# ชีวิตของผม...ไม่รู้ว่าเวรกรรมอะไร แต่ผมก็ยังพยายามมีชีวิตต่อ
ผมเกิดมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ตั้งแต่จำความได้ พ่อกับแม่ก็แยกทางกันแล้ว
เมื่อผมอายุได้เพียง 7 ขวบ แม่ก็เสียชีวิต ผมกลายเป็นเด็กที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่อยู่เคียงข้าง ยายเป็นคนเลี้ยงดูผมมาตลอด ท่านทำหน้าที่ทุกอย่างแทนพ่อแทนแม่
ชีวิตในโรงเรียนก็ไม่ได้สวยงาม ผมถูกเพื่อนแกล้งอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่เจ็บยิ่งกว่าคือ คนในครอบครัวเองก็ไม่เคยเป็นที่พึ่ง ลูกชายของน้องสาวยาย ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของผม คอยกลั่นแกล้ง หาเรื่อง และทำให้ผมรู้สึกไม่มีความสุขมาตั้งแต่เด็ก แม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาก็ยังคอยหาเรื่องผมอยู่เสมอ
เมื่ออายุ 21 ปี ผมจับใบดำใบแดง แต่โชคไม่เข้าข้าง ผมจับได้ใบแดง จึงต้องเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 2 ปี
หลังปลดประจำการ ผมกลับมาอยู่บ้านที่จังหวัดลพบุรี ช่วงหนึ่งผมได้มีแฟน ผมคิดว่าชีวิตคงเริ่มดีขึ้น แต่เมื่ออายุ 26 ปี แฟนกลับทิ้งผมไป พร้อมบล็อกการติดต่อทุกช่องทาง ผมไม่มีโอกาสแม้แต่จะถามเหตุผล
ขณะเดียวกัน ลูกพี่ลูกน้องคนเดิมก็ยังคอยหาเรื่อง จนผมไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านได้ ผมจึงตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ และได้ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย
แต่ชีวิตก็ยังไม่หยุดทดสอบผม
ตอนอายุ 28 ปี ผมป่วยเป็นวัณโรค ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล และในช่วงนั้นเอง ผมก็ได้รับข่าวที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล ผมตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV
ความเจ็บป่วยทางร่างกายยังไม่พอ ก่อนหน้านั้นผมก็ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานานแล้ว หลายวันที่ผมรู้สึกเหมือนไม่มีแรงจะใช้ชีวิต มองไม่เห็นอนาคต และคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า
มีช่วงเวลาที่ความทุกข์มันหนักเกินกว่าที่ผมจะรับไหว จนผมเคยพยายามจบชีวิตตัวเองหลายครั้ง เพราะในตอนนั้นผมคิดว่าการหายไปอาจเป็นทางออกเดียว แต่ทุกครั้งที่ผมยังมีลมหายใจอยู่ ผมก็เริ่มเข้าใจว่า บางทีชีวิตอาจกำลังให้โอกาสผมได้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง
จนกระทั่งอายุ 31 ปี ผมได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท ผมต้องต่อสู้กับอาการทางจิตใจที่คนภายนอกมองไม่เห็น ทั้งความหวาดระแวง ความคิดที่ถาโถม และวันที่จิตใจอ่อนแรงอย่างที่สุด
ทุกวันนี้ผมยังคงรักษาตัว กินยาตามที่แพทย์สั่ง พบแพทย์ตามนัด และพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด แม้จะมีบางวันที่อาการกำเริบ แต่ผมก็ไม่ยอมปล่อยมือจากการรักษา
ตอนนี้ผมอายุ 33 ปี ผมตกงาน หางานทำได้ยาก เพราะหลายคนมองที่ความเจ็บป่วยของผมมากกว่าความสามารถ ทั้งที่ผมก็อยากมีงานสุจริต อยากพึ่งพาตัวเอง และอยากใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป
บางครั้งผมก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า ผมไปทำเวรกรรมอะไรมากันแน่ ทำไมชีวิตถึงต้องเจอเรื่องหนักหนาขนาดนี้
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังไม่ยอมแพ้
ผมยังตื่นขึ้นมาในทุกเช้า ยังรักษาตัว ยังพยายามหางาน และยังมีความหวังลึก ๆ ว่าสักวันหนึ่ง ชีวิตของผมอาจมีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่
วันนี้ผมอาจยังไม่มีคำตอบว่าทำไมชีวิตถึงต้องเป็นแบบนี้ แต่ผมอยากเชื่อว่า ตราบใดที่ผมยังหายใจ ยังดูแลตัวเอง และยังไม่หยุดก้าวเดิน ชีวิตก็ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อเรียกร้องความสงสาร แต่ผมอยากเล่าให้รู้ว่า ยังมีคนธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องต่อสู้กับความสูญเสีย ความเจ็บป่วย และปัญหาชีวิตหลายอย่างพร้อมกัน
หากคุณได้อ่านมาถึงตรงนี้ ขอบคุณจากใจจริง
และหากวันนี้คุณกำลังเผชิญความทุกข์เหมือนกัน ผมอยากบอกว่า คุณไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง เช่นเดียวกับผมที่ยังพยายามใช้ชีวิตต่อไปในทุกวัน
