สวัสดีค่ะ 😊
เราเป็นคู่รักสมรสเท่าเทียม (ผู้หญิง–ผู้หญิง) และเพิ่งผ่านประสบการณ์การขอวีซ่า Non-Immigrant O และต่อวีซ่า 1 ปี ด้วยตัวเอง โดยไม่ใช้เอเจนซี่ค่ะ
ก่อนเริ่มทำ ยอมรับเลยว่ากังวลมาก คิดว่าต้องยุ่งยากแน่ ๆ กลัวเอกสารไม่ครบ กลัวต้องไปแก้หลายรอบ เลยใช้เวลาหาข้อมูลและอ่านรีวิวจากหลายแหล่ง แต่สังเกตว่ายังแทบไม่มีรีวิวเกี่ยวกับการขอวีซ่า Non-O สำหรับ **คู่สมรสเท่าเทียม** ทำให้หลายคำถามหาคำตอบไม่ได้ และไม่แน่ใจว่าขั้นตอนหรือเอกสารจะแตกต่างจากคู่สมรสชายหญิงหรือไม่
สุดท้ายพอได้ลงมือทำจริง กลับพบว่าขั้นตอนไม่ได้ยากอย่างที่คิด หากเตรียมเอกสารให้ครบและศึกษาข้อมูลล่วงหน้า ก็สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเสียค่าเอเจนซี่เลยค่ะ
ด้วยเหตุนี้ เราเลยอยากมาแบ่งปันประสบการณ์แบบละเอียด ตั้งแต่การเตรียมเอกสาร การขอวีซ่า 90 วันจากต่างประเทศ การเข้าประเทศไทย ไปจนถึงการต่อวีซ่า 1 ปี เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่กำลังวางแผน หรือกำลังหาข้อมูลอยู่ โดยเฉพาะคู่สมรสเท่าเทียมที่อาจยังหารีวิวได้ไม่มาก
หวังว่ารีวิวนี้จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจมากขึ้น และประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายจากการทำเองนะคะ ❤️
----------------------------------------------------------
การขอวีซ่าเข้าไทย 90 วัน
เริ่มต้นจากคู่สมรสชาวต่างชาติของเราจะต้องขอวีซ่า Non-Immigrant O (90 วัน) จากต่างประเทศก่อนค่ะ
จากที่ศึกษาข้อมูลมา การขอจากต่างประเทศจะสะดวกกว่าการเข้ามาด้วยวีซ่าอื่นๆ แล้วค่อยเปลี่ยนประเภทเป็นวีซ่า non-oในไทย ซึ่งมีขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากกว่าและเสี่ยงต้องการ over stay ถ้าเปลี่ยนไม่ทันวันเหลือน้อย
ของเราเลือกไปยื่นที่ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ใช้เวลาประมาณ 5 วัน ก็ได้รับวีซ่า Non-O 90 วัน และเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อดำเนินการขั้นตอนต่อไปค่ะ
เราเดินทางโดยรสบัสโดยสาร บขส. คนละ 900 บาท นั่งประมาณ 10 ชั่วโมง หัวสั่นด๊อกแด๊ก ถ้าใครขึ้นบัสและเมารถแนะนำนั่งล่างค่ะ ถึงตลาดเช้าเวียงจันทร์ (แนะนำลงที่นี่ เพราะว่าเป็นใจกลางเมืองและใกล้กับสถานกงศุล)
เกร็ดเล็ก ๆ สำหรับคนที่จะไปเวียงจันทน์ 🇱🇦
ตรงนี้จะเล่าเรื่องการแลกเงิน การใช้เน็ต การเดินทาง และเรื่องจิปาถะที่เราเจอ ใครรีบอ่านเฉพาะเรื่องวีซ่า เลื่อนผ่านได้เลยนะคะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ต่อเลยนะคะ 😊
เราเลือกเดินทางด้วย รถบัส บขส. เพราะสะดวกที่สุด นั่งยาวต่อเดียวจากไทยไปถึง ตลาดเช้า เวียงจันทน์ ซึ่งเป็นใจกลางเมืองและอยู่ไม่ไกลจากสถานกงสุลไทย ระหว่างทาง รถจะจอดให้ผ่านด่านทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว
ด่านไทย ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ยื่นพาสปอร์ตตามปกติ
ด่านลาว จะมีโต๊ะให้รับแบบฟอร์มขาเข้า โดยสามารถกรอกเองหรือจ้างให้เจ้าหน้าที่กรอกได้ ค่าบริการ คนไทย 40 บาท และ ชาวต่างชาติ 100 บาท
ส่วนตัวเราแนะนำให้จ้างกรอกเลยค่ะ 😅 เพราะข้อมูลค่อนข้างละเอียด เราลองกรอกเองแล้วไม่รอด แถมรีบด้วย เลยยอมเสียเงินดีกว่า
สำหรับ คู่สมรสชาวต่างชาติ จะต้องยื่นขอ Visa on Arrival ที่ช่องกระจก โดยใช้ ธนบัตร 20 ดอลลาร์สหรัฐ แนะนำให้เตรียมแบงก์ที่สภาพดี ไม่พับ ไม่ขาด และไม่มีรอย เพราะเจ้าหน้าที่ค่อนข้างเข้มงวด หากจ่ายเป็นเงินไทยจะเสียประมาณ 1,000 บาท ซึ่งแพงกว่าพอสมควร
ส่วน คนไทย ก็ไปยื่นที่ช่องตรวจคนเข้าเมืองตามปกติ ชำระค่าธรรมเนียม 20 บาทค่าล่วงเวลาอะไรสักอย่างยื่นพาสปอร์ตพร้อมเอกสารที่กรอกไว้ ก็ผ่านด่านได้เลยค่ะ
หลังผ่านด่าน รถบัสจะจอดรอผู้โดยสารอยู่ ไม่ต้องกังวลว่าจะตกคันเพราะเค้านับและจำผู้โดยสารได้ ส่วนเราแวะแลกเงินก่อน โดยถามพนักงานบนรถ เค้าพาไปแลกกับผ้านท่านหนึ่งแถวด่าน ตอนนั้นได้เรตประมาณ 670,000 กีบ/1,000 บาท จากนั้นรถก็พาไปส่งที่ ตลาดเช้า เวียงจันทน์ ตามปกติค่ะ
---------------------------------------
พอรถบัสมาถึง ตลาดเช้า เวียงจันทน์ จะมีรถสามล้อเข้ามาถามกันเยอะมาก ไม่ต้องตกใจนะคะ 😆 ถ้ายังไม่ไปไหนก็แค่โบกมือบอกว่า "บ่อไป ๆ" ได้เลย เพราะราคาที่เรียกมาส่วนใหญ่ค่อนข้างแรง
ส่วนที่พักของเราอยู่ห่างจากตลาดเช้าประมาณ 1.5 กิโลเมตร ยังพอเดินไหว เลยเลือกลากกระเป๋าเดินไป ประหยัดเงินไปได้อีกนิด แถมได้เดินดูบรรยากาศเมืองเวียงจันทน์ระหว่างทางด้วยค่ะ 😊 ดีที่วันนั้นฝนพึ่งหยุดตก อากาศเย็นสบาย
พอเดินถึงโรงแรมก็เช็กอินได้เลยค่ะ 😊 ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษา เพราะสามารถพูดภาษาไทยได้เลย เราพยายามพูดภาษาลาวกับพนักงาน แต่สุดท้ายพนักงานก็พูดไทยกลับมา สงสัยสำเนียงเราจะไม่ไหวจริง ๆ 555
หลังเช็กอินเสร็จ ก็จัดการอัปโหลด หน้าพาสปอร์ตที่มีตราประทับเข้าประเทศลาว ลงในระบบ Thai e-Visa แล้วกดส่งคำขอได้เลยค่ะ เท่านี้ก็เรียบร้อย รอไปชำระค่าธรรมเนียมที่สถานกงสุลไทยในวันถัดไปได้เลย (อ่านต่อนอกสปอยด์)
