จากคำศัพท์ “อกาลิโก“ ทำให้เห็นว่านักปริยัติหลายคนอ่อนหลักภาษาอย่างมาก โดยหยิบเอาคำคุณศัพท์ในบทพระธรรมคุณไปโยงว่า “อกาลิโก“ ตรงนี้หมายถึงโลกุตรธรรมคือ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 เท่านั้น ทั้งๆที่มีประธานของประโยคแสดงอยู่โทนโท่ว่า “สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม“
พอแปลตามอัตโนมัติของตน ก็ต้องตัดใจความหลักออก ไม่งั้นจะไม่เข้ากับทิฏฐิที่ยึดติด กลายเป็นไปลดทอนพุทธวจนว่ามรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 เท่านั้นที่ตรัสไว้ดีแล้ว
แต่ก็เข้าใจได้ว่าที่สะเปะสะปะกับหลักภาษาง่ายๆเพราะคุ้นเคยกับไวยากรณ์ไทยที่เป็นภาษาแม่แบบใช้เป็น พูดถูก แต่ไม่เข้าใจว่ามันไปไงมาไงถึงอยู่ในตำแหน่งนี้ของประโยค และคำขยายมีหน้าที่ยังไงในประโยค พอไปเรียนบาลีแต่มีความอ่อนทางหลักภาษาก็ไม่สามารถเข้าใจหลักไวยากรณ์บาลีได้จริงๆ ตำราว่าไงก็ว่างั้นแต่ไม่ได้ว่างั้นตามหลักบาลีจริงๆ เพราะโยนิโสฯตามหลักภาษาแม่ที่คุ้นเคยอยู่ตลอด
พอใครชี้แจงก็ไม่รับฟังด้วยนะ ทั้งแถ ทั้งลากอะไรไม่รู้มาแปะกระทู้คนอื่นมั่วไปหมด ซึ่งเป็นกลเม็ดที่เด็กที่ไม่สามารถสู้ด้วยเหตุผลใช้กัน
จขกท. เชื่อว่าผู้ที่มีภาษาแม่อยู่ในกลุ่มอินโด-ยูโรเปียน จะไม่ตีความบทพระธรรมคุณได้เลยเถิดขนาดนี้แน่ ดังนั้นผู้ศึกษาปริยัติควรตระหนักถึงข้อด้อยด้านภาษาให้มากๆ จะโต้แย้งอะไรก็ควรตรวจสอบก่อนและไม่ต้องรีบไปปรามาสผู้อื่น
สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ไม่ได้แปลว่า ขณะเกิดมรรคจิต ผลจิต
พอแปลตามอัตโนมัติของตน ก็ต้องตัดใจความหลักออก ไม่งั้นจะไม่เข้ากับทิฏฐิที่ยึดติด กลายเป็นไปลดทอนพุทธวจนว่ามรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 เท่านั้นที่ตรัสไว้ดีแล้ว
แต่ก็เข้าใจได้ว่าที่สะเปะสะปะกับหลักภาษาง่ายๆเพราะคุ้นเคยกับไวยากรณ์ไทยที่เป็นภาษาแม่แบบใช้เป็น พูดถูก แต่ไม่เข้าใจว่ามันไปไงมาไงถึงอยู่ในตำแหน่งนี้ของประโยค และคำขยายมีหน้าที่ยังไงในประโยค พอไปเรียนบาลีแต่มีความอ่อนทางหลักภาษาก็ไม่สามารถเข้าใจหลักไวยากรณ์บาลีได้จริงๆ ตำราว่าไงก็ว่างั้นแต่ไม่ได้ว่างั้นตามหลักบาลีจริงๆ เพราะโยนิโสฯตามหลักภาษาแม่ที่คุ้นเคยอยู่ตลอด
พอใครชี้แจงก็ไม่รับฟังด้วยนะ ทั้งแถ ทั้งลากอะไรไม่รู้มาแปะกระทู้คนอื่นมั่วไปหมด ซึ่งเป็นกลเม็ดที่เด็กที่ไม่สามารถสู้ด้วยเหตุผลใช้กัน
จขกท. เชื่อว่าผู้ที่มีภาษาแม่อยู่ในกลุ่มอินโด-ยูโรเปียน จะไม่ตีความบทพระธรรมคุณได้เลยเถิดขนาดนี้แน่ ดังนั้นผู้ศึกษาปริยัติควรตระหนักถึงข้อด้อยด้านภาษาให้มากๆ จะโต้แย้งอะไรก็ควรตรวจสอบก่อนและไม่ต้องรีบไปปรามาสผู้อื่น