เราเพิ่งเรียนจบใหม่ช่วงนั้นกำลังมองหางานทำอยากไปไกลๆจากบ้านและมีที่ท่องเที่ยวธรรมชาติความรู้สึกตอนนั้นน่ะ เราเลยหางานตามอินเตอร์เน็ตจนไปเจอกับรีสอร์ทนึงที่จังหวัดสุราษฎร์ในอำเภอเกาะพะงัน เปิดรับสมัครงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฟอนต์ออฟฟิศเซอร์(หรือพนักงานต้อนรับส่วนหน้า) เราสนใจเพราะอยากได้ทักษะภาษาอังกฤษและเรียนรู้งานสายทางนี้ กดส่งสมัครผ่านอีเมล ไม่เกินสามวันมีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาโทรเบอร์มาสัมภาษณ์ออนไลน์ เขาก็ถามว่ามีทักษะภาษาอังกฤษมากน้อยแค่ไหนเคยมาอยู่เกาะไหมทำไมถึงอยากอยู่เกาะ หลังจากสัมภาษณ์เสร็จเขาก็ตกลงรับเราเข้าทำงานทันทีเขาระบุวันเวลาที่เราเริ่มงาน เรามาจากภาคอีสานเก็บกระเป๋าส่งของใช้บางส่วนไปทางขนส่งไปรษณีย์ จองตั๋วเครื่องบิน-บินตรงลงเกาะสมุย จำได้ว่าตอนนั้นเครื่องบินดีเลย์ทำให้เราที่จองตั๋วเรือข้ามเกาะพะงันไปไม่ทันและต้องทิ้งตั๋วเรือนั้น ซึ่งตอนนั้นเราถึงเกาะพะงันเป็นเวลา4 ถึง 5 โมงเย็นซึ่งใกล้ค่ำ พ่อถึงเกาะพะงันเราขึ้นตรงที่หาดริ้นที่มี FULLMoon ปาร์ตี้ เราต้องต่อรถไปที่หาดท้องนายปาน ที่อยู่อีกฟากของเกาะซึ่งปกติจะมีเที่ยวรถแต่เวลานั้นไม่มีแล้ว เราต้องเหมารถไปเองราคาเหมาแพงมาก คนขับรถบอกว่ามีคนเดียวหรอปกติจะคิด 1000
แต่เขาเอากับเรา 800 บาท เพราะเห็นใจเดินทางมาคนเดียวด้วย พอไปถึงที่ทำงานที่เป็นรีสอร์ทพี่ที่โทรสัมภาษณ์เราก็ออกมาต้อนรับ สภาพรีสอร์ทตรงฟอนต์กำลังรีโนเวทมีแต่ฝุ่น ข้าวของกระจัดกระจาย ไม่มีความเป็นที่ต้อนรับแขกส่วนหน้าเลย แต่ยังเปิดให้บริการปกติ เราหันไปเห็นด้านหลังคือเป็นห้องของพี่ที่ออกมารับเรา(เราขอเรียกว่าพี่ส้ม ) ห้องทำงานของพี่ส้มจะเป็นห้องส่วนตัวแกนั่งทำงานในนั้นคนเดียว พี่ส้มเรียกคนทำงานอยู่นั่นมาพาเราเอาของไปเก็บที่ห้องพักพนักงาน
!!สภาพห้องพักพนักงานเป็นห้องแถวตอนเรียงยาวเข้าไปซ้ายขวาตรงกลางเป็นทางเดินยาวมีตู้เย็นแช่รวมกันเป็นส่วนกลางสกปรกมากเคยเปิดส่องครั้งนึงเกือบอ้วกแตก-ห้องจะอยู่ตรงข้ามกันมีชั้นเดียวมีห้องน้ำในในตัวทุกห้อง คือเก่ามากเปิดประตูเข้าไปไม่มีกระเบื้องเป็นปูนที่ฉาบเปล่าๆมีเตียงไม้เก่าราวตากผ้าที่ทำจาก กระบอกไม้ไผ่มัดกับลวดแขวนไว้ ห้องน้ำมีชักโครก แต่ฝักบัวไม่มีหัวเป็นสายฝักบัวเฉยๆ (น้ำไหลแรงมากเย็นมาก ชอบตรงนี้) ภายในห้องไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆมีแค่เตียงไม้ขนาด 3.5 ฟุตวางไว้เก่าๆ(ฟูกที่นอนได้ไปเอาที่ห้องอื่นมาให้ดำๆฝุ่นจับพูดแล้วขนลุก)มีหยากไย่ฝุ่นดินเต็มห้องเราต้องทำความสะอาดเอง เพื่อนร่วมหมู่บ้านก็จะมีทั้งคนไทยและคนพม่าส่วนใหญ่เป็นพม่า คนพม่าจะทำงานในตำแหน่งเสิร์ฟ,ซักรีด,คนสวน,พนักงานทำความสะอาด
/ วันแรกที่ไปถึงเราก็ใช้เวลากับการทำความสะอาดห้อง เพื่อให้นอนผ่านพ้นคืนแรกไปได้ เราก็ออกไปหา กับข้าวกินซึ่งร้านกับข้าวส่วนใหญ่เป็นของชาวต่างชาติช่วงนั้นเป็นหลังโควิดบางร้านปิดกิจการ เซเว่นในตอนนั้นปิดกิจการเพราะโควิด มีแต่ร้านขายของชำทั่วไป เราไปกินร้านอาหารตามสั่งกะเพราหมูสับจานละ 90 บาท โคตรไม่อร่อย แต่ต้องกินเพื่อประทังชีวิตคืนแรก ของที่ขายส่วนมากราคาแพงกว่าปกติเพราะอยู่บนเกาะ
คืนแรกบอกตรงๆว่าที่หลับไปหลับเพราะเหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งวัน เพราะก่อนนอนเราก็คิดว่าทำไมเราพาตัวเองมาอยู่จุดนี้แต่ก็ไม่เป็นไรเรามองว่ามันเป็นประสบการณ์ที่แปลกดี แต่เราต้องทนได้อยู่ให้ได้(คิดตอนนั้น) ตื่นเช้าวันแรกอากาศค่อนข้างเย็นเพราะมีฝนตกห้องข้างเราอาบน้ำร้องเพลงพม่าเสียงดังมากแต่ก็ตลกดี แต่งตัวเสร็จเราเดินไปที่ทำงานเพื่อเจอพี่ส้มพี่ส้มบอกกับเราว่าตอนนี้ตำแหน่งฟอนต์ยังไม่พร้อมที่จะให้ทำเพราะเรายังไม่ได้ทักษะภาษาและที่ทำงานตรงนั้นยังไม่พร้อมเพราะรีโนเวทอยู่ เราก็ตกใจว่าเราสมัครตำแหน่งฟอนต์มา ทำไมจู่จู่พอมาถึงให้ทำตำแหน่งอื่น ตำแหน่งอื่นที่พี่ส้มให้ทำคือเสิร์ฟ!!! ที่รีสอร์ทจะมีอาหารเช้าสำหรับแขกเวลา 8 โมงถึง 10 โมง เราก็ยืนเสิร์ฟอยู่ตรงนั้นซึ่งไม่ได้มีอะไรมากก็แค่เสริฟตามออเดอร์ที่แขกออเดอร์มาไปวางที่โต๊ะ เสร็จจากนั้นพี่ส้มให้เราไปทำความสะอาดตามลานที่พักผ่อน กูปวดตีนมากตีนกูชาสุดๆหินหล่นทับกูก็ไม่รู้สึก
จำได้ว่าอาหารเที่ยงวันนั้นคือผัดถั่วงอกใส่ลูกชิ้นปลาจืดมากรสชาติอุบาทว์ กูแทบอยากกัดลิ้นสิ้นใจในตรงนั้นแต่กูต้องกินประทังชีวิตเพราะถ้ากุเดินออกไปหาไรกินเแงตอนเที้ยงก็เสียเวลาเสีย้งินอีกเพราะมันแพง
“พูดกับตัวเองว่าถ้ากูมีเงินในกระเป๋าซัก 10,000 กูจะออกออกจากเกาะนี้ไปทำงานที่อื่น” แต่ตอนนั้นกูมีติดตัวประมาณสามถึง 4000 กูต้องกัดฟันอยู่ทนต่อไป หลังจากกินผัดถั่วงอกนรกนั่นเสร็จ