-------------------------------------
เรื่องการแลกเงิน
หลายร้านในเวียงจันทน์สามารถสแกนจ่ายผ่าน K PLUS ได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายร้านที่รับเฉพาะเงินสด ดังนั้นแนะนำให้แลกเงินกีบติดตัวไว้พอสมควรค่ะ เพราะการใช้เงินสดยังสะดวกที่สุดในหลาย ๆ ร้าน
ส่วนเราไปแลกเงินที่ ธนาคารสีชมพู จำชื่อไม่ได้ แถว ๆ ก่อนถึง ตลาดสีหอม ได้เรตประมาณ 680,000 กีบ / 1,000 บาท ซึ่งถือว่าเรตค่อนข้างดีเลยค่ะ แต่เงินลาวแอบลายตาเวลาใช้ ต้องตั้งสติดีๆนะคะ 55555
-------------------------------------
เรื่องอินเทอร์เน็ต
หลายคนอาจกังวลว่าเน็ตที่ลาวจะใช้ดีไหม จากประสบการณ์ของเรา ตอบเลยว่าดีค่ะ ใช้งานได้ลื่นทั้ง Google Maps, YouTube และโซเชียลต่าง ๆ
เราเลือกซื้อ ซิม Unitel ผ่าน Trip.com แพ็กเกจ 15 GB ราคาประมาณ 200 กว่าบาท ใช้งานได้ไม่มีปัญหาเลย
พอเน็ตใกล้หมด ก็แค่เดินเข้าร้านมือถือร้านไหนก็ได้ แล้วบอกพนักงานว่า "เติมเน็ต" เจ้าหน้าที่จัดการให้หมด ค่าบริการประมาณ 70 บาท ก็ได้เน็ตเพิ่มอีก 15 GB หรือจะเลือกแพ็กเกจอื่นก็ได้ตามต้องการ
บางร้านสามารถสแกนจ่ายผ่าน K PLUS ได้ด้วย แต่แนะนำให้แลกเงินสดติดตัวไว้บ้าง เผื่อร้านที่รับเฉพาะเงินสดค่ะ
และทางโรงแรมก็มีไวไฟให้ด้วยเร็วแรงเหมือนไทยเลยค่ะ (เราพักที่ Apollo Hotel) บริการดี พนักงานขยันทำความสะอาดทุกวันเลยค่ะ55555
-------------------------------------
เรื่องการเดินทางในเวียงจันทร์
ย่านที่เราพักอยู่ใกล้ ตลาดเช้า, ห้างใหญ่ และ ตลาดสีหอม ซึ่งอยู่ในรัศมีไม่เกินประมาณ 3 กิโลเมตร เลยเดินเที่ยวได้สบาย ๆ ถ้าไม่อยากเดิน ที่เวียงจันทน์มีแอปเรียกรถชื่อ KokKok เป็นรถสามล้อสีส้ม ราคาดี นั่งสบาย เราเรียกใช้บ้างเป็นบางครั้ง แต่แอบเรียกยากนิดนึง เพราะคนขับกดรับงานไม่ค่อยเยอะ สุดท้ายเราเลยเลือกเดินเป็นหลัก เพราะอากาศช่วงที่ไปเย็นสบาย ได้ออกกำลังกายไปในตัว แถมประหยัดค่าเดินทางอีกด้วยค่ะ
ส่วน ขากลับ เราเดินจากที่พักมาที่ ตลาดเช้า แล้วซื้อตั๋วรถบัสข้ามแดนไป หนองคาย พักหนองคาย 1 วัน เดินหาอะไรกินที่ตลาดริมโขง เพราะกว่าจะได้รับวีซ่าก็ประมาณ 11.00 น. พอเดินทางถึงหนองคายก็ช่วงเย็นแล้ว เราเลยเลือกพักที่หนองคาย 1 คืน
เช้าวันรุ่งขึ้นค่อยเรียก Grab ไปสนามบินอุดรธานี ประมาณ 400 กว่าบาท แต่ถ้ารถจากหนองคายไปสนามบินอุดรก็คนละ 200 แล้ว เลยนั่ง Grab ดีกว่าแล้วบินกลับกรุงเทพฯ ค่ะ
เหตุผลหลักคือ... เรานั่งรถบัสยาว ๆ ไม่ไหวค่ะ 😂 เวียนหัวมากกก ส่วนตั๋วเครื่องบินจากเวียงจันทน์ก็ราคาค่อนข้างสูง ส่วนรถไฟไม่ไหวแน่นอนเพราะจองรถนอนคงไม่ทัน และราคาไม่ได้ต่างากเครื่องบินเท่าไหร่ สุดท้ายเลยรู้สึกว่า นั่งรถมาหนองคาย แล้วบินกลับจากอุดรฯ เป็นตัวเลือกที่คุ้มที่สุด ทั้งประหยัดและสบายกว่าค่ะ 555
-------------------------------------
เรื่องอาหาร
เรื่องอาหาร บอกเลยว่ารสชาติ ไม่ได้ต่างจากอาหารไทยมากนัก กินง่าย คนไทยน่าจะถูกปากค่ะ แต่สำหรับเรา...สุดท้ายก็ยังชอบรสชาติอาหารไทยมากกว่าอยู่ดี ส่วนเรื่องราคา แอบตกใจนิดนึง เพราะ พอ ๆ กับกรุงเทพฯ เลย ไม่ได้ถูกอย่างที่คิด แต่ก็แล้วแต่ร้านและเมนูนะคะ
แต่สิ่งที่อยากแนะนำจริง ๆ คือ ทุเรียนคัดเกรด อร่อยมากกกก เนื้อดี หวาน มัน ถูกใจเราสุด ๆ ถ้าไปช่วงมีผลไม้ แนะนำให้ลองชิม รับรองไม่ผิดหวังค่ะ
-------------------------------------
แถมสำหรับสายฟิต 💪
อันนี้แถม ๆ สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำนะคะ เราเป็นคนที่ต้องเข้ายิมแทบทุกวัน เลยลองหายิมที่เวียงจันทน์ดู
จากที่เราไปใช้บริการ คนเยอะมากกกกก อุปกรณ์แทบทุกชิ้นมีคนใช้ตลอด เลยแอบรู้สึกว่าฟิตเนสในเวียงจันทน์ยังมีไม่เยอะเมื่อเทียบกับจำนวนคนใช้ แม้จริง ๆ เหมือนมีประมาณ 2 แห่ง เท่าที่ดูใน google map ถ้าใครเป็นสายฟิตเหมือนเรา แนะนำลองเลือกโรงแรมที่มีฟิตเนสในตัว จะสะดวกกว่ามาก ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหรือรอคิวเล่นเครื่องค่ะ 😊
ขั้นตอนนี้ถือว่าง่ายมาก เพราะสามารถยื่นคำขอผ่านเว็บไซต์ Thai e-Visa ได้เลย เพียงกรอกข้อมูล อัปโหลดเอกสาร และรอผลอนุมัติตามขั้นตอน
ข้อสำคัญ: คู่สมรสชาวต่างชาติจะต้อง เดินทางเข้าประเทศลาวก่อน เพื่อรับตราประทับเข้าประเทศ แล้วนำหน้าหนังสือเดินทางที่มีตราประทับของประเทศลาวมาอัปโหลดในระบบ Thai e-Visa จากนั้นจึงไป ชำระค่าธรรมเนียมที่สถานกงสุลไทยในเวียงจันทร์ (ไม่ใช่สถานเอกอัครราชทูตไทยนะคะ) ตรงนี้อยากย้ำเป็นพิเศษ เพราะหลายรีวิวใช้คำว่าสถานทูต ทำให้เราเกือบไปผิดที่เหมือนกันค่ะ
ส่วนตัวเราเลือกพักรอผลที่เวียงจันทน์เลย ไม่ได้เดินทางไป-กลับ ระหว่างรอก็แวะเดินเล่นแถว ตลาดเช้าสีหอม ห้าง(ใหญ่ๆใหม่ๆจะเป็นของจีน) ของกินอร่อย ราคาเท่าไทย แถมได้เที่ยวไปในตัวค่ะ
----------------------------------------------------------
เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับกรอกออนไลน์
