตรวจซ้ำตามระดับความเสี่ยง ไม่ควรรอให้กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย หรือน้ำหนักลดก่อนค่อยตรวจครับ
3. ไขมันอย่าดูแค่คอเลสเตอรอลรวม
เวลาตรวจไขมัน ผมอยากให้ดูอย่างน้อย 4 ค่า
Total Cholesterol คือคอเลสเตอรอลรวม
LDL-C คือไขมันที่เกี่ยวข้องกับการสะสมในผนังหลอดเลือด
HDL-C คือไขมันที่มักเรียกว่าไขมันดี
Triglyceride คือไขมันที่มักสูงตามน้ำตาล แป้ง แอลกอฮอล์ น้ำหนัก และไขมันพอกตับ
บางคนคอเลสเตอรอลรวมดูไม่สูง แต่ LDL สูงหรือ HDL ต่ำ บางคน LDL ไม่มาก แต่ไตรกลีเซอไรด์พุ่งและพุงใหญ่ขึ้น เพราะฉะนั้นเปิดผลตรวจแล้วอย่าดูแค่ช่องที่มีดาวแดงครับ ต้องดูความสัมพันธ์ทั้งชุด
ถ้ามีประวัติโรคหัวใจหรือ Stroke ในครอบครัวตั้งแต่อายุน้อย มีโรคหลอดเลือดอยู่แล้ว หรือไขมันสูงมากทั้งที่รูปร่างไม่อ้วน อาจคุยกับแพทย์เรื่องตรวจค่าอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ApoB และ Lp(a) เพื่อประเมินจำนวนอนุภาคไขมันและความเสี่ยงที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมครับ
4. ไตต้องดูทั้งค่ากรอง และโปรตีนที่รั่วออกมา
ค่าหลักที่มักอยู่ในใบตรวจคือ
Creatinine
เป็นของเสียที่ใช้ช่วยคำนวณการทำงานของไต
eGFR
เป็นค่าประมาณว่าไตยังกรองเลือดได้ดีแค่ไหน
Urinalysis หรือการตรวจปัสสาวะ
ช่วยดูเลือด โปรตีน น้ำตาล การติดเชื้อ และความผิดปกติอื่น ๆ
ในคนที่เป็นเบาหวาน ความดันสูง หรือมีความเสี่ยงโรคไต ผมอยากให้ถามเพิ่มถึง Urine Albumin-to-Creatinine Ratio หรือ UACR เพราะไตอาจเริ่มมีอัลบูมินรั่วออกมา ทั้งที่ค่า Creatinine และ eGFR ยังดูไม่แย่มากครับ การดู eGFR ร่วมกับ UACR จึงช่วยหาไตเสื่อมระยะแรกได้ดีกว่าดูค่ากรองอย่างเดียว คนที่ชอบกินยาแก้ปวดเอง ใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริมหลายชนิด มีนิ่ว เกาต์ หรือคนในครอบครัวเป็นโรคไต ยิ่งควรเอารายการที่กินทั้งหมดไปให้แพทย์ดูด้วยครับ
5. ตับต้องดูมากกว่าคำว่า “ค่าตับปกติ”
ค่าที่พบในชุดตรวจบ่อย ได้แก่
AST และ ALT ช่วยบอกการบาดเจ็บของเซลล์ตับ
Alkaline phosphatase หรือ ALP เกี่ยวข้องกับตับ ทางเดินน้ำดี และกระดูก
Bilirubin ช่วยดูการกำจัดสารสีจากเม็ดเลือด
บางชุดอาจมี GGT เพิ่ม โดยเฉพาะเมื่อสงสัยเรื่องตับหรือทางเดินน้ำดี
แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ คนที่มีไขมันพอกตับบางราย ค่าตับอาจยังอยู่ในช่วงปกติครับ ถ้ามีพุง เบาหวาน ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ อาจต้องประเมินไขมันพอกตับเพิ่มเติม เช่น อัลตราซาวนด์หรือคำนวณความเสี่ยงพังผืดจากผลเลือดตามที่แพทย์เห็นเหมาะ
และถ้าไม่เคยรู้สถานะของตัวเอง ควรตรวจคัดกรอง ไวรัสตับอักเสบบีและซี อย่างน้อยสักครั้ง โดยเฉพาะคนที่มีประวัติเสี่ยง เพราะการติดเชื้อเรื้อรังอาจไม่มีอาการ แต่เดินต่อไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับได้ครับ
6. เลือดและค่าพื้นฐานอื่น ๆ ช่วยเปิดเบาะแสหลายโรค
CBC หรือความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ช่วยดูว่า