ตอนบ่ายพี่ส้มให้ทำในตำแหน่งบาร์ ที่รีสอร์ทจะมีบาร์ช่วงบ่ายให้บริการแขกทั้งแขกในรีสอร์ทและแขกที่เดินไป-มาตามริมหาดที่แวะมากินข้าวหรือมาซื้อเครื่องดื่ม ซึ่งเราก็โอเคกับตรงนี้ลมเย็นดีก็เสิร์ฟพูดคุยกับลูกค้าทั่วไป เลิกงาน 6 โมงเย็นซึ่งที่นั่นพระอาทิตย์ตกเร็ว 5 โมงเย็นคือมืดแล้วเราว่าจะไปหาอะไรมากินนึกว่าจะมีตลาดนัดเล็กๆซึ่งไม่มีเลยมีแต่ร้านอาหารทั่วไปที่ขายเฉพาะชาวต่างชาติ เราเดินไปตามถนนจนไปเจอร้านร้านนึงที่ขายส้มตำไก่ย่างคอหมูย่างซึ่งก็ไม่ได้อร่อยมากแต่ดูแล้วน่ากิน ป้าคนขายก็เล่าให้ฟังว่าป้าเคยไปอยู่ภูเก็ตทำไมเรามาอยู่นี่ อยู่ที่นี่ไม่มีใครอยู่ได้นาน รีสอร์ทที่เราทำคนมาทำแป๊บเดียวก็พากันลาออกเพราะระบบไม่ดีเราก็รับฟังความเห็นจากป้าแต่ยังไม่ได้คิดตัดสินใจอะไร เราก็ซื้อมากินที่ห้อง กินไปดูโทรศัพท์ไปพูดกับตัวเองว่าเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง /ข้ามมาวันที่สองวันที่เราตัดสินใจแบบฟ้าผ่า ที่รีสอร์ทจะมีหัวหน้าตำแหน่งผู้จัดการครัวรีสอร์ทขอเรียกว่าพี่สิน พี่สินเป็นคนพูดจาแข็ง พูดห้วนๆพูดไม่เพราะชอบดุพนักงาน เอาเป็นว่าพี่สินกับพี่ส้มเป็นคู่ขามือซ้ายมือขวาให้กัน วันนั้นพี่สินมาดูงานในห้องอาหารเช้า พวกเราพนักงานก็ช่วยกันเสริฟรับออเดอร์จากแขกที่พัก มีจังหวะนึงพี่สินมามาดุเราว่าทำกาแฟช้า ซึ่งไม่ดูเลยว่าเราเพิ่งมาใหม่หรือเราเป็นใคร พี่สินมาแย่งเราทำกาแฟแทน เราก็ถอยให้แกทำแล้วเราไปเสิร์ฟ พนักงานคนไทยคนอื่นก็บ่นว่าไม่ค่อยชอบพี่ิสิน วันที่สองเราจำไม่ได้ว่าข้าวพนักงานเป็นอะไรแต่ไม่อร่อยทุกอย่างขนาดว่าคนทำอาหารเป็นคนไทยไม่มีอร่อยเลย สงสารแขกที่มาพักมาก หลังเลิกงานวันที่สองเราเหนื่อยมากเพราะยืนทั้งวันเหมือนประมาณว่าวันนั้นยืนเสิร์ฟตั้งแต่ 8 โมงถึงเที่ยงเลยเพราะมีแขกมาพักมากได้พักกินข้าวแป๊บนึงก็ไปทำที่บาร์ต่อแล้วยืนต่อต้องหาอะไรทำเพราะพี่ส้มดูกล้องวงจรปิดตลอดถ้าทำผิดนิดนิดหน่อยหน่อยพี่ส้มจะ วอผ่านวิทยุมา เทียนถ้าเรายืนนิ่งหรือนั่งเฉยเฉยพี่ส้มจะวอมาบอกว่าให้ไปเอาไม้กวาดมากวาดใบไม้หรือกวาดทรายที่พัดมาตรงแถวบาร์ ซึ่งจริงๆเป็นหน้าที่ของคนสวนและพนักงานความสะอาด พี่ส้มบอกว่าต้องช่วยกันทำ สถานการณ์ช่วงนั้นขอบอกว่าการทำงานกับเพื่อนร่วมงานสนุกดีแต่พี่ส้มพี่สิน นิสัยไม่ดีมาก ไม่เห็นอกเห็นใจพนักงานไม่ดูความเป็นจริง ไม่ดูลมฟ้าอากาศใดใดเอาแต่ใจตัวเอง หลังจากเลิกงานวันที่สองเรารีบหางานใหม่ทันที ทางเดียวที่จะออกจากตรงนั้นได้คือต้องหางานที่อยู่ในเกาะเหมือนกัน เราเลยได้งานตำแหน่งพนักงานต้อนรับอีกฟากของเกาะ ซึ่งพี่เขารับเราเข้าทำงานเลยทันทีมีที่พักส่วนตัวและพร้อมให้เริ่มงานพรุ่งนี้เลย เราตัดสินใจทัก LINE บอกพี่ส้มว่าขอลาออกและคืนกุญแจห้องให้กับพนักงาน (ตอนนั้นพี่ส้มยังไม่ให้เราเซ็นสัญญาเราเลยสามารถลาออกกระทันหันได้ เราคิดว่าพี่ส้มแกรู้อยู่แล้วว่าเราต้องออก และเราไม่ใช่คนแรกที่ทำแบบนี้ ) เรารีบเก็บของคืนวันนั้นไว้แล้วรีบนอนแล้วอยากให้เช้าเร็วที่สุดเพราะเราอยากออกจาก รีสอร์ทนรกนี้ไป เช้าวัน ต่อมาเราออกจากที่นั่นประมาณ 8 โมงครึ่ง เพราะพนักงานต้องไปสแกนนิ้วก่อน 8 โมงตรง ซึ่งเราไม่อยากให้ใครเห็นว่าเราลาออกแล้ว กูขอหนีไปให้เงียบที่สุดมีแค่พี่ส้มที่รู้ เราขนของออกจากห้องของไม่เยอะเพราะเพิ่งมาอยู่ตะกร้า1กระเป๋า2ใบ เราเอากุญแจสอดไว้ประตูห้องเพื่อนคนไทยแล้วทัก LINE บอกว่าลาออกแล้ว รถที่มารับเราก็มาถึงเราขึ้นรถไปกับพี่เค้า จังหวะนั้นน้ำตาไหลดีใจแต่ก็แอบลุ้นว่าที่ทำงานที่ต่อไปจะเป็นยังไง เราไม่รู้แต่เราพร้อมเผชิญ ผ่านรีสอร์ตนรกนี้ได้ที่อื่นก็คงไม่ต้องกลัวอะไรแล้วแหละ !!! (((จำได้ว่ากูทัก LINE บอกพี่ส้มว่ากูจะกลับไปทำธุรกิจช่วยที่บ้านซึ่งกูรู้อยู่ว่าเป็นคำ

ที่ฟังไม่ขึ้นมาก เพราะถ้ากูทำธุรกิจที่บ้านกูจะลงมาเสิร์ฟที่เกาะทำไม!!! แล้วทำไมกูมาทำแค่สองวันแล้วกลับบ้าน555555555)))
***เดี๋ยววันไหนว่างจะมาเล่าที่ไปทำงานที่สองในเกาะพะงัน บอกเลยว่าสนุกมากกกกกกกก!!!! เราเป็นคนไทยคนเดียวที่เป็นพนักงานที่เหลือเป็นคนพม่า คิดดูสิความสนุกจะเป็นยังไง รอนะคะ
รีวิวทำงานเกาะไกลบ้าน.!!! โดนแกง
แต่เขาเอากับเรา 800 บาท เพราะเห็นใจเดินทางมาคนเดียวด้วย พอไปถึงที่ทำงานที่เป็นรีสอร์ทพี่ที่โทรสัมภาษณ์เราก็ออกมาต้อนรับ สภาพรีสอร์ทตรงฟอนต์กำลังรีโนเวทมีแต่ฝุ่น ข้าวของกระจัดกระจาย ไม่มีความเป็นที่ต้อนรับแขกส่วนหน้าเลย แต่ยังเปิดให้บริการปกติ เราหันไปเห็นด้านหลังคือเป็นห้องของพี่ที่ออกมารับเรา(เราขอเรียกว่าพี่ส้ม ) ห้องทำงานของพี่ส้มจะเป็นห้องส่วนตัวแกนั่งทำงานในนั้นคนเดียว พี่ส้มเรียกคนทำงานอยู่นั่นมาพาเราเอาของไปเก็บที่ห้องพักพนักงาน
