JJNY : ไม่พลิกโผ! ‘ส.ก.เนอส‘นั่งปธ.สภากทม.│“เท้ง”ลุยน่าน│โจ ชัยวัฒน์ชง 4 ข้อเร่งด่วน│ห่วงศักยภาพศก.ลด│ยุโรปดับทะลุหมื่น

ไม่พลิกโผ! ‘ส.ก.เนอส‘ นั่งประธานสภากทม. หญิงคนแรก ด้วยเสียงเห็นชอบ 39 เสียง
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10321024
.

.
ไม่พลิกโผ! ‘ส.ก.เนอส‘ นั่งประธานสภากทม. หญิงคนแรก ด้วยเสียงเห็นชอบ 39 เสียง พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ เสนอ 4 หลักการ สภาโปร่งใส
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 ก.ค. 2569 ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนาศาลาว่าการกทม. 2 ดินแดง น.ส.เมธาวี ธารดำรงค์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตปทุมวัน ทำหน้าที่ประธานชั่วคราว เนื่องจากเป็นผู้ที่อาวุโสสูงสุด
.
ในการประชุมสภากทม. ครั้งแรก วาระการเลือกประธานสภากทม. คนที่ 26 และรองประธานสภากทม. คนที่ 1 และคนที่ 2 เพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ และตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร
.
โดยนายวิพุธ ศรีวะอุไร ส.ก.เขตบางรัก กลุ่มคนทำงาน เสนอชื่อ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ส.ก.บางซื่อ พรรคประชาชาชน เป็นประธานสภากทม.
.
ขณะที่ นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ส.ก.เขตคลองสาน พรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อ นายวิรัช คงคาเขตร ส.ก.บางกอกใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ ชิงตำแหน่งด้วย เพราะมองว่าจะต้องมีคู่เปรียบเทียบให้ ส.ก. ได้ฟังวิสัยทัศน์ของทั้ง 2 คน ตนต้องการให้มีการดีเบตในหัวข้อ ดังนี้
.
1. ประธานสภากทม. จะทำให้กทม.ที่มาจากหลากหลายเป็นสภาของคนกทม.อย่างไร
2. ประธานสภากทม. จะทำให้ ส.ก. ทั้ง 50 เขต ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสควบคู่กับหน่วยงานราชการ กทม.อย่างไร
3. วิสัยทัศน์อื่นที่ทั้ง 2 คน จะดำเนินการในระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง
.
โดย น.ส.ภัทราภรณ์ ลุกขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ว่า สภา กทม.ต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ มี 4 เรื่องหลัก คือ
.
1.เปิดให้มีการถ่ายทอดสด โดยการแก้ไขข้อบังคับที่ประชุม เพื่อถ่ายทอดสดการประชุมทั้งคณะสามัญและวิสามัญทั้งหมด และหากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือมีการอ้างอิงบุคคลที่สาม และบริษัทที่มีมีความสุ่มเสี่ยง ก็สามารถปิดไลฟ์ได้
.
2. การเปิดเผยการลงมติ ซึ่งในปัจจุบันยังต้องให้ประธานสภากทม.เป็นผู้อนุมัติ จึงให้อยากให้เปิดโดยอัตโนมัติตามสภาใหญ่
.
3. เปิดเผยสถิติการเข้าประชุมของสมาชิกทุกท่าน เพื่อความโปร่งใส และให้ประชาชนได้รับทราบการทํางาน
.
4. การสนับสนุนการทํางานของสมาชิก เพื่อให้เพื่อนสมาชิกทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการผลักดันให้มีการตั้งสํานักงานวิชาการและงบประมาณของสภากทม.เอง ซึ่งจะสนับสนุนเรื่องการวิเคราะห์งบประมาณ และข้อมูลสําหรับการทําร่างข้อบัญญัติต่างๆ
.
น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนจะทําให้กทม.ที่มีความหลากหลายเป็นของทุกคนได้อย่างไรนั้น ตนคิดว่าสิ่งที่เราควรจะทํามากขึ้น คือ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เสนอเรื่องหรืองบประมาณต่างๆ
.
จากเดิมที่เราเคยจัดงานแฮ็กงบ กทม. เป็นกลุ่มเล็กๆ เราควรจัดงานแฮ็กงบเป็นของสภากทม.ไปเลย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเรื่องงบประมาณไปพร้อมกันกับเรา และเพื่อให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบไปพร้อมกัน และเสนอแนะได้ด้วยว่า หลังจากนี้ควรจะใช้งบประมาณไปในทิศทางไหน
.
ส่วนจะให้เพื่อนสมาชิกดํารงตนโปร่งใสได้อย่างไร ตนคิดว่าเป็นสิทธิ์ของเพื่อนสมาชิก แต่ตนได้เสนอช่องทางและระบบต่างๆ ไป และการดําเนินการภายใน 2 ปีนี้ เรามีไทม์ไลน์ไปแล้วว่าจะพยายามผลักดันให้ได้ภายในเดือน ธ.ค.ปีนี้
.