เม็ดเลือดแดงต่ำหรือซีดไหม
เม็ดเลือดขาวผิดปกติหรือไม่
เกล็ดเลือดมากหรือน้อยเกินไป
ขนาดเม็ดเลือดอาจชี้ไปทางการขาดธาตุเหล็ก วิตามิน หรือโรคเลือดบางชนิด
คนที่เหนื่อยง่าย ใจสั่น หน้ามืด ประจำเดือนมาก ถ่ายดำ หรืออุจจาระมีเลือด ควรดูเรื่องภาวะซีดให้ละเอียดกว่าการเห็นแค่ค่า Hemoglobin ครับ บางคนต้องตรวจ Ferritin หรือธาตุเหล็กสะสม เพิ่มเพื่อหาว่าซีดจากการขาดธาตุเหล็กหรือไม่
ส่วน TSH หรือค่าไทรอยด์ ไม่จำเป็นต้องเหมารวมว่าทุกคนต้องตรวจทุกปี แต่เหมาะกับคนที่มีอาการหรือความเสี่ยง เช่น ใจสั่น น้ำหนักเปลี่ยนผิดปกติ ขี้หนาว เหนื่อยมาก ผมร่วง ประจำเดือนผิดปกติ มีก้อนคอ หรือมีประวัติโรคไทรอยด์ในครอบครัว กรดยูริก ก็เช่นกัน มีประโยชน์ในคนที่เคยเป็นเกาต์ มีนิ่ว โรคไต หรือกำลังใช้ยาบางกลุ่ม แต่ตัวเลขสูงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าต้องกินยาทุกคนครับ
7. มะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรเริ่มคัดกรองตั้งแต่อายุ 45 ปี
คนความเสี่ยงทั่วไปควรเริ่มคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 45 ปี ครับ วิธีที่ใช้ได้มีทั้ง
FIT ตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ โดยทำตามรอบอย่างสม่ำเสมอ
Colonoscopy หรือส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ซึ่งมองเห็นติ่งเนื้อและตัดออกได้ในครั้งเดียว
ข้อดีของการส่องกล้องคือไม่ได้รอหามะเร็งอย่างเดียว แต่สามารถเอาติ่งเนื้อที่มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งออกก่อนด้วย แนวทางคัดกรองสากลปัจจุบันให้เริ่มที่อายุ 45 ปี ส่วนโครงการคัดกรองในประเทศไทยมีการใช้ FIT ในประชากรตามช่วงอายุเช่นกันครับ ถ้ามีพ่อแม่ พี่น้อง หรือลูกเป็นมะเร็งลำไส้ เคยมีติ่งเนื้อ ถ่ายเป็นเลือด ซีด หรือน้ำหนักลด ไม่ต้องรอให้ถึงอายุ 45 ครับ ควรคุยกับแพทย์เร็วกว่านั้น
8. ผู้หญิงต้องไม่พลาดมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม
มะเร็งปากมดลูก ตรวจได้ด้วย HPV DNA test, Pap smear หรือวิธีที่ระบบบริการกำหนดครับ ในประเทศไทยมีโครงการคัดกรองระดับประเทศ และช่วงอายุกับระยะห่างจะขึ้นกับชนิดการตรวจและประวัติเดิม ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปีถ้าผลปกติและยังไม่ถึงรอบ แต่ต้องอย่าปล่อยให้ขาดช่วงยาวจนลืมครับ มะเร็งเต้านม ผู้หญิงควรรู้จักลักษณะเต้านมของตัวเอง และถ้ามีก้อน หัวนมบุ๋ม มีเลือดหรือน้ำผิดปกติไหลจากหัวนม หรือผิวเต้านมเปลี่ยน ต้องไปตรวจครับ
สำหรับการคัดกรองด้วย Mammogram แนวทางสากลหลายแห่งเริ่มตั้งแต่อายุประมาณ 40 ปี และตรวจทุก 1–2 ปีตามระดับความเสี่ยง ส่วนคนที่มีแม่ พี่สาว หรือน้องสาวเป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะตอนอายุน้อย ควรเริ่มประเมินเร็วกว่าคนทั่วไปครับ อัลตราซาวนด์เต้านมช่วยดูความผิดปกติบางแบบได้ แต่ไม่ใช่ตัวแทน Mammogram ในทุกคน การเลือกตรวจควรดูอายุ ความหนาแน่นของเต้านม และความเสี่ยงร่วมกันครับ