!!สภาพห้องพักพนักงานเป็นห้องแถวตอนเรียงยาวเข้าไปซ้ายขวาตรงกลางเป็นทางเดินยาวมีตู้เย็นแช่รวมกันเป็นส่วนกลางสกปรกมากเคยเปิดส่องครั้งนึงเกือบอ้วกแตก-ห้องจะอยู่ตรงข้ามกันมีชั้นเดียวมีห้องน้ำในในตัวทุกห้อง คือเก่ามากเปิดประตูเข้าไปไม่มีกระเบื้องเป็นปูนที่ฉาบเปล่าๆมีเตียงไม้เก่าราวตากผ้าที่ทำจาก กระบอกไม้ไผ่มัดกับลวดแขวนไว้ ห้องน้ำมีชักโครก แต่ฝักบัวไม่มีหัวเป็นสายฝักบัวเฉยๆ (น้ำไหลแรงมากเย็นมาก ชอบตรงนี้) ภายในห้องไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆมีแค่เตียงไม้ขนาด 3.5 ฟุตวางไว้เก่าๆ(ฟูกที่นอนได้ไปเอาที่ห้องอื่นมาให้ดำๆฝุ่นจับพูดแล้วขนลุก)มีหยากไย่ฝุ่นดินเต็มห้องเราต้องทำความสะอาดเอง เพื่อนร่วมหมู่บ้านก็จะมีทั้งคนไทยและคนพม่าส่วนใหญ่เป็นพม่า คนพม่าจะทำงานในตำแหน่งเสิร์ฟ,ซักรีด,คนสวน,พนักงานทำความสะอาด
/ วันแรกที่ไปถึงเราก็ใช้เวลากับการทำความสะอาดห้อง เพื่อให้นอนผ่านพ้นคืนแรกไปได้ เราก็ออกไปหา กับข้าวกินซึ่งร้านกับข้าวส่วนใหญ่เป็นของชาวต่างชาติช่วงนั้นเป็นหลังโควิดบางร้านปิดกิจการ เซเว่นในตอนนั้นปิดกิจการเพราะโควิด มีแต่ร้านขายของชำทั่วไป เราไปกินร้านอาหารตามสั่งกะเพราหมูสับจานละ 90 บาท โคตรไม่อร่อย แต่ต้องกินเพื่อประทังชีวิตคืนแรก ของที่ขายส่วนมากราคาแพงกว่าปกติเพราะอยู่บนเกาะ
คืนแรกบอกตรงๆว่าที่หลับไปหลับเพราะเหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งวัน เพราะก่อนนอนเราก็คิดว่าทำไมเราพาตัวเองมาอยู่จุดนี้แต่ก็ไม่เป็นไรเรามองว่ามันเป็นประสบการณ์ที่แปลกดี แต่เราต้องทนได้อยู่ให้ได้(คิดตอนนั้น) ตื่นเช้าวันแรกอากาศค่อนข้างเย็นเพราะมีฝนตกห้องข้างเราอาบน้ำร้องเพลงพม่าเสียงดังมากแต่ก็ตลกดี แต่งตัวเสร็จเราเดินไปที่ทำงานเพื่อเจอพี่ส้มพี่ส้มบอกกับเราว่าตอนนี้ตำแหน่งฟอนต์ยังไม่พร้อมที่จะให้ทำเพราะเรายังไม่ได้ทักษะภาษาและที่ทำงานตรงนั้นยังไม่พร้อมเพราะรีโนเวทอยู่ เราก็ตกใจว่าเราสมัครตำแหน่งฟอนต์มา ทำไมจู่จู่พอมาถึงให้ทำตำแหน่งอื่น ตำแหน่งอื่นที่พี่ส้มให้ทำคือเสิร์ฟ!!! ที่รีสอร์ทจะมีอาหารเช้าสำหรับแขกเวลา 8 โมงถึง 10 โมง เราก็ยืนเสิร์ฟอยู่ตรงนั้นซึ่งไม่ได้มีอะไรมากก็แค่เสริฟตามออเดอร์ที่แขกออเดอร์มาไปวางที่โต๊ะ เสร็จจากนั้นพี่ส้มให้เราไปทำความสะอาดตามลานที่พักผ่อน กูปวดตีนมากตีนกูชาสุดๆหินหล่นทับกูก็ไม่รู้สึก
