ช่วงนี้ถ้าใครตามตลาดรถยนต์มือสอง น่าจะเห็นตรงกันว่า "รถ EV มือสอง" กำลังเป็นประเด็นที่พูดถึงกันเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่อง "ราคาตก" ที่ดิ่งจนน่าใจหายสำหรับคนขาย ส่วนคนซื้อก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่รู้ว่าซื้อมาแล้วจะเจอแจ็กพอตแบตเสื่อมไหม ปัญหาใหญ่ที่สุดของตลาด EV มือสองตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องดีไซน์ ไม่ใช่เรื่องแรงม้า แต่คือ "ความไม่โปร่งใสของราคา" ครับ
ถ้าเป็นรถน้ำมัน (ICE) เราดูไมล์ ดูประวัติเช็กศูนย์ ฟังเสียงเครื่องยนต์ หรือเต็นท์รถเก่ง ๆ ตาดี ๆ เคาะถังดูก็ประเมินราคาได้ใกล้เคียงความจริง แต่สำหรับ EV "หัวใจ" ของมันคือ แบตเตอรี่ ซึ่งกินมูลค่าไปเกือบ 40-50% ของตัวรถ แต่ปัญหาคือ เราไม่สามารถใช้ตาเปล่ามองเห็นได้เลยว่า แบตเตอรี่ลูกนี้ข้างในยังเหลือประสิทธิภาพเท่าไหร่? ตรงนี้แหละครับที่ผมมองว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทย (หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) ต้องดันเรื่อง "มาตรฐานใบรับรองสุขภาพแบตเตอรี่ (State of Health: SOH)" ให้เป็นรูปธรรมและเป็นสากล
ทำไมแค่เปิดดูหน้าจอรถ (Dashboard) ถึงยังไม่พอ?
หลายคนอาจจะบอกว่า “ก็เปิดดูเปอร์เซ็นต์ SOH ในรถ หรือให้ศูนย์เสียบ OBD ดูก็รู้แล้วไหม?” ในความเป็นจริง มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับ ปัจจุบันค่ายรถแต่ละค่ายมีอัลกอริทึมในการคำนวณ SOH ของตัวเอง ซึ่งเป็น "ระบบปิด" บางแบรนด์เคลมว่าแบตเหลือ 90% แต่พอใช้ออกทริปจริงระยะทางกลับหายไปฮวบ ๆ หรือที่แย่กว่านั้นคือ ในต่างประเทศเริ่มมีเคส "ย้อมแมว" หรือ Mod ข้อมูลหลอกกล่อง ECU ให้โชว์เลข SOH สูงเกินจริงแล้ว ถ้าเราไม่มี "มาตรฐานกลาง" ที่ตรวจสอบโดย Third Party (หน่วยงานอิสระที่ไม่ใช่ทั้งค่ายรถและเต็นท์รถ) ตลาด EV มือสองจะไม่มีวันเติบโตได้อย่างมั่นคงเลยครับ
ใบรับรอง SOH มาตรฐานกลาง จะช่วยเปลี่ยนเกมอย่างไร?
สร้าง "ราคากลาง" ที่สะท้อนความจริง - สมมติรถ EV รุ่นเดียวกัน ปีเดียวกัน คันแรกวิ่งน้อยแต่จอดตากแดด ชาร์จ DC 100% ทุกวันจน SOH เหลือ 80% กับอีกคันวิ่งเยอะกว่าแต่ชาร์จ AC ถนอมแบตอย่างดี SOH เหลือ 92% ราคาสองคันนี้ไม่ควรเท่ากันครับ ใบ SOH จะเป็นตัวกำหนดเลยว่า คุณควรจ่ายเงินซื้อคันนี้ในราคาเท่าไหร่
เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ซื้อ (และไฟแนนซ์) - ตอนนี้ไฟแนนซ์หลายเจ้าปล่อยสินเชื่อ EV มือสองยากมาก หรือกดราคารับจัดต่ำสุดๆ เพราะเขาประเมินความเสี่ยงไม่ถูก ถ้ามีใบรับรอง SOH ที่เชื่อถือได้ ไฟแนนซ์ก็กล้าปล่อยเคส คนซื้อก็กล้าจ่าย เงินสะพัดขึ้นแน่นอน
ผลักดันการเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) - เมื่อแบตเตอรี่ลดประสิทธิภาพลงจนไม่เหมาะกับรถยนต์ (เช่น ต่ำกว่า 70-80%) ใบรับรอง SOH จะช่วยระบุได้ว่า แบตเตอรี่ก้อนนี้ควรเอาไปทำอะไรต่อ เช่น เอาไปทำ Energy Storage System (ESS) สำหรับโซลาร์เซลล์ตามบ้าน หรือส่งเข้าโรงงานรีไซเคิลเพื่อสกัดแร่มีค่า
แล้วเราควรเริ่มจากตรงไหน?
