หมดโปรเจกต์ปุ๊บ บีบออกปั๊บ... แชร์อุทาหรณ์คนที่ยอมอยู่ต่อเพราะ Counter-Offer สุดท้ายกลายเป็นแพะ (จากใจทีม Headhunter)

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Pantip และมนุษย์เงินเดือนทุกคน

พวกเราทีมงานจาก 43 Synchronize (บริษัท จัดหางาน 43 ซิงโครไนซ์ จำกัด) ครับ พวกเราเป็นบริษัทสรรหาผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Executive Search & Headhunter) ในกรุงเทพฯ

วันนี้พวกเราอยากจะขอหยิบยก "อุทาหรณ์เคสจริง" จากประสบการณ์การดูแลแคนดิเดตของพวกเรามาแชร์ให้ฟังกันครับ (ขออนุญาตปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรการรักษาความลับขั้นสูงของบริษัทนะครับ)

เรื่องนี้เหมาะมากๆ สำหรับใครที่กำลังยื่นใบลาออก แล้วบริษัทเดิมยื่นข้อเสนอสู้ราคาหรือที่เรียกว่า Counter-Offer เพื่อรั้งตัวคุณไว้

หลายคนคิดว่าการที่บริษัทยอมอัปเงินเดือนเพิ่มให้ทันที 30-40% เพื่อรั้งตัวเราไว้ คือชัยชนะที่พิสูจน์ว่าเราเป็นคนสำคัญ... แต่ในความจริงของโลกการทำงาน บางครั้งมันคือ "ยาพิษเคลือบน้ำตาล" ที่ถูกส่งมาเพื่อซื้อเวลาเท่านั้นครับ

มาลองฟังกรณีศึกษาเรื่องนี้กันครับ...

จุดเริ่มต้น: "พี่ขาดเราไม่ได้จริงๆ โปรเจกต์นี้ถ้าไม่มีเราพังแน่"
เคสนี้เกิดขึ้นกับแคนดิเดตท่านหนึ่งที่เคยเข้ามาปรึกษากับทีมงานของพวกเรา (ขอสมมติว่าชื่อ "คุณเอ") คุณเอเป็นคีย์แมนหลักในการวางระบบ Infrastructure ของโปรเจกต์ใหญ่ในบริษัทขนาดกลางแห่งหนึ่ง คุณเอทำงานหนักมากจนรู้สึกว่าตัวเอง Undervalued (โดนใช้งานเกินค่าตัว) จึงเริ่มมองหาโอกาสใหม่ๆ

ทางพวกเราจึงได้ใช้กลยุทธ์ Direct Cold Hunting เพื่อนำเสนอคุณเอให้กับบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติแห่งหนึ่ง ซึ่งคุณเอก็ผ่านการคัดเลือกและได้รับข้อเสนอที่ดีมาก พร้อมเงินเดือนที่บวกเพิ่มขึ้นถึง 35%

แต่เมื่อคุณเอนำใบลาออกไปยื่นให้กับหัวหน้าเดิม... เรื่องที่หลายคนเคยเจอก็เกิดขึ้น หัวหน้าเรียกเข้าห้องเย็นทันทีพร้อมเปิดฉากเจรจาด้วยคำหวาน: "เอ... พี่รู้ว่าเอเหนื่อย พี่ขอโทษที่ดูแลเอไม่ดี แต่โปรเจกต์นี้กำลังจะลอนช์ในอีก 3 เดือน ถ้าไม่มีเอ พี่กับทีมตายแน่ๆ เอาอย่างนี้ พี่ไปสู้กับบอร์ดมาให้แล้ว พี่อัปเงินเดือนให้เท่าที่ใหม่เลย และสัญญาก็จะปรับตำแหน่งให้ด้วยหลังปีใหม่ อยู่ช่วยพี่ให้จบโปรเจกต์นี้ก่อนนะ"

คุณเอเกิดอาการใจอ่อน ประกอบกับความผูกพันและไม่อยากไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย จึงตัดสินใจเซ็นใบปฏิเสธข้อเสนอจากบริษัทใหม่ไป... แล้วเลือกอยู่ช่วยบริษัทเดิมต่อ

จุดเปลี่ยน: "ยินดีต้อนรับน้องใหม่ เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ"
หลังจากคุณเอตัดสินใจยอมรับ Counter-Offer ได้ประมาณ 1 เดือน บริษัททำตามสัญญาทุกอย่างครับ ปรับฐานเงินเดือนขึ้นให้ทันที แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นอย่างรวดเร็วคือ หัวหน้ารับพนักงานใหม่เข้ามาในทีมเพิ่มอีก 1 คน โดยบอกกับคุณเอว่า: "เห็นเอเหนื่อยมานาน เลยรับน้องคนนี้มาช่วยแบ่งเบาภาระ รบกวนเอช่วยประกบ สอนงานและส่งมอบระบบหลังบ้านทั้งหมดให้น้องหน่อยนะ น้องจะได้ช่วยงานเอได้เต็มที่"