จำได้ว่าอาหารเที่ยงวันนั้นคือผัดถั่วงอกใส่ลูกชิ้นปลาจืดมากรสชาติอุบาทว์ กูแทบอยากกัดลิ้นสิ้นใจในตรงนั้นแต่กูต้องกินประทังชีวิตเพราะถ้ากุเดินออกไปหาไรกินเแงตอนเที้ยงก็เสียเวลาเสีย้งินอีกเพราะมันแพง
“พูดกับตัวเองว่าถ้ากูมีเงินในกระเป๋าซัก 10,000 กูจะออกออกจากเกาะนี้ไปทำงานที่อื่น” แต่ตอนนั้นกูมีติดตัวประมาณสามถึง 4000 กูต้องกัดฟันอยู่ทนต่อไป หลังจากกินผัดถั่วงอกนรกนั่นเสร็จ
ตอนบ่ายพี่ส้มให้ทำในตำแหน่งบาร์ ที่รีสอร์ทจะมีบาร์ช่วงบ่ายให้บริการแขกทั้งแขกในรีสอร์ทและแขกที่เดินไป-มาตามริมหาดที่แวะมากินข้าวหรือมาซื้อเครื่องดื่ม ซึ่งเราก็โอเคกับตรงนี้ลมเย็นดีก็เสิร์ฟพูดคุยกับลูกค้าทั่วไป เลิกงาน 6 โมงเย็นซึ่งที่นั่นพระอาทิตย์ตกเร็ว 5 โมงเย็นคือมืดแล้วเราว่าจะไปหาอะไรมากินนึกว่าจะมีตลาดนัดเล็กๆซึ่งไม่มีเลยมีแต่ร้านอาหารทั่วไปที่ขายเฉพาะชาวต่างชาติ เราเดินไปตามถนนจนไปเจอร้านร้านนึงที่ขายส้มตำไก่ย่างคอหมูย่างซึ่งก็ไม่ได้อร่อยมากแต่ดูแล้วน่ากิน ป้าคนขายก็เล่าให้ฟังว่าป้าเคยไปอยู่ภูเก็ตทำไมเรามาอยู่นี่ อยู่ที่นี่ไม่มีใครอยู่ได้นาน รีสอร์ทที่เราทำคนมาทำแป๊บเดียวก็พากันลาออกเพราะระบบไม่ดีเราก็รับฟังความเห็นจากป้าแต่ยังไม่ได้คิดตัดสินใจอะไร เราก็ซื้อมากินที่ห้อง กินไปดูโทรศัพท์ไปพูดกับตัวเองว่าเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง /ข้ามมาวันที่สองวันที่เราตัดสินใจแบบฟ้าผ่า ที่รีสอร์ทจะมีหัวหน้าตำแหน่งผู้จัดการครัวรีสอร์ทขอเรียกว่าพี่สิน พี่สินเป็นคนพูดจาแข็ง พูดห้วนๆพูดไม่เพราะชอบดุพนักงาน เอาเป็นว่าพี่สินกับพี่ส้มเป็นคู่ขามือซ้ายมือขวาให้กัน วันนั้นพี่สินมาดูงานในห้องอาหารเช้า พวกเราพนักงานก็ช่วยกันเสริฟรับออเดอร์จากแขกที่พัก มีจังหวะนึงพี่สินมามาดุเราว่าทำกาแฟช้า ซึ่งไม่ดูเลยว่าเราเพิ่งมาใหม่หรือเราเป็นใคร พี่สินมาแย่งเราทำกาแฟแทน เราก็ถอยให้แกทำแล้วเราไปเสิร์ฟ พนักงานคนไทยคนอื่นก็บ่นว่าไม่ค่อยชอบพี่ิสิน วันที่สองเราจำไม่ได้ว่าข้าวพนักงานเป็นอะไรแต่ไม่อร่อยทุกอย่างขนาดว่าคนทำอาหารเป็นคนไทยไม่มีอร่อยเลย