“ผัดผงกะหรี่” เป็นอาหารขึ้นชื่อของไทย โดยมี “curry powder” เป็นส่วนผสมหลักที่นำมาผัดกับเนื้อสัตว์ เช่น ปู กุ้ง ปลาหมึก หรือไก่ แล้วใส่ไข่ นม และพริกเผาเข้าไป ประวัติของเมนูนี้มีหลากหลายข้อสันนิษฐาน แต่หนึ่งในทฤษฎีที่น่าสนใจคือการได้รับอิทธิพลจากอาหารจีนกวางตุ้งผสมผสานกับอาหารไทย
.
อย่างไรก็ตามการมีอิทธิพลจากวัฒนธรรมอื่นไม่ได้หมายความว่าประเทศต้นทางจะมีเมนูนั้นอยู่จริง แม้มีข้อสันนิษฐานว่าผัดผงกะหรี่ในไทยได้รับอิทธิพลจากจีน แต่ในประเทศจีนเองกลับไม่มีเมนู “ผัดผงกะหรี่” ในรูปแบบเดียวกัน
.
เมนูที่มีจุดเริ่มต้นที่ “curry powder” หรือผงกะหรี่สำเร็จรูป เกิดขึ้นในยุคอาณานิคมอังกฤษ โดยเป็นการนำเครื่องเทศจากอินเดีย เช่น ขมิ้น ยี่หร่า ลูกผักชี และพริกไทย มาบดรวมกัน เพื่อให้ชาวตะวันตกสามารถปรุงอาหารสไตล์อินเดียได้สะดวกขึ้น
.
ต่อมาผงกะหรี่ได้แพร่เข้าสู่ฮ่องกงและมณฑลกวางตุ้งของจีน ผ่านเส้นทางการค้าและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในช่วงศตวรรษที่ 19–20 จนเกิดเมนูอาหารทะเลผัดcurryแบบจีน เช่น ปูผัดผงcurry(咖喱炒蟹) และกุ้งผัดcurry (咖喱虾) ซึ่งเป็นอาหารผัดสไตล์กวางตุ้งที่ใช้ผงกะหรี่ร่วมกับน้ำสต๊อกและเครื่องปรุงจีน โดยยังไม่มีลักษณะซอสข้นแบบไทย และไม่ได้ใส่ไข่ นม หรือพริกเผา
.
เมื่อชาวจีนโพ้นทะเล โดยเฉพาะชาวกวางตุ้งและแต้จิ๋วอพยพเข้ามาในประเทศไทย พวกเขาได้นำเทคนิคการผัดอาหารแบบจีนและการใช้ผงกะหรี่มาด้วย ก่อนที่ร้านอาหารไทย–จีนในกรุงเทพฯ จะค่อยๆ ดัดแปลงสูตรให้เข้ากับรสนิยมคนไทย
.
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมีการเติมไข่ นมสดหรือนมข้นจืด และน้ำพริกเผาลงไปในการผัด ทำให้ซอสมีความข้น มัน และหอมละมุน จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผัดผงกะหรี่แบบไทย แตกต่างจากอาหารผัดcurryของจีนกวางตุ้งอย่างชัดเจน
.
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงระหว่างทศวรรษ 1960–1970 เมนูผัดผงกะหรี่เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในภัตตาคารอาหารทะเลและร้านอาหารไทย–จีน โดยเฉพาะ “ปูผัดผงกะหรี่” ที่กลายเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้านอาหารชื่อดังในกรุงเทพมหานครและย่านเยาวราช
.
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า แม้ผัดผงกะหรี่ของไทยจะได้รับอิทธิพลจากอาหารจีน แต่รูปแบบที่รู้จักกันในปัจจุบันเป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นในประเทศไทย มากกว่าจะเป็นอาหารจีนดั้งเดิม
.
ผัดผงกะหรี่ เมนูที่มีรากกำเนิดจากจีน แต่จีนไม่มีเมนูนี้