1. หน้าข้อมูลหนังสือเดินทาง (Passport)
2. รูปถ่ายพื้นหลังสีขาว
3. หลักฐานทางการเงิน ยอดเงินคงเหลือ 400,000 บาทขึ้นไป (ใช้บัญชีธนาคารต่างประเทศได้) **ยื่น 90 วันไม่ต้องค้าง 2 เดือน**
4. สำเนาบัตรประชาชนของคู่สมรสชาวไทย
5. สำเนาทะเบียนสมรส
6. หน้าหนังสือเดินทางที่มี ตราประทับเข้าประเทศลาว ของผู้ยื่นคำขอ
เมื่อเตรียมเอกสารครบแล้ว แนะนำให้กรอกข้อมูลในระบบ **Thai e-Visa** และบันทึกไว้ก่อน **ยังไม่ต้องกดส่งคำขอ** รอจนได้รับตราประทับเข้าประเทศลาว แล้วค่อยอัปโหลดเอกสารส่วนนี้และกดส่งได้เลยค่ะ
หลังจากส่งคำขอ ระบบจะออก **ใบชำระค่าธรรมเนียม** ให้ **ต้องพิมพ์ใบนี้ไปด้วย** เพื่อนำไปชำระเงินที่สถานกงสุลไทย
หากไม่ได้พิมพ์มา ไม่ต้องกังวลค่ะ บริเวณหน้าสถานกงสุลจะมีร้านรับพิมพ์เอกสารอยู่ฝั่งตรงข้าม ค่าพิมพ์ประมาณ **1 ดอลลาร์สหรัฐ/แผ่น** ส่วนของเราให้โรงแรมช่วยพิมพ์ให้ก่อนออกไปค่ะ
เมื่อไปถึงสถานกงสุล เจ้าหน้าที่หน้าประตู จะถามว่ามาติดต่ออะไร ให้เราแจ้งไปเลยว่ามาจ่ายเงินวีซ่า เค้าจะ ขอดู ใบชำระค่าธรรมเนียม ก่อนเข้าไป โดย อนุญาตให้เฉพาะผู้ยื่นคำขอเข้าไปด้านในเท่านั้น ผู้ติดตามไม่สามารถเข้าไปได้ค่ะ
จากที่แฟนเราเล่า บรรยากาศวันนั้นคนไม่เยอะ เข้าไปยื่นเอกสารพร้อมชำระค่าธรรมเนียม 2,000 บาท ให้เจ้าหน้าที่ ใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที ก็เสร็จเรียบร้อย
เราไปช่วงเช้า ซึ่งแนะนำให้ไปช่วงเช้าจะดีที่สุด เพราะการรับชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าจะปิดประมาณ 12.00 น. หากไปสายอาจไม่ทันค่ะ
-----------------------------------------------------
มีต่อในคอมเมนต์นะคะ 🙏
ยาวจริง ๆ ค่ะ 😅 ตั้งใจเขียนให้ละเอียดที่สุด เพราะตอนที่เราหาข้อมูล รีวิวแบบครบทุกขั้นตอนค่อนข้างหายากมาก หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังจะทำ โดยเฉพาะคู่สมรสเท่าเทียมที่กำลังหาข้อมูลอยู่ค่ะ ❤️
(2569) แชร์ประสบการณ์ขอวีซ่า Non-O "ฉบับสมรสเท่าเทียม" ทำเองครั้งแรก ละเอียดทุกขั้นตอน ยาวนิดหน่อยนะคะ
เราเป็นคู่รักสมรสเท่าเทียม (ผู้หญิง–ผู้หญิง) และเพิ่งผ่านประสบการณ์การขอวีซ่า Non-Immigrant O และต่อวีซ่า 1 ปี ด้วยตัวเอง โดยไม่ใช้เอเจนซี่ค่ะ
ก่อนเริ่มทำ ยอมรับเลยว่ากังวลมาก คิดว่าต้องยุ่งยากแน่ ๆ กลัวเอกสารไม่ครบ กลัวต้องไปแก้หลายรอบ เลยใช้เวลาหาข้อมูลและอ่านรีวิวจากหลายแหล่ง แต่สังเกตว่ายังแทบไม่มีรีวิวเกี่ยวกับการขอวีซ่า Non-O สำหรับ **คู่สมรสเท่าเทียม** ทำให้หลายคำถามหาคำตอบไม่ได้ และไม่แน่ใจว่าขั้นตอนหรือเอกสารจะแตกต่างจากคู่สมรสชายหญิงหรือไม่