สงสารแขกที่มาพักมาก หลังเลิกงานวันที่สองเราเหนื่อยมากเพราะยืนทั้งวันเหมือนประมาณว่าวันนั้นยืนเสิร์ฟตั้งแต่ 8 โมงถึงเที่ยงเลยเพราะมีแขกมาพักมากได้พักกินข้าวแป๊บนึงก็ไปทำที่บาร์ต่อแล้วยืนต่อต้องหาอะไรทำเพราะพี่ส้มดูกล้องวงจรปิดตลอดถ้าทำผิดนิดนิดหน่อยหน่อยพี่ส้มจะ วอผ่านวิทยุมา เทียนถ้าเรายืนนิ่งหรือนั่งเฉยเฉยพี่ส้มจะวอมาบอกว่าให้ไปเอาไม้กวาดมากวาดใบไม้หรือกวาดทรายที่พัดมาตรงแถวบาร์ ซึ่งจริงๆเป็นหน้าที่ของคนสวนและพนักงานความสะอาด พี่ส้มบอกว่าต้องช่วยกันทำ สถานการณ์ช่วงนั้นขอบอกว่าการทำงานกับเพื่อนร่วมงานสนุกดีแต่พี่ส้มพี่สิน นิสัยไม่ดีมาก ไม่เห็นอกเห็นใจพนักงานไม่ดูความเป็นจริง ไม่ดูลมฟ้าอากาศใดใดเอาแต่ใจตัวเอง หลังจากเลิกงานวันที่สองเรารีบหางานใหม่ทันที ทางเดียวที่จะออกจากตรงนั้นได้คือต้องหางานที่อยู่ในเกาะเหมือนกัน เราเลยได้งานตำแหน่งพนักงานต้อนรับอีกฟากของเกาะ ซึ่งพี่เขารับเราเข้าทำงานเลยทันทีมีที่พักส่วนตัวและพร้อมให้เริ่มงานพรุ่งนี้เลย เราตัดสินใจทัก LINE บอกพี่ส้มว่าขอลาออกและคืนกุญแจห้องให้กับพนักงาน (ตอนนั้นพี่ส้มยังไม่ให้เราเซ็นสัญญาเราเลยสามารถลาออกกระทันหันได้ เราคิดว่าพี่ส้มแกรู้อยู่แล้วว่าเราต้องออก และเราไม่ใช่คนแรกที่ทำแบบนี้ ) เรารีบเก็บของคืนวันนั้นไว้แล้วรีบนอนแล้วอยากให้เช้าเร็วที่สุดเพราะเราอยากออกจาก รีสอร์ทนรกนี้ไป เช้าวัน ต่อมาเราออกจากที่นั่นประมาณ 8 โมงครึ่ง เพราะพนักงานต้องไปสแกนนิ้วก่อน 8 โมงตรง ซึ่งเราไม่อยากให้ใครเห็นว่าเราลาออกแล้ว กูขอหนีไปให้เงียบที่สุดมีแค่พี่ส้มที่รู้ เราขนของออกจากห้องของไม่เยอะเพราะเพิ่งมาอยู่ตะกร้า1กระเป๋า2ใบ เราเอากุญแจสอดไว้ประตูห้องเพื่อนคนไทยแล้วทัก LINE บอกว่าลาออกแล้ว รถที่มารับเราก็มาถึงเราขึ้นรถไปกับพี่เค้า จังหวะนั้นน้ำตาไหลดีใจแต่ก็แอบลุ้นว่าที่ทำงานที่ต่อไปจะเป็นยังไง เราไม่รู้แต่เราพร้อมเผชิญ ผ่านรีสอร์ตนรกนี้ได้ที่อื่นก็คงไม่ต้องกลัวอะไรแล้วแหละ !!! (((จำได้ว่ากูทัก LINE บอกพี่ส้มว่ากูจะกลับไปทำธุรกิจช่วยที่บ้านซึ่งกูรู้อยู่ว่าเป็นคำ
***เดี๋ยววันไหนว่างจะมาเล่าที่ไปทำงานที่สองในเกาะพะงัน บอกเลยว่าสนุกมากกกกกกกก!!!! เราเป็นคนไทยคนเดียวที่เป็นพนักงานที่เหลือเป็นคนพม่า คิดดูสิความสนุกจะเป็นยังไง รอนะคะ