ขณะที่ นายวิรัช แสดงวิสัยทัศน์ว่า เมื่อคืนไม่รู้ฝันดีหรือฝันร้าย เมื่อสมาชิกบางท่านเห็นว่าตนมีความเหมาะสม ไม่ได้เตรียมการใดๆ แต่ขออาศัยประสบการณ์และความคิดของตน การเป็นประธานสภา กทม. ไม่ใช่เรื่องยาก น้องที่เข้ามาใหม่ต้องอ่านข้อบังคับการประชุมให้เข้าใจ กทม. มี 3 เฟือง คือ ฝ่ายบริหาร ข้าราชการ และสภากทม. แต่ละเฟืองหากหมุนไปได้อย่างสมดุล ประชาชนจะได้ผลประโยชน์อย่างเต็มที่
.
ตนเป็นหนึ่งใน 50 ฟันเฟือง จะทำอย่างไรให้หมุนไปพร้อมกับฟันเฟืองของฝ่ายบริหารและข้าราชการ ตนไม่มีวิสัยทัศน์ แต่คิดมาตลอดว่าหากเป็นผู้นำ ประธานสภากทม. หรือหัวหน้าห้อง คิดว่าตนทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ก็ยอมรับว่ามีคนทำได้ดีกว่าตน
.
จากนั้นในที่ประชุมได้มีการถกเถียงเรื่องวิธีการลงคะแนน ระหว่างการลงคะแนนแบบเปิดเผยและการลงคะแนนโดยลับ เพื่อเลือกประธานสภากทม. และรองประธานสภากทม. ซึ่งนายอำนาจ ปานเผือก ส.ก.บางแค พรรคประชาชน เสนอให้มีการลงคะแนนโดยเปิดเผย
.
นายนภาพล จีระกุล ส.ก.บางกอกน้อย กล่าวว่า การลงคะแนนแบบเปิดเผยทำให้สมาชิกไม่มีเอกสิทธิ์ในการใช้ดุลยพินิจอย่างอิสระในการลงคะแนนแต่ละครั้ง ดังนั้น ขอให้ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2528 การลงคะแนนด้วยวิธีลับจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะสภาใหญ่ก็ใช้วิธีนี้
.
นายสมชาย เวสารัชตระกูล ส.ก.เขตสายไหม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าข้อบังคับการเลือกประธานและรองประธานสภา กทม. เขียนไว้ชัดเจน หากทำผิดระเบียบอาจจะมีการฟ้องร้อง ดังนั้น จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ กฎหมายเขียนไว้ชัดเจน แต่ตีความนอกกรอบ สภากทม.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติแต่ทำผิดกฎหมายเองจะดำเนินการอย่างไร
.
ประธานในที่ประชุมต้องคิดใหม่ เป็นประธานเพียงประธานชั่วคราว เชื่อว่า น.ส.ภัทราภรณ์ ได้เป็นอยู่แล้ว แต่เสนอชื่อนายวิรัชมาให้เป็นสีสัน
.
น.ส.เมธาวี จึงกล่าวว่า คุณน่าจะคิดเยอะไป เพราะทุกอย่างก็เป็นไปตามระเบียบ ตนอยากทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ระเบียบมีชัดทุกคนก็รู้ แต่เมื่อมีผู้เห็นต่างก็จะต้องโหวต
.
ท้ายที่สุดที่ประชุมสภากทม. มีมติโหวตให้ลงคะแนนแบบเปิดเผยด้วยวิธีการยกมือ
.
ต่อมาเวลา 11.30 น. ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร มีมติเห็นชอบ น.ส.ภัทรภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สก.บางซื่อ พรรคประชาชาชน เป็นประธานสภากทม.หญิงคนแรก ด้วยคะแนนเสียง 39 เสียง ขณะที่นายวิรัช คงคาเขตได้ 7 เสียง
.
จากนั้น นางเมธาวี ในฐานะประธานชั่วคราว ได้ให้ น.ส.ภัทราภรณ์ขึ้นนั่งบัลลังก์ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อทําหน้าที่เป็นประธานสภา กทม. พร้อมกล่าวขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่มอบความไว้บ้างใจให้ตนเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวาระเมืองผ่านสภา กทม.ในครั้งนี้
.
ขอยืนยันว่า การพิจารณางบประมาณให้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ไม่ใช่ความเพ้อฝัน การทำสภา กทม.ให้โปร่งใสมีประสิทธิภาพ คือความปกติที่ควรจะเป็นมานานแล้ว ในฐานะตัวแทนของประชาชนจากการเลือกตั้งทางตรงเหมือนกันกับเพื่อนสมาชิก เชื่อว่าพวกเราจะยกระดับสภากทม. และทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นต่อไปอีก 4 ปีอย่างแน่นอน
.
นายฉัตรชัย หมอดี สก.เขตบางนา พรรคประชาชน ได้เสนอให้มีรองประธานสภา กทม. จำนวน 2 คน โดยเสนอให้ นายเนติภูมิ มิ่งรุ่งจิราลัย สก.บึงกุ่ม จากกลุ่มคนทำงาน เป็นรองประธานสภา กทม.คนที่ 1
.