9. ผู้ชายควรคุยเรื่อง PSA ไม่ใช่เดินเข้าไปตรวจแบบไม่รู้ความหมาย
PSA เป็นค่าที่ใช้ช่วยประเมินความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ค่านี้สูงได้จากต่อมลูกหมากโต การอักเสบ การติดเชื้อ หรือปัจจัยอื่น ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งทันทีครับ ผู้ชายความเสี่ยงทั่วไปควรเริ่มคุยกับแพทย์เรื่องประโยชน์และข้อจำกัดของการตรวจประมาณอายุ 50 ปี ส่วนคนที่มีพ่อหรือพี่น้องเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากตั้งแต่อายุน้อย อาจต้องเริ่มคุยเร็วกว่านั้น จุดสำคัญไม่ใช่ตรวจ PSA ให้ครบช่องในแพ็กเกจ แต่ต้องรู้ว่าถ้าค่าสูงแล้วจะติดตามอย่างไร และหลีกเลี่ยงการตื่นตกใจกับตัวเลขเพียงครั้งเดียวครับ
10. มะเร็งปอดและมะเร็งตับ ตรวจเฉพาะกลุ่มเสี่ยงให้ตรงวิธี
คนที่สูบบุหรี่หนักควรตรวจมะเร็งปอดด้วย Low-dose CT หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ขนาดรังสีต่ำ ไม่ใช่อาศัยเอกซเรย์ปอดธรรมดาอย่างเดียว เกณฑ์ที่ใช้กันคือ อายุประมาณ 50–80 ปี มีประวัติสูบบุหรี่สะสมอย่างน้อย 20 pack-years และยังสูบอยู่หรือหยุดไม่เกิน 15 ปี โดยตรวจทุกปีตามความเหมาะสม ตัวอย่าง 20 pack-years คือ สูบวันละ 1 ซองนาน 20 ปี หรือวันละ 2 ซองนาน 10 ปีครับ
ส่วน มะเร็งตับ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องตรวจ AFP ทุกปีครับ กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังจริงจังคือคนที่มีตับแข็ง ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง หรือความเสี่ยงสูงตามที่แพทย์ประเมิน โดยมักใช้อัลตราซาวนด์ตับร่วมกับ AFP ทุกประมาณ 6 เดือน เพื่อหาโรคให้เจอในระยะที่ยังรักษาได้ครับ
ก่อนไปตรวจสุขภาพ เตรียมข้อมูลนี้ไปด้วยครับ 
• ผลตรวจย้อนหลัง 2–3 ปี เพื่อดูแนวโน้ม ไม่ใช่ดูแค่ปีล่าสุด
• รายชื่อยา สมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริมที่กินอยู่
• ประวัติพ่อแม่ พี่น้อง และลูก ว่าเคยเป็นเบาหวาน หัวใจ Stroke หรือมะเร็งชนิดใดตอนอายุเท่าไร
• ประวัติสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ ประจำเดือน การตั้งครรภ์ และฮอร์โมนที่ใช้
• อาการที่เป็นอยู่ แม้ดูไม่เกี่ยวกับแพ็กเกจ เช่น เหนื่อยง่าย ถ่ายเปลี่ยน น้ำหนักลด ใจสั่น หรือปัสสาวะผิดปกติ
• ถามให้ชัดว่าปีนี้ถึงรอบตรวจมะเร็งลำไส้ ปากมดลูก เต้านม ปอด หรือต่อมลูกหมากแล้วหรือยัง
• อย่าเลือกตรวจสารบ่งชี้มะเร็งหลายตัวเพียงเพราะชื่อดูครอบคลุม เพราะค่าปกติไม่ได้ยืนยันว่าไม่มีมะเร็ง และค่าสูงก็ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไป
ตรวจสุขภาพประจำปีไม่ใช่ไปเจาะเลือดแล้วรอคำว่า “ปกติ” อย่างเดียวครับ ผมอยากให้ทุกคนดูตั้งแต่รอบเอว ความดัน น้ำตาล ไขมัน ไต ตับ เลือด และการตรวจมะเร็งให้ตรงกับอายุและความเสี่ยง เก็บผลตรวจทุกครั้งไว้เทียบกัน และถามแพทย์ให้ชัดว่าตัวเลขไหนกำลังแย่ลง เท่านี้การตรวจสุขภาพก็จะไม่ใช่แค่กิจกรรมประจำปี แต่เป็นโอกาสหยุดโรคก่อนมันเดินไกลครับ
Cr. FBหมอเจด
ตรวจสุขภาพทุกปี! ห้ามพลาดค่านี้!