คุณเอด้วยความหวังดีและมองโลกในแง่บวก ก็ทุ่มเทเทรนงานให้อย่างละเอียด สอนทริกและตรรกะทุกอย่างที่เคยทำมาจนน้องใหม่คนนั้นสามารถทำงานแทนได้แทบจะ 100%

จุดจบ: "ขอบคุณนะ... แต่เราคงไปต่อด้วยกันไม่ได้"

3 เดือนผ่านไป โปรเจกต์ยักษ์ใหญ่สำเร็จลุล่วงและลอนช์ใช้งานได้อย่างราบรื่น...
เข้าสู่เดือนที่ 5 คุณเอเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง งานสำคัญเริ่มถูกโอนไปให้น้องใหม่ทำแทน ตัวคุณเอเริ่มไม่ถูกดึงเข้าประชุมระดับภาพใหญ่เหมือนเก่า และหัวหน้าเริ่มหันมาจับผิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การเข้างานสาย หรือสไตล์การสื่อสาร
และแล้ววันหนึ่ง หัวหน้าก็เรียกคุณเอเข้าห้องเย็นอีกครั้ง แต่โทนเสียงรอบนี้เปลี่ยนไปจากวันแรกอย่างสิ้นเชิง: "เอ... พี่พยายามดูแล้วนะ แต่ดูเหมือนว่าตั้งแต่ปรับเงินเดือนขึ้นมา ผลงานของเอไม่ได้ก้าวกระโดดตามฐานเงินเดือนใหม่เลย และตอนนี้ภาพรวมบริษัทต้องปรับลดงบประมาณแผนก พี่คิดว่าที่นี่อาจจะไม่เหมาะกับศักยภาพของเออีกต่อไปแล้ว..."

ใช่ครับ... คุณเอโดนเลิกจ้าง (ได้รับแพ็กเกจชดเชยตามกฎหมาย) แต่สิ่งที่สูญเสียไปคือ "โอกาสทางอาชีพที่เคยมี" บริษัทเทคโนโลยีที่เคยเสนอ Offer ให้ตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างแล้ว และโปรไฟล์ของคุณเอก็เสียเวลาไปฟรีๆ เกือบครึ่งปี ท่ามกลางความรู้สึกผิดหวังและเจ็บปวด
บทเรียนจากมุมมองของ Headhunter: ทำไมเรื่องนี้ถึงเกิดขึ้นบ่อย?

ในฐานะที่ทีมงาน 43 Synchronize อยู่ตรงกลางระหว่างบริษัทและแคนดิเดตมาโดยตลอด เราอยากบอกความจริงข้อหนึ่งครับว่า สถิติกว่า 80% ของคนที่รับ Counter-Offer มักจะอยู่กับบริษัทเดิมได้ไม่เกิน 1 ปี ด้วยเหตุผลเชิงจิตวิทยาองค์กรเหล่านี้ครับ:

Trust (ความไว้เนื้อเชื่อใจ) ได้พังทลายลงแล้ว: ทันทีที่คุณยื่นใบลาออก ในสายตาของนายจ้าง คุณไม่ใช่ "คนใน 100%" อีกต่อไปแล้ว คุณกลายเป็นคนที่เคยพร้อมจะเดินจากไปทุกเมื่อ

มันคือการซื้อเวลาเพื่อหาคนทดแทน: การที่คีย์แมนลาออกกะทันหันสร้างความเสียหายเชิงธุรกิจ (Business Disruption) สูงมาก การยอมจ่ายเงินเพิ่ม 30-40% ชั่วคราวเพื่อรั้งตัวคุณไว้สอนงานคนอื่น จึงคุ้มค่ากว่าการปล่อยคุณไปทันทีแล้วระบบพัง

ความคาดหวังจะสูงขึ้นเป็น 2 เท่าทันที: เมื่อเงินเดือนของคุณสูงขึ้น ความคาดหวังจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผล หากคุณยังทำงานได้เท่าเดิม เขาจะรู้สึกทันทีว่าคุณ "แพงเกินไป" และมองหาตัวเลือกที่ถูกกว่าทดแทน

พวกเราทีมงาน 43 Synchronize หวังว่ากรณีศึกษานี้จะเป็นอุทาหรณ์ที่ดีให้กับมนุษย์เงินเดือนทุกคนที่กำลังตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตการทำงานนะครับ

เพื่อนๆ ในห้องสีลมล่ะครับ เคยมีใครเจอกับสถานการณ์ Counter-Offer แบบนี้บ้างไหม? มีใครที่รับแล้วเติบโตรุ่งเรืองยาวๆ หรือมีใครเคยเจอบทเรียนราคาแพงในลักษณะนี้บ้าง? มาร่วมแชร์มุมมองกันได้เลยครับ!

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่