ผมมองว่าเรื่องนี้จะเกิดได้ ต้องอาศัย 3 ประสานครับ
ภาครัฐ (สมอ. / สวทช. / กรมการขนส่งทางบก) - ออกข้อกำหนดหรือการทดสอบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (Standardized Testing Protocol)
สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว - ผลักดันให้เต็นท์รถ/แพลตฟอร์มออนไลน์ ใช้ใบรับรองนี้เป็นภาคบังคับในการลงขาย
ค่ายรถยนต์ - ต้องยอมเปิดเผย DataBase บางส่วนที่จำเป็น เพื่อให้เครื่องมือตรวจสอบค่ายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำ
ถ้าเราทำได้เร็ว ตลาด EV มือสองในไทยจะไม่ได้เป็นแค่สนามวัดดวง แต่จะเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย Data และความจริงใจ ซึ่งมันจะส่งผลดีต่อ Ecosystem ของยานยนต์ไฟฟ้าในบ้านเรายาว ๆ ครับ
มาตรฐานใบรับรองสุขภาพแบตเตอรี่ (SOH) เครื่องมือในการกำหนดราคากลางรถ EV มือสอง
ถ้าเป็นรถน้ำมัน (ICE) เราดูไมล์ ดูประวัติเช็กศูนย์ ฟังเสียงเครื่องยนต์ หรือเต็นท์รถเก่ง ๆ ตาดี ๆ เคาะถังดูก็ประเมินราคาได้ใกล้เคียงความจริง แต่สำหรับ EV "หัวใจ" ของมันคือ แบตเตอรี่ ซึ่งกินมูลค่าไปเกือบ 40-50% ของตัวรถ แต่ปัญหาคือ เราไม่สามารถใช้ตาเปล่ามองเห็นได้เลยว่า แบตเตอรี่ลูกนี้ข้างในยังเหลือประสิทธิภาพเท่าไหร่? ตรงนี้แหละครับที่ผมมองว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทย (หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) ต้องดันเรื่อง "มาตรฐานใบรับรองสุขภาพแบตเตอรี่ (State of Health: SOH)" ให้เป็นรูปธรรมและเป็นสากล
ทำไมแค่เปิดดูหน้าจอรถ (Dashboard) ถึงยังไม่พอ?
หลายคนอาจจะบอกว่า “ก็เปิดดูเปอร์เซ็นต์ SOH ในรถ หรือให้ศูนย์เสียบ OBD ดูก็รู้แล้วไหม?” ในความเป็นจริง มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับ ปัจจุบันค่ายรถแต่ละค่ายมีอัลกอริทึมในการคำนวณ SOH ของตัวเอง ซึ่งเป็น "ระบบปิด" บางแบรนด์เคลมว่าแบตเหลือ 90% แต่พอใช้ออกทริปจริงระยะทางกลับหายไปฮวบ ๆ หรือที่แย่กว่านั้นคือ ในต่างประเทศเริ่มมีเคส "ย้อมแมว" หรือ Mod ข้อมูลหลอกกล่อง ECU ให้โชว์เลข SOH สูงเกินจริงแล้ว ถ้าเราไม่มี "มาตรฐานกลาง" ที่ตรวจสอบโดย Third Party (หน่วยงานอิสระที่ไม่ใช่ทั้งค่ายรถและเต็นท์รถ) ตลาด EV มือสองจะไม่มีวันเติบโตได้อย่างมั่นคงเลยครับ
ใบรับรอง SOH มาตรฐานกลาง จะช่วยเปลี่ยนเกมอย่างไร?
สร้าง "ราคากลาง" ที่สะท้อนความจริง - สมมติรถ EV รุ่นเดียวกัน ปีเดียวกัน คันแรกวิ่งน้อยแต่จอดตากแดด ชาร์จ DC 100% ทุกวันจน SOH เหลือ 80% กับอีกคันวิ่งเยอะกว่าแต่ชาร์จ AC ถนอมแบตอย่างดี SOH เหลือ 92% ราคาสองคันนี้ไม่ควรเท่ากันครับ ใบ SOH จะเป็นตัวกำหนดเลยว่า คุณควรจ่ายเงินซื้อคันนี้ในราคาเท่าไหร่
เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ซื้อ (และไฟแนนซ์) - ตอนนี้ไฟแนนซ์หลายเจ้าปล่อยสินเชื่อ EV มือสองยากมาก หรือกดราคารับจัดต่ำสุดๆ เพราะเขาประเมินความเสี่ยงไม่ถูก ถ้ามีใบรับรอง SOH ที่เชื่อถือได้ ไฟแนนซ์ก็กล้าปล่อยเคส คนซื้อก็กล้าจ่าย เงินสะพัดขึ้นแน่นอน
ผลักดันการเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) - เมื่อแบตเตอรี่ลดประสิทธิภาพลงจนไม่เหมาะกับรถยนต์ (เช่น ต่ำกว่า 70-80%) ใบรับรอง SOH จะช่วยระบุได้ว่า แบตเตอรี่ก้อนนี้ควรเอาไปทำอะไรต่อ เช่น เอาไปทำ Energy Storage System (ESS) สำหรับโซลาร์เซลล์ตามบ้าน หรือส่งเข้าโรงงานรีไซเคิลเพื่อสกัดแร่มีค่า
แล้วเราควรเริ่มจากตรงไหน?
ผมมองว่าเรื่องนี้จะเกิดได้ ต้องอาศัย 3 ประสานครับ
ภาครัฐ (สมอ. / สวทช. / กรมการขนส่งทางบก) - ออกข้อกำหนดหรือการทดสอบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (Standardized Testing Protocol)
สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว - ผลักดันให้เต็นท์รถ/แพลตฟอร์มออนไลน์ ใช้ใบรับรองนี้เป็นภาคบังคับในการลงขาย
ค่ายรถยนต์ - ต้องยอมเปิดเผย DataBase บางส่วนที่จำเป็น เพื่อให้เครื่องมือตรวจสอบค่ายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำ
ถ้าเราทำได้เร็ว ตลาด EV มือสองในไทยจะไม่ได้เป็นแค่สนามวัดดวง แต่จะเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย Data และความจริงใจ ซึ่งมันจะส่งผลดีต่อ Ecosystem ของยานยนต์ไฟฟ้าในบ้านเรายาว ๆ ครับ