สวนดุสิตโพล เผย คนไทยไม่เชื่อมั่นรัฐยกระดับเซฟตี้ผับ จี้รื้อระบบป้องกันไฟไหม้ทั่วประเทศ
https://www.dailynews.co.th/news/6038437/
.

.
"สวนดุสิตโพล" สำรวจโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้สถานบันเทิง พบประชาชนกังวลความปลอดภัยขั้นสุด ค่อนข้างไม่เชื่อมั่น ภาครัฐจะแก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง จี้ล้างบางระบบเซฟตี้
.
เมื่อวันที่ 19 ก.ค. “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ไฟไหม้สถานบันเทิง” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,121 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 14-17 กรกฎาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความกังวลในระดับมากต่อความปลอดภัยของสถานบันเทิงในประเทศไทย ร้อยละ 42.64
.
ขณะที่เมื่อเข้าใช้บริการสถานบันเทิงจะสังเกตทางหนีไฟหรืออุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยเป็นบางครั้ง ร้อยละ 37.73 ส่วนสาเหตุสำคัญของเหตุไฟไหม้สถานบันเทิงมาจากระบบป้องกันอัคคีภัยที่ไม่มีประสิทธิภาพ ร้อยละ 79.05 และเห็นว่าภาครัฐควรเร่งตรวจสอบสถานบันเทิงทั่วประเทศ ร้อยละ 80.63 อย่างไรก็ตาม ค่อนข้างไม่เชื่อมั่นว่าภาครัฐจะสามารถยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบันเทิงได้ ร้อยละ 50.94
.
ดร.
พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า เหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้สร้างความเศร้าใจต่อการสูญเสีย และทำให้คำว่า “ช่องโหว่” ของการบังคับใช้กฎหมายถูกตั้งคำถามจากสังคมอีกครั้ง อีกทั้งยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการกำกับดูแลของภาครัฐว่าจะสามารถยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างจริงจังหรือไม่ เพราะกฎหมายจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีการใช้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์
สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า เหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิงถือว่ากระทบกับความรู้สึกคนไทยอย่างมาก ทำให้เห็นถึงความหย่อนยานของการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่ากฎหมายเกี่ยวกับสถานบริการ กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมอาคาร และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตของประชาชนเป็นจำนวนมาก หน่วยงานภาครัฐไม่ว่ากรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต้องทำการตรวจสอบสถานที่ลักษณะนี้ให้เข้มงวดไม่ใช่เพียงช่วงระยะสั้น ๆ ตามกระแสข่าวเท่านั้น
.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์
สรศักดิ์ อธิบายอีกว่า สิ่งสำคัญในช่วงนี้อีกเรื่องคือการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต้องกระทำการโดยเร็ว หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่มีความบกพร่องก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ผลโพลชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบสถานบันเทิงทั่วประเทศและสร้างระบบป้องกันอัคคีภัยให้มีประสิทธิภาพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากหน่วยงานภาครัฐและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเหตุการณ์ลักษณะนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก
.
.
‘นิด้าโพล’ เผยผลสำรวจความคิดเห็นคนไทยต่อ ‘ต่างชาติผิดกฎหมาย’
https://www.dailynews.co.th/news/6038398/
.
“นิด้าโพล” สำรวจเความคิดเห็นของประชาชนต่อพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่เป็นอันตราย
.
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “
ต่างชาติผิดกฎหมาย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13-15 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยที่เป็นอันตรายต่อประเทศไทย พบว่า
.
1. การเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือเปิดกิจการเพื่อฟอกเงินสีเทาตัวอย่าง ร้อยละ 94.05 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 5.42 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย
.
2. การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยถือครองที่ดินไม่ว่าจะเป็นในนามบุคคลองค์กรหรือบริษัทตัวอย่าง ร้อยละ 82.14 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 14.81 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 2.14 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย
ร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
.
3. การจ้างคนไทยให้รับเป็นพ่อเด็กที่เป็นลูกต่างชาติเพื่อให้ได้สัญชาติตัวอย่าง ร้อยละ 81.76 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 14.20 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.05 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
.
4. การประกอบธุรกิจศูนย์เหรียญ (ธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาผูกขาดและควบคุมระบบซื้อขายทั้งหมดเฉพาะเครือข่ายของคนชาติเดียวกันทำให้คนไทยขาดรายได้) ตัวอย่าง ร้อยละ 81.29 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 15.65 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย
.5. การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยเปิดธุรกิจหรือถือหุ้นส่วนใหญ่ในธุรกิจในประเทศไทยตัวอย่าง ร้อยละ 81.21 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 15.88 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 2.37 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
.
6. การเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใดที่หนึ่งจำนวนมากจนกลายเป็นหรือเกือบจะเป็นชุมชนหรือเมืองของชาวต่างชาติตัวอย่าง ร้อยละ 77.48 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 17.79 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.89 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
.
7. การทำงานของต่างชาติที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงานตัวอย่าง ร้อยละ 72.98 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 23.13 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.51 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
.
8. การเข้ามาประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยเช่นงานขับขี่ยานยนต์งานมัคคุเทศก์หรือจัดนำเที่ยวเป็นต้นตัวอย่าง ร้อยละ 65.42 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 27.86 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 5.65 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
.
ด้านพฤติกรรมผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่เคยพบเห็นด้วยตนเอง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.95 ระบุว่าไม่เคยพบเจอพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ รองลงมา ร้อยละ 26.11 ระบุว่า การเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือเปิดกิจการเพื่อฟอกเงินสีเทา ร้อยละ 25.88 ระบุว่า การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยเปิดธุรกิจหรือถือหุ้นส่วนใหญ่ในธุรกิจในประเทศไทย ร้อยละ 20.92 ระบุว่า การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยถือครองที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นในนามบุคคล องค์กรหรือบริษัท ร้อยละ 18.85 ระบุว่า การเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใดที่หนึ่งจำนวนมากจนกลายเป็นหรือเกือบจะเป็นชุมชนหรือเมืองของชาวต่างชาติ ร้อยละ 17.71 ระบุว่า การเข้ามาประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น งานขับขี่ยานยนต์ งานมัคคุเทศก์หรือจัดนำเที่ยว เป็นต้น
.
ร้อยละ 14.35 ระบุว่า การทำงานของต่างชาติที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงาน ร้อยละ 9.69 ระบุว่า การประกอบธุรกิจศูนย์เหรียญ (ธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาผูกขาดและควบคุมระบบซื้อขายทั้งหมด เฉพาะเครือข่ายของคนชาติเดียวกัน ทำให้คนไทยขาดรายได้) ร้อยละ 8.70 ระบุว่า การจ้างคนไทยให้รับเป็นพ่อเด็กที่เป็นลูกต่างชาติเพื่อให้ได้สัญชาติไทย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยกระทำผิดกฎหมาย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 67.10 ระบุว่า การทุจริต ประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รองลงมา ร้อยละ 59.31 ระบุว่า บทลงโทษตามกฎหมายไม่รุนแรง ร้อยละ 52.21 ระบุว่า นโยบายของรัฐหรือกฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการได้
.
ร้อยละ 50.46 ระบุว่า การทุจริต ประพฤติมิชอบของนักการเมือง ร้อยละ 48.70 ระบุว่า การเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนของคนไทยบางคน ร้อยละ 44.35 ระบุว่า การไม่ใส่ใจสอดส่องดูแลของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 29.54 ระบุว่า คนไทยไม่สนใจหรือไม่ตระหนักในปัญหาคนต่างชาติทำผิดกฎหมาย และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
.
สหรัฐเตือนชาวอเมริกันทั่วโลก เพิ่มความระวังเหตุสงครามอิหร่านตึงเครียด
https://www.dailynews.co.th/news/6038416/
.
รัฐบาลสหรัฐเตือนภัยชาวอเมริกันทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในตะวันออกกลาง ให้เพิ่มความระมัดระวัง ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามรอบใหม่ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน
.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกประกาศเตือนภัยสำหรับชาวอเมริกันซึ่งอาศัยอยู่ทั่วโลก แนะนำให้พลเมืองสหรัฐ โดยเฉพาะผู้ที่พำนักหรือเดินทางอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินชีวิต ท่ามกลางสงครามรอบใหม่ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน
.
แถลงการณ์ระบุว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้สถานการณ์ด้านความมั่นคงยังคงมีความซับซ้อน และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการยกระดับความขัดแย้งโดยไม่คาดคิด จึงขอให้ชาวอเมริกันในภูมิภาคใช้ความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง
.
นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเตือนว่า สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลของสหรัฐ รวมถึงสถานที่ตั้งทางการทูตของสหรัฐในหลายประเทศ เคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมาแล้ว และกลุ่มที่สนับสนุนอิหร่านอาจโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐในต่างประเทศ หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐและชาวอเมริกันทั่วโลก
.
