เวลาพูดถึงโรคไต หลายคนมักจะพุ่งเป้าไปที่การกินรสเค็มจัดก่อนเป็นอันดับแรกเลยใช่ไหมคะ จนบางทีก็แอบสงสัยว่าตัวเองปรุงน้อยมาก แทบจะกินรสจืดเลยด้วยซ้ำ ทำไมค่าไตถึงยังลดลงได้อีก ความจริงแล้วอวัยวะสำคัญอย่างไตสามารถเสื่อมถอยได้จาก "พฤติกรรมสะสม" ในชีวิตประจำวันที่เราเผลอทำไปโดยไม่รู้ตัวค่ะ และความน่ากลัวคือในช่วงแรกมักจะไม่มีอาการเตือนใดๆ เลย กว่าจะรู้ตัวอีกทีค่าการทำงานของไตหรือ eGFR ก็อาจจะลดลงไปเยอะแล้ว วันนี้บลูโซนจะพามาเช็กพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้กันค่ะ
1️⃣
ดื่มน้ำน้อยเรื้อรัง เพิ่มภาระหนักให้ไต
ไตมีหน้าที่หลักในการกรองของเสียและรักษาสมดุลน้ำในร่างกายค่ะ หากเรารับน้ำไม่เพียงพอ เลือดจะข้นขึ้น ส่งผลให้ของเสียมีความเข้มข้นสูงตามไปด้วย ไตจึงต้องออกแรงทำงานหนักกว่าปกติหลายเท่าตัวเลยค่ะ มีข้อมูลพบว่าการดื่มน้ำไม่พอเรื้อรัง อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ไตทำงานแย่ลง โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตหรือระดับน้ำตาลเกินเกณฑ์อยู่แล้วค่ะ
2️⃣
ปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูง
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าต้องป่วยเป็นโรคเบาหวานอย่างเต็มตัวก่อนไตถึงจะเริ่มมีปัญหา ความเป็นจริงก็คือ เพียงแค่เรามีภาวะดื้อต่ออินซูลินหรือระดับน้ำตาลเริ่มสูงกว่าปกติ ก็สามารถส่งผลให้เส้นเลือดฝอยในไตเกิดการอักเสบได้แล้วค่ะ ยิ่งถ้าปล่อยให้น้ำตาลพุ่งสูงบ่อยๆ ไตก็จะยิ่งโดนทำร้ายซ้ำๆ จนนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะโปรตีนรั่วได้ค่ะ
3️⃣ ทานยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ
ยาแก้ปวดบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน หรือ ไดโคลฟีแนค) หากทานต่อเนื่องเป็นประจำจะทำให้เลือดไปเลี้ยงไตได้น้อยลงค่ะ หลายคนมีอาการปวดหลัง ปวดตามข้อ แล้วเลือกซื้อยาทานเองบ่อยๆ เป็นเวลาหลายเดือน การทำแบบนี้เท่ากับเป็นการบังคับให้ไตทำงานหนักขึ้นทุกวันโดยที่เราไม่ทันระวังตัวเลยค่ะ
4️⃣ พักผ่อนไม่พอ นอนดึกเรื้อรัง
เวลากลางคืนคือนาทีทองที่ร่างกายและอวัยวะต่างๆ จะได้ซ่อมแซมตัวเองค่ะ การนอนน้อย นอนดึก หรือหลับๆ ตื่นๆ จะทำให้ฮอร์โมนความเครียดพุ่งสูงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบซ่อนเร้นภายในร่างกาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพการฟื้นตัวของไตลดลงค่ะ
5️⃣
นั่งติดที่นานๆ ขาดการขยับตัว
การนั่งทำงานท่าเดิมเป็นเวลานานและขาดการขยับร่างกาย ส่งผลกระทบไปถึงระบบหลอดเลือดและกระตุ้นให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินได้ค่ะ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะย้อนกลับไปทำร้ายไตโดยตรง ยิ่งในผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องเยอะด้วยแล้ว ไตก็มักจะเสื่อมเร็วกว่าผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอค่ะ
💡 ทริคดูแลไตให้แข็งแรง เริ่มต้นง่ายๆ ได้ทุกวัน
เพื่อเป็นการถนอมไตให้อยู่กับเราไปนานๆ บลูโซนมีแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาฝากกันค่ะ
🔹
ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
พยายามจิบน้ำระหว่างวันให้ได้ประมาณ 1.5–2 ลิตรค่ะ (หากไม่มีโรคประจำตัวที่แพทย์สั่งจำกัดน้ำ) วิธีสังเกตง่ายๆ คือสีของปัสสาวะควรเป็นสีเหลืองอ่อน หากสีเข้มเกินไปแปลว่าร่างกายกำลังต้องการน้ำเพิ่มค่ะ
🔹
ควบคุมความดันและระดับน้ำตาล
พยายามรักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (ประมาณต่ำกว่า 130/80 mmHg) และดูแลค่าระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดค่ะ
🔹
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ยาเสมอ
หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดทานเองต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็นค่ะ หากมีอาการปวดเรื้อรังควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของไตในระยะยาวนะคะ
🔹
ตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำ
ควรหาเวลาไปตรวจประเมินค่าการทำงานของไต (eGFR) และตรวจหาโปรตีนรั่วในปัสสาวะอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งค่ะ เพื่อให้เราประเมินสถานการณ์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทันท่วงที
ไตมักจะพังแบบเงียบๆ การเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะ 😊
ที่มา : Bluzone
🚨 ไตเสื่อมไว ทั้งที่กินเค็มน้อย อาจเพราะ 5 พฤติกรรมนี้!
