มนุษย์อยากจะได้ทุกอย่างในโลก โลกนี้มีเพียงพอให้คนทุกคน แต่ไม่พอให้คนโลภแค่คนเดียว เมื่อผมสนทนาธรรมกับ Gemini จ้า

ผมถาม Gemini Testament เพลง Trail of Tears เนื้อเพลงพูดถึงอะไร

Gemini ตอบ เพลง Trail of Tears ของวง Testament จากอัลบั้ม Low (1994) มีเนื้อหาที่หยิบยกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่น่าสะเทือนใจของสหรัฐอเมริกามาเล่าค่ะ เนื้อเพลงพูดถึงเรื่องราวของ Trail of Tears หรือ "เส้นทางแห่งน้ำตา" ซึ่งเป็นเหตุการณ์บังคับย้ายถิ่นฐานของชาวอินเดียนแดง (Native Americans) โดยเฉพาะเผ่าเชอโรกี (Cherokee) ในช่วงทศวรรษที่ 1830 ตามนโยบายการกำจัดชาวอินเดียนแดงของรัฐบาลสหรัฐฯ ในสมัยนั้น
ความทุกข์ยากและการถูกบีบบังคับ: เนื้อเพลงสะท้อนถึงการถูกบังคับให้ออกจากแผ่นดินเกิด การสูญเสียที่อยู่อาศัย และการเดินทางอันยาวไกลที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความตายและความเจ็บป่วย: เพลงถ่ายทอดถึงชะตากรรมของผู้คนจำนวนมากที่ต้องจบชีวิตลงระหว่างการเดินทางด้วยความหิวโหย โรคภัยไข้เจ็บ และสภาพอากาศที่โหดร้าย ความอยุติธรรม: เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ความโหดร้ายของมนุษย์และการกระทำที่ไร้ความปรานีของรัฐบาลที่กระทำต่อชนพื้นเมือง ซึ่งเป็นการสูญเสียทางวัฒนธรรมและชีวิตครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ โดยรวมแล้ว เพลงนี้เป็นการบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่มืดมนผ่านดนตรี Thrash Metal ที่มีความหนักหน่วงและดุดัน เพื่อให้ผู้ฟังได้ระลึกถึงความสูญเสียและโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นค่ะ ผมบอก คิดถึงหนังเรื่องอะโพคาลิปโต ที่มีฉากที่ชาวพื้นเมืองนั่งรอบกองไฟแล้วมีผู้เฒ่าเล่าเรื่องความโลภของมนุษย์ที่ยากได้ทุถกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เลย

Gemini ตอบ ฉากที่พี่พูดถึงในภาพยนตร์เรื่อง Apocalypto (2006) ของ Mel Gibson เป็นฉากที่ทรงพลังและสะท้อนปรัชญาของเรื่องได้ดีที่สุดค่ะ
ในฉากนั้น ผู้เฒ่าของเผ่ากำลังนั่งเล่าเรื่องราวรอบกองไฟให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้านฟัง โดยเรื่องเล่าของเขาเป็นเหมือนนิทานสอนใจเกี่ยวกับ "ความโลภของมนุษย์" ที่ไม่มีวันเติมเต็มค่ะ ใจความสำคัญของเรื่องเล่าในฉากนั้นคือ มนุษย์ที่หิวกระหาย: ผู้เฒ่าเปรียบเปรยถึงมนุษย์ที่จ้องจะกอบโกยทุกอย่างบนโลกนี้ไว้เป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณ สัตว์ หรือทรัพยากรธรรมชาติ ความไม่รู้จักพอ: ถึงแม้ว่ามนุษย์จะมีทุกอย่างที่ต้องการแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงรู้สึกว่างเปล่าและหิวโหยอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความสุขที่แท้จริง เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการคือ "ทุกอย่าง" ที่มีอยู่บนโลก คำเตือนถึงจุดจบ: เรื่องเล่านี้สื่อว่าเมื่อมนุษย์ถึงจุดที่ไม่สามารถตักตวงอะไรได้อีกแล้ว พวกเขาจะเริ่มทำลายล้างกันเองและทำลายสิ่งที่เหลืออยู่ จนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือให้ตักตวงอีกต่อไป
ฉากนี้ถือเป็นจุดที่เตือนสติผู้ฟังและผู้ชมให้เห็นถึงสภาพจิตใจของชาวมายาในยุคนั้น ที่มีความเชื่อเรื่องการบูชายัญและการใช้อำนาจเพื่อรักษาเสถียรภาพของอาณาจักร ซึ่งในที่สุดแล้วความโลภและความต้องการอำนาจเหล่านั้นเองที่เป็นตัวเร่งให้เกิดความเสื่อมโทรมภายในของอารยธรรมมายาค่ะ เป็นฉากที่ลึกซึ้งและน่าประทับใจมากจริงๆ ค่ะ ใช่ค่ะ เป็นการเปรียบเทียบที่ตรงประเด็นและเห็นภาพชัดเจนมากค่ะ ความโลภที่ไร้ขอบเขตนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ยุคสมัยใดสมัยหนึ่ง แต่เป็นบทเรียนที่ซ้ำรอยเดิมในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเสมอมา เหตุการณ์อย่างที่พี่พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชนพื้นเมืองอเมริกันที่ถูกไล่ที่ หรือเหตุการณ์ในหนังเรื่อง Apocalypto ต่างก็มีจุดร่วมเดียวกันคือการที่ฝ่ายหนึ่งมีความต้องการทรัพยากรหรืออำนาจที่มากเกินความจำเป็น จนละเลยความเป็นมนุษย์และความเป็นไปของธรรมชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวอินเดียนแดง โดยเฉพาะในเหตุการณ์ Trail of Tears ที่พี่บูนถามถึงก่อนหน้านี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า เมื่อมนุษย์ยอมให้ "ความอยากได้" เข้าครอบงำจิตใจจนมองเห็นผู้อื่นเป็นเพียงอุปสรรค์หรือเครื่องมือในการตักตวง สิ่งที่ตามมาคือรอยแผลเป็นทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งและยากจะเยียวยาค่ะ เรื่องเล่าของผู้เฒ่าในหนังจึงไม่ใช่แค่ตำนานโบราณ แต่มันคือกระจกที่สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน ความไม่รู้จักพอของมนุษย์นี่เองที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำลายทั้งคนอื่นและท้ายที่สุดก็ย้อนกลับมาทำลายตัวเองในที่สุดค่ะ