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเคยออกประกาศเตือนภัยในลักษณะเดียวกัน ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา
.
https://x.com/trtworld/status/2078615820045848607
JJNY : คนไทยไม่เชื่อมั่นรัฐยกระดับเซฟตี้ผับ│ความคิดเห็นต่อ‘ต่างชาติผิดกฎหมาย’│สหรัฐเตือนชาวอเมริกัน│33 จว.เตือนฝนตกหนัก
https://www.dailynews.co.th/news/6038437/
.
.
"สวนดุสิตโพล" สำรวจโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้สถานบันเทิง พบประชาชนกังวลความปลอดภัยขั้นสุด ค่อนข้างไม่เชื่อมั่น ภาครัฐจะแก้ปัญหาได้อย่างจริงจัง จี้ล้างบางระบบเซฟตี้
.
เมื่อวันที่ 19 ก.ค. “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ไฟไหม้สถานบันเทิง” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,121 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 14-17 กรกฎาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความกังวลในระดับมากต่อความปลอดภัยของสถานบันเทิงในประเทศไทย ร้อยละ 42.64
.
ขณะที่เมื่อเข้าใช้บริการสถานบันเทิงจะสังเกตทางหนีไฟหรืออุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยเป็นบางครั้ง ร้อยละ 37.73 ส่วนสาเหตุสำคัญของเหตุไฟไหม้สถานบันเทิงมาจากระบบป้องกันอัคคีภัยที่ไม่มีประสิทธิภาพ ร้อยละ 79.05 และเห็นว่าภาครัฐควรเร่งตรวจสอบสถานบันเทิงทั่วประเทศ ร้อยละ 80.63 อย่างไรก็ตาม ค่อนข้างไม่เชื่อมั่นว่าภาครัฐจะสามารถยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบันเทิงได้ ร้อยละ 50.94
.
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า เหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้สร้างความเศร้าใจต่อการสูญเสีย และทำให้คำว่า “ช่องโหว่” ของการบังคับใช้กฎหมายถูกตั้งคำถามจากสังคมอีกครั้ง อีกทั้งยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการกำกับดูแลของภาครัฐว่าจะสามารถยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างจริงจังหรือไม่ เพราะกฎหมายจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีการใช้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า เหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิงถือว่ากระทบกับความรู้สึกคนไทยอย่างมาก ทำให้เห็นถึงความหย่อนยานของการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่ากฎหมายเกี่ยวกับสถานบริการ กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมอาคาร และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตของประชาชนเป็นจำนวนมาก หน่วยงานภาครัฐไม่ว่ากรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต้องทำการตรวจสอบสถานที่ลักษณะนี้ให้เข้มงวดไม่ใช่เพียงช่วงระยะสั้น ๆ ตามกระแสข่าวเท่านั้น
.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ อธิบายอีกว่า สิ่งสำคัญในช่วงนี้อีกเรื่องคือการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต้องกระทำการโดยเร็ว หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่มีความบกพร่องก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ผลโพลชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบสถานบันเทิงทั่วประเทศและสร้างระบบป้องกันอัคคีภัยให้มีประสิทธิภาพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากหน่วยงานภาครัฐและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเหตุการณ์ลักษณะนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก
.
.
‘นิด้าโพล’ เผยผลสำรวจความคิดเห็นคนไทยต่อ ‘ต่างชาติผิดกฎหมาย’
https://www.dailynews.co.th/news/6038398/
.
“นิด้าโพล” สำรวจเความคิดเห็นของประชาชนต่อพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่เป็นอันตราย
.
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ต่างชาติผิดกฎหมาย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13-15 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยที่เป็นอันตรายต่อประเทศไทย พบว่า
.
1. การเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือเปิดกิจการเพื่อฟอกเงินสีเทาตัวอย่าง ร้อยละ 94.05 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 5.42 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย
.
2. การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยถือครองที่ดินไม่ว่าจะเป็นในนามบุคคลองค์กรหรือบริษัทตัวอย่าง ร้อยละ 82.14 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 14.81 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 2.14 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย
ร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
.
3. การจ้างคนไทยให้รับเป็นพ่อเด็กที่เป็นลูกต่างชาติเพื่อให้ได้สัญชาติตัวอย่าง ร้อยละ 81.76 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 14.20 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.05 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
.
4. การประกอบธุรกิจศูนย์เหรียญ (ธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาผูกขาดและควบคุมระบบซื้อขายทั้งหมดเฉพาะเครือข่ายของคนชาติเดียวกันทำให้คนไทยขาดรายได้) ตัวอย่าง ร้อยละ 81.29 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 15.65 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย
.5. การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยเปิดธุรกิจหรือถือหุ้นส่วนใหญ่ในธุรกิจในประเทศไทยตัวอย่าง ร้อยละ 81.21 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 15.88 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 2.37 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
.
6. การเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใดที่หนึ่งจำนวนมากจนกลายเป็นหรือเกือบจะเป็นชุมชนหรือเมืองของชาวต่างชาติตัวอย่าง ร้อยละ 77.48 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 17.79 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.89 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
.
7. การทำงานของต่างชาติที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงานตัวอย่าง ร้อยละ 72.98 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 23.13 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.51 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
.
8. การเข้ามาประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยเช่นงานขับขี่ยานยนต์งานมัคคุเทศก์หรือจัดนำเที่ยวเป็นต้นตัวอย่าง ร้อยละ 65.42 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 27.86 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 5.65 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
.
ด้านพฤติกรรมผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่เคยพบเห็นด้วยตนเอง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.95 ระบุว่าไม่เคยพบเจอพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ รองลงมา ร้อยละ 26.11 ระบุว่า การเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือเปิดกิจการเพื่อฟอกเงินสีเทา ร้อยละ 25.88 ระบุว่า การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยเปิดธุรกิจหรือถือหุ้นส่วนใหญ่ในธุรกิจในประเทศไทย ร้อยละ 20.92 ระบุว่า การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยถือครองที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นในนามบุคคล องค์กรหรือบริษัท ร้อยละ 18.85 ระบุว่า การเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใดที่หนึ่งจำนวนมากจนกลายเป็นหรือเกือบจะเป็นชุมชนหรือเมืองของชาวต่างชาติ ร้อยละ 17.71 ระบุว่า การเข้ามาประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น งานขับขี่ยานยนต์ งานมัคคุเทศก์หรือจัดนำเที่ยว เป็นต้น
.
ร้อยละ 14.35 ระบุว่า การทำงานของต่างชาติที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงาน ร้อยละ 9.69 ระบุว่า การประกอบธุรกิจศูนย์เหรียญ (ธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาผูกขาดและควบคุมระบบซื้อขายทั้งหมด เฉพาะเครือข่ายของคนชาติเดียวกัน ทำให้คนไทยขาดรายได้) ร้อยละ 8.70 ระบุว่า การจ้างคนไทยให้รับเป็นพ่อเด็กที่เป็นลูกต่างชาติเพื่อให้ได้สัญชาติไทย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยกระทำผิดกฎหมาย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 67.10 ระบุว่า การทุจริต ประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รองลงมา ร้อยละ 59.31 ระบุว่า บทลงโทษตามกฎหมายไม่รุนแรง ร้อยละ 52.21 ระบุว่า นโยบายของรัฐหรือกฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการได้
.
ร้อยละ 50.46 ระบุว่า การทุจริต ประพฤติมิชอบของนักการเมือง ร้อยละ 48.70 ระบุว่า การเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนของคนไทยบางคน ร้อยละ 44.35 ระบุว่า การไม่ใส่ใจสอดส่องดูแลของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 29.54 ระบุว่า คนไทยไม่สนใจหรือไม่ตระหนักในปัญหาคนต่างชาติทำผิดกฎหมาย และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
.
.
สหรัฐเตือนชาวอเมริกันทั่วโลก เพิ่มความระวังเหตุสงครามอิหร่านตึงเครียด
https://www.dailynews.co.th/news/6038416/
.
รัฐบาลสหรัฐเตือนภัยชาวอเมริกันทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในตะวันออกกลาง ให้เพิ่มความระมัดระวัง ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามรอบใหม่ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน
.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกประกาศเตือนภัยสำหรับชาวอเมริกันซึ่งอาศัยอยู่ทั่วโลก แนะนำให้พลเมืองสหรัฐ โดยเฉพาะผู้ที่พำนักหรือเดินทางอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินชีวิต ท่ามกลางสงครามรอบใหม่ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน
.
แถลงการณ์ระบุว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้สถานการณ์ด้านความมั่นคงยังคงมีความซับซ้อน และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการยกระดับความขัดแย้งโดยไม่คาดคิด จึงขอให้ชาวอเมริกันในภูมิภาคใช้ความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง
.
นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเตือนว่า สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลของสหรัฐ รวมถึงสถานที่ตั้งทางการทูตของสหรัฐในหลายประเทศ เคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมาแล้ว และกลุ่มที่สนับสนุนอิหร่านอาจโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐในต่างประเทศ หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐและชาวอเมริกันทั่วโลก
.
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเคยออกประกาศเตือนภัยในลักษณะเดียวกัน ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา
.
https://x.com/trtworld/status/2078615820045848607