1️⃣ ดื่มน้ำน้อยเรื้อรัง เพิ่มภาระหนักให้ไต
ไตมีหน้าที่หลักในการกรองของเสียและรักษาสมดุลน้ำในร่างกายค่ะ หากเรารับน้ำไม่เพียงพอ เลือดจะข้นขึ้น ส่งผลให้ของเสียมีความเข้มข้นสูงตามไปด้วย ไตจึงต้องออกแรงทำงานหนักกว่าปกติหลายเท่าตัวเลยค่ะ มีข้อมูลพบว่าการดื่มน้ำไม่พอเรื้อรัง อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ไตทำงานแย่ลง โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตหรือระดับน้ำตาลเกินเกณฑ์อยู่แล้วค่ะ
2️⃣ ปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูง
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าต้องป่วยเป็นโรคเบาหวานอย่างเต็มตัวก่อนไตถึงจะเริ่มมีปัญหา ความเป็นจริงก็คือ เพียงแค่เรามีภาวะดื้อต่ออินซูลินหรือระดับน้ำตาลเริ่มสูงกว่าปกติ ก็สามารถส่งผลให้เส้นเลือดฝอยในไตเกิดการอักเสบได้แล้วค่ะ ยิ่งถ้าปล่อยให้น้ำตาลพุ่งสูงบ่อยๆ ไตก็จะยิ่งโดนทำร้ายซ้ำๆ จนนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะโปรตีนรั่วได้ค่ะ
3️⃣ ทานยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ
ยาแก้ปวดบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน หรือ ไดโคลฟีแนค) หากทานต่อเนื่องเป็นประจำจะทำให้เลือดไปเลี้ยงไตได้น้อยลงค่ะ หลายคนมีอาการปวดหลัง ปวดตามข้อ แล้วเลือกซื้อยาทานเองบ่อยๆ เป็นเวลาหลายเดือน การทำแบบนี้เท่ากับเป็นการบังคับให้ไตทำงานหนักขึ้นทุกวันโดยที่เราไม่ทันระวังตัวเลยค่ะ
4️⃣ พักผ่อนไม่พอ นอนดึกเรื้อรัง
เวลากลางคืนคือนาทีทองที่ร่างกายและอวัยวะต่างๆ จะได้ซ่อมแซมตัวเองค่ะ การนอนน้อย นอนดึก หรือหลับๆ ตื่นๆ จะทำให้ฮอร์โมนความเครียดพุ่งสูงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบซ่อนเร้นภายในร่างกาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพการฟื้นตัวของไตลดลงค่ะ
5️⃣ นั่งติดที่นานๆ ขาดการขยับตัว
การนั่งทำงานท่าเดิมเป็นเวลานานและขาดการขยับร่างกาย ส่งผลกระทบไปถึงระบบหลอดเลือดและกระตุ้นให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินได้ค่ะ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะย้อนกลับไปทำร้ายไตโดยตรง ยิ่งในผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องเยอะด้วยแล้ว ไตก็มักจะเสื่อมเร็วกว่าผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอค่ะ
💡 ทริคดูแลไตให้แข็งแรง เริ่มต้นง่ายๆ ได้ทุกวัน
เพื่อเป็นการถนอมไตให้อยู่กับเราไปนานๆ บลูโซนมีแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาฝากกันค่ะ
🔹 ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ
พยายามจิบน้ำระหว่างวันให้ได้ประมาณ 1.5–2 ลิตรค่ะ (หากไม่มีโรคประจำตัวที่แพทย์สั่งจำกัดน้ำ) วิธีสังเกตง่ายๆ คือสีของปัสสาวะควรเป็นสีเหลืองอ่อน หากสีเข้มเกินไปแปลว่าร่างกายกำลังต้องการน้ำเพิ่มค่ะ
🔹 ควบคุมความดันและระดับน้ำตาล
พยายามรักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (ประมาณต่ำกว่า 130/80 mmHg) และดูแลค่าระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดค่ะ
🔹 ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ยาเสมอ
หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดทานเองต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็นค่ะ หากมีอาการปวดเรื้อรังควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของไตในระยะยาวนะคะ
🔹 ตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำ
ควรหาเวลาไปตรวจประเมินค่าการทำงานของไต (eGFR) และตรวจหาโปรตีนรั่วในปัสสาวะอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งค่ะ เพื่อให้เราประเมินสถานการณ์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทันท่วงที
ไตมักจะพังแบบเงียบๆ การเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะ 😊
ที่มา : Bluzone