สุดท้ายพอได้ลงมือทำจริง กลับพบว่าขั้นตอนไม่ได้ยากอย่างที่คิด หากเตรียมเอกสารให้ครบและศึกษาข้อมูลล่วงหน้า ก็สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเสียค่าเอเจนซี่เลยค่ะ
ด้วยเหตุนี้ เราเลยอยากมาแบ่งปันประสบการณ์แบบละเอียด ตั้งแต่การเตรียมเอกสาร การขอวีซ่า 90 วันจากต่างประเทศ การเข้าประเทศไทย ไปจนถึงการต่อวีซ่า 1 ปี เผื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่กำลังวางแผน หรือกำลังหาข้อมูลอยู่ โดยเฉพาะคู่สมรสเท่าเทียมที่อาจยังหารีวิวได้ไม่มาก
หวังว่ารีวิวนี้จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจมากขึ้น และประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายจากการทำเองนะคะ ❤️
----------------------------------------------------------
การขอวีซ่าเข้าไทย 90 วัน
เริ่มต้นจากคู่สมรสชาวต่างชาติของเราจะต้องขอวีซ่า Non-Immigrant O (90 วัน) จากต่างประเทศก่อนค่ะ
จากที่ศึกษาข้อมูลมา การขอจากต่างประเทศจะสะดวกกว่าการเข้ามาด้วยวีซ่าอื่นๆ แล้วค่อยเปลี่ยนประเภทเป็นวีซ่า non-oในไทย ซึ่งมีขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากกว่าและเสี่ยงต้องการ over stay ถ้าเปลี่ยนไม่ทันวันเหลือน้อย
ของเราเลือกไปยื่นที่ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ใช้เวลาประมาณ 5 วัน ก็ได้รับวีซ่า Non-O 90 วัน และเดินทางเข้าประเทศไทยเพื่อดำเนินการขั้นตอนต่อไปค่ะ
เราเดินทางโดยรสบัสโดยสาร บขส. คนละ 900 บาท นั่งประมาณ 10 ชั่วโมง หัวสั่นด๊อกแด๊ก ถ้าใครขึ้นบัสและเมารถแนะนำนั่งล่างค่ะ ถึงตลาดเช้าเวียงจันทร์ (แนะนำลงที่นี่ เพราะว่าเป็นใจกลางเมืองและใกล้กับสถานกงศุล)
เกร็ดเล็ก ๆ สำหรับคนที่จะไปเวียงจันทน์ 🇱🇦
ตรงนี้จะเล่าเรื่องการแลกเงิน การใช้เน็ต การเดินทาง และเรื่องจิปาถะที่เราเจอ ใครรีบอ่านเฉพาะเรื่องวีซ่า เลื่อนผ่านได้เลยนะคะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ขั้นตอนนี้ถือว่าง่ายมาก เพราะสามารถยื่นคำขอผ่านเว็บไซต์ Thai e-Visa ได้เลย เพียงกรอกข้อมูล อัปโหลดเอกสาร และรอผลอนุมัติตามขั้นตอน