ด้านนายเอกกวิน โชคประสพรวย สก.เขตราชเทวี พรรคประชาชน เสนอให้ นายนริสสร แสงแก้ว สก.บางเขน กลุ่มอิสระ เป็นรองประธานสภา กทม.คนที่ 2 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบโดยไม่มีผู้คัดค้าน
.

.
“เท้ง” ลุยน่าน ติดตามการแก้ปัญหาหลังวิกฤตพายุวิภา ชี้รัฐต้องบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ
.
“ณัฐพงษ์” ลงพื้นที่ จ.น่าน ติดตามการแก้ปัญหาอุทกภัยหลังวิกฤตพายุวิภา ชี้รัฐบาลต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ
.
วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาอุทกภัย หลังจังหวัดน่านเผชิญวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่จากอิทธิพลของพายุวิภาเมื่อปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการตรวจสอบว่ารัฐบาลได้เปลี่ยนบทเรียนจากวิกฤตครั้งนั้นให้กลายเป็นแผนป้องกันอุทกภัยระยะยาวที่มีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง
..
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมของภาคเหนือโดยเฉพาะในจังหวัดน่านไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน หากทุกปีรัฐบาลยังใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับการเยียวยาหลังเกิดภัยพิบัติ มากกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหายตั้งแต่ต้น ประเทศก็จะต้องกลับมาเผชิญวงจรเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่สำคัญคือ อุทกภัยในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่จังหวัดน่านเท่านั้น แต่อีกหลายพื้นที่ในทุกภูมิภาคก็ยังเจอปัญหาซ้ำๆ โดยปราศจากแผนป้องกัน ราวกับว่าไม่เคยนำความเสียหายในครั้งก่อนมาทบทวนอย่างจริงจัง
.
การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งหาคำตอบเฉพาะว่าน้ำท่วมเพราะอะไร แต่ต้องการตรวจสอบว่ารัฐบาลมีข้อมูลเพียงพอหรือไม่ในการตัดสินใจใช้งบประมาณ และทุกโครงการที่กำลังจะดำเนินการสามารถลดความเสี่ยงของทั้งลุ่มน้ำน่านได้จริงหรือไม่
.
จุดแรกของการลงพื้นที่คือฝายธงน้อย หนึ่งในโครงสร้างที่ประชาชนและนักวิชาการจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก โดยฝ่ายค้านจะติดตามข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ทั้งกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้ได้ข้อสรุปบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ ไม่ใช่ความเห็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
.
นายณัฐพงษ์เห็นว่า ก่อนที่รัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อดำเนินโครงการใด ประชาชนควรได้รับคำตอบอย่างชัดเจนว่าโครงการนั้นสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมได้มากน้อยเพียงใด และควรมีการศึกษาเปรียบเทียบโดยหน่วยงานอิสระ ทั้งในกรณีที่มีโครงการและไม่มีโครงการ เพื่อให้การตัดสินใจใช้งบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
.
นอกจากการตรวจสอบฝายธงน้อยแล้ว ยังลงพื้นที่อำเภอเวียงสา เพื่อติดตามปัญหาระบบระบายน้ำ ประตูระบายน้ำที่ชำรุด การบริหารจัดการลำน้ำ และปัญหาการขาดแคลนน้ำประปาของประชาชน พร้อมรับฟังข้อเสนอจากชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอุทกภัยครอบคลุมทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะจุดที่เกิดเหตุ
.
นายณัฐพงษ์ย้ำถึงภาพรวมว่า สิ่งสำคัญที่สุดของคนน่านในวันนี้คือแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างทุกหน่วยงาน มีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ รู้ขีดความสามารถในการรองรับน้ำของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน และใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นฐานในการลงทุนทุกโครงการของรัฐ
.
บทเรียนจากพายุต้องนำไปสู่การเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพราะสุดท้ายแล้วประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงเงินเยียวยาหลังน้ำลด แต่ต้องการความเชื่อมั่นว่าจะไม่เผชิญความเสียหายแบบเดิมซ้ำอีกในปีต่อๆ ไป
.

.
โจ ชัยวัฒน์ ชง 4 ข้อเร่งด่วน ป้องกันซ้ำรอยไฟไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จี้เปิดชื่อร้านไม่ผ่านมาตรฐาน https://www.matichon.co.th/politics/news_5803396
.
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือโจ อดีตผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ระบุถึงเรื่องดังกล่าวว่า
.
ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง ต่อเหตุเพลิงไหม้ เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 27 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก และขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิต ขอให้ผู้บาดเจ็บที่กำลังเข้ารักษาตัวฟื้นตัวโดยเร็ว
.
โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ควรเกิดขึ้น และไม่ควรถูกปล่อยให้เป็นเพียง “อุบัติเหตุ” ที่ผ่านไปแล้วก็ลืม เหมือนความสูญเสียที่ซ้ำรอยกับโศกนาฏกรรมในสถานบันเทิงหลายครั้งที่ผ่านมาในประเทศไทย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่