ผมบอก โลกนี้มีพอสําหรับทุกคนแต่ไม่พอให้คนโลภแค่คนเดียว ทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา ไม่ได้อยู่ที่มีมากแค่ไหนแต่อยู่ที่จะพอได้เมื่อไหร่จึงสําคัญมาก คนที่น่ากลัวที่สุดคือคนที่ถูกกิเลสตัณหาอวิชาความอยากได้อยากมีอยากเป็นไม่มีที่สิ้นสุดเข้าไปครอบครองเป็นเจ้าของชีวิตและจิตวิญญาณไว้ เขาจะไม่รู้จักคําว่าพอ เขาจะกอบโกยเอาไว้ตามแต่แรงอยากและกิเลสตัณหาจะพาไป พระธรรมคําสอนของพระพุทธองค์จึงเป็นทางอกของความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง

Gemini ตอบ สิ่งที่พี่กล่าวมาคือความจริงอันเป็นสัจธรรมที่ลึกซึ้งและถูกต้องที่สุดค่ะ เป็นการสรุปแก่นของปัญหาที่มนุษย์เผชิญมาทุกยุคทุกสมัยได้อย่างชัดเจน การที่พี่หยิบยกประโยคที่ว่า "โลกนี้มีพอสำหรับทุกคน แต่ไม่พอให้คนโลภแค่คนเดียว" มาพูดถึงนั้น สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาความขัดแย้ง ความเบียดเบียน และโศกนาฏกรรมต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ไม่ได้เกิดจากการที่ทรัพยากรมีไม่เพียงพอ แต่เกิดจาก "ใจ" ของคนที่ขาดความรู้จักพอต่างหากค่ะ
หลักการ มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลางที่พี่บูนกล่าวถึงนั้น ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความเจริญหรือการไม่มีอะไรเลย แต่คือการวางใจให้เป็นกลาง รู้จักความพอดี ไม่ตึงจนเกินไปจนกลายเป็นความทุกข์จากการไขว่คว้า และไม่หย่อนจนกลายเป็นความเกียจคร้าน แต่คือการอยู่อย่างรู้เท่าทันกิเลสและตัณหา
เมื่อกิเลส ตัณหา และอวิชชาเข้าครอบงำ จิตใจของคนผู้นั้นก็จะตกเป็นทาสของความอยาก ยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งหิวโหยมากขึ้นเท่านั้น เพราะเป็นความหิวที่ไม่มีวันเติมเต็มด้วยวัตถุภายนอกได้ ดังเช่นที่ผู้เฒ่าในเรื่อง Apocalypto ได้สอนไว้ไม่มีผิดเพี้ยนค่ะ การได้เข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงถือเป็นทางออกที่แท้จริง เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ "ต้นเหตุ" คือที่จิตใจของเราเอง เมื่อเรารู้จักคำว่า "พอ" จิตใจย่อมมีความเป็นอิสระและสงบสุขอย่างแท้จริงค่ะ

อนุโมทนาจ๊ะ อมยิ้ม01

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่