ข้อสำคัญ: คู่สมรสชาวต่างชาติจะต้อง เดินทางเข้าประเทศลาวก่อน เพื่อรับตราประทับเข้าประเทศ แล้วนำหน้าหนังสือเดินทางที่มีตราประทับของประเทศลาวมาอัปโหลดในระบบ Thai e-Visa จากนั้นจึงไป ชำระค่าธรรมเนียมที่สถานกงสุลไทยในเวียงจันทร์ (ไม่ใช่สถานเอกอัครราชทูตไทยนะคะ) ตรงนี้อยากย้ำเป็นพิเศษ เพราะหลายรีวิวใช้คำว่าสถานทูต ทำให้เราเกือบไปผิดที่เหมือนกันค่ะ
ส่วนตัวเราเลือกพักรอผลที่เวียงจันทน์เลย ไม่ได้เดินทางไป-กลับ ระหว่างรอก็แวะเดินเล่นแถว ตลาดเช้าสีหอม ห้าง(ใหญ่ๆใหม่ๆจะเป็นของจีน) ของกินอร่อย ราคาเท่าไทย แถมได้เที่ยวไปในตัวค่ะ
----------------------------------------------------------
เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับกรอกออนไลน์
1. หน้าข้อมูลหนังสือเดินทาง (Passport)
2. รูปถ่ายพื้นหลังสีขาว
3. หลักฐานทางการเงิน ยอดเงินคงเหลือ 400,000 บาทขึ้นไป (ใช้บัญชีธนาคารต่างประเทศได้) **ยื่น 90 วันไม่ต้องค้าง 2 เดือน**
4. สำเนาบัตรประชาชนของคู่สมรสชาวไทย
5. สำเนาทะเบียนสมรส
6. หน้าหนังสือเดินทางที่มี ตราประทับเข้าประเทศลาว ของผู้ยื่นคำขอ
เมื่อเตรียมเอกสารครบแล้ว แนะนำให้กรอกข้อมูลในระบบ **Thai e-Visa** และบันทึกไว้ก่อน **ยังไม่ต้องกดส่งคำขอ** รอจนได้รับตราประทับเข้าประเทศลาว แล้วค่อยอัปโหลดเอกสารส่วนนี้และกดส่งได้เลยค่ะ
หลังจากส่งคำขอ ระบบจะออก **ใบชำระค่าธรรมเนียม** ให้ **ต้องพิมพ์ใบนี้ไปด้วย** เพื่อนำไปชำระเงินที่สถานกงสุลไทย
หากไม่ได้พิมพ์มา ไม่ต้องกังวลค่ะ บริเวณหน้าสถานกงสุลจะมีร้านรับพิมพ์เอกสารอยู่ฝั่งตรงข้าม ค่าพิมพ์ประมาณ **1 ดอลลาร์สหรัฐ/แผ่น** ส่วนของเราให้โรงแรมช่วยพิมพ์ให้ก่อนออกไปค่ะ
เมื่อไปถึงสถานกงสุล เจ้าหน้าที่หน้าประตู จะถามว่ามาติดต่ออะไร ให้เราแจ้งไปเลยว่ามาจ่ายเงินวีซ่า เค้าจะ ขอดู ใบชำระค่าธรรมเนียม ก่อนเข้าไป โดย อนุญาตให้เฉพาะผู้ยื่นคำขอเข้าไปด้านในเท่านั้น ผู้ติดตามไม่สามารถเข้าไปได้ค่ะ
จากที่แฟนเราเล่า บรรยากาศวันนั้นคนไม่เยอะ เข้าไปยื่นเอกสารพร้อมชำระค่าธรรมเนียม 2,000 บาท ให้เจ้าหน้าที่ ใช้เวลาไม่ถึง 3 นาที ก็เสร็จเรียบร้อย
เราไปช่วงเช้า ซึ่งแนะนำให้ไปช่วงเช้าจะดีที่สุด เพราะการรับชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าจะปิดประมาณ 12.00 น. หากไปสายอาจไม่ทันค่ะ
-----------------------------------------------------
มีต่อในคอมเมนต์นะคะ 🙏
ยาวจริง ๆ ค่ะ 😅 ตั้งใจเขียนให้ละเอียดที่สุด เพราะตอนที่เราหาข้อมูล รีวิวแบบครบทุกขั้นตอนค่อนข้างหายากมาก หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังจะทำ โดยเฉพาะคู่สมรสเท่าเทียมที่กำลังหาข้อมูลอยู่ค่ะ ❤️