ผมหวังว่าสักวันหนึ่ง ทั้งคุณและผม จะได้พบวันที่ชีวิตยิ้มให้เราอีกครั้ง
# ชีวิตของผม...ไม่รู้ว่าเวรกรรมอะไร แต่ผมก็ยังพยายามมีชีวิตต่อ
ผมเกิดมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ตั้งแต่จำความได้ พ่อกับแม่ก็แยกทางกันแล้ว
เมื่อผมอายุได้เพียง 7 ขวบ แม่ก็เสียชีวิต ผมกลายเป็นเด็กที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่อยู่เคียงข้าง ยายเป็นคนเลี้ยงดูผมมาตลอด ท่านทำหน้าที่ทุกอย่างแทนพ่อแทนแม่
ชีวิตในโรงเรียนก็ไม่ได้สวยงาม ผมถูกเพื่อนแกล้งอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่เจ็บยิ่งกว่าคือ คนในครอบครัวเองก็ไม่เคยเป็นที่พึ่ง ลูกชายของน้องสาวยาย ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของผม คอยกลั่นแกล้ง หาเรื่อง และทำให้ผมรู้สึกไม่มีความสุขมาตั้งแต่เด็ก แม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาก็ยังคอยหาเรื่องผมอยู่เสมอ
เมื่ออายุ 21 ปี ผมจับใบดำใบแดง แต่โชคไม่เข้าข้าง ผมจับได้ใบแดง จึงต้องเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 2 ปี
หลังปลดประจำการ ผมกลับมาอยู่บ้านที่จังหวัดลพบุรี ช่วงหนึ่งผมได้มีแฟน ผมคิดว่าชีวิตคงเริ่มดีขึ้น แต่เมื่ออายุ 26 ปี แฟนกลับทิ้งผมไป พร้อมบล็อกการติดต่อทุกช่องทาง ผมไม่มีโอกาสแม้แต่จะถามเหตุผล
ขณะเดียวกัน ลูกพี่ลูกน้องคนเดิมก็ยังคอยหาเรื่อง จนผมไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านได้ ผมจึงตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ และได้ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย
แต่ชีวิตก็ยังไม่หยุดทดสอบผม
ตอนอายุ 28 ปี ผมป่วยเป็นวัณโรค ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล และในช่วงนั้นเอง ผมก็ได้รับข่าวที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล ผมตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV
ความเจ็บป่วยทางร่างกายยังไม่พอ ก่อนหน้านั้นผมก็ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามานานแล้ว หลายวันที่ผมรู้สึกเหมือนไม่มีแรงจะใช้ชีวิต มองไม่เห็นอนาคต และคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า
มีช่วงเวลาที่ความทุกข์มันหนักเกินกว่าที่ผมจะรับไหว จนผมเคยพยายามจบชีวิตตัวเองหลายครั้ง เพราะในตอนนั้นผมคิดว่าการหายไปอาจเป็นทางออกเดียว แต่ทุกครั้งที่ผมยังมีลมหายใจอยู่ ผมก็เริ่มเข้าใจว่า บางทีชีวิตอาจกำลังให้โอกาสผมได้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง
จนกระทั่งอายุ 31 ปี ผมได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท ผมต้องต่อสู้กับอาการทางจิตใจที่คนภายนอกมองไม่เห็น ทั้งความหวาดระแวง ความคิดที่ถาโถม และวันที่จิตใจอ่อนแรงอย่างที่สุด
ทุกวันนี้ผมยังคงรักษาตัว กินยาตามที่แพทย์สั่ง พบแพทย์ตามนัด และพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด แม้จะมีบางวันที่อาการกำเริบ แต่ผมก็ไม่ยอมปล่อยมือจากการรักษา
ตอนนี้ผมอายุ 33 ปี ผมตกงาน หางานทำได้ยาก เพราะหลายคนมองที่ความเจ็บป่วยของผมมากกว่าความสามารถ ทั้งที่ผมก็อยากมีงานสุจริต อยากพึ่งพาตัวเอง และอยากใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป
บางครั้งผมก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า ผมไปทำเวรกรรมอะไรมากันแน่ ทำไมชีวิตถึงต้องเจอเรื่องหนักหนาขนาดนี้
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังไม่ยอมแพ้
ผมยังตื่นขึ้นมาในทุกเช้า ยังรักษาตัว ยังพยายามหางาน และยังมีความหวังลึก ๆ ว่าสักวันหนึ่ง ชีวิตของผมอาจมีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่
วันนี้ผมอาจยังไม่มีคำตอบว่าทำไมชีวิตถึงต้องเป็นแบบนี้ แต่ผมอยากเชื่อว่า ตราบใดที่ผมยังหายใจ ยังดูแลตัวเอง และยังไม่หยุดก้าวเดิน ชีวิตก็ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อเรียกร้องความสงสาร แต่ผมอยากเล่าให้รู้ว่า ยังมีคนธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องต่อสู้กับความสูญเสีย ความเจ็บป่วย และปัญหาชีวิตหลายอย่างพร้อมกัน
หากคุณได้อ่านมาถึงตรงนี้ ขอบคุณจากใจจริง
และหากวันนี้คุณกำลังเผชิญความทุกข์เหมือนกัน ผมอยากบอกว่า คุณไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง เช่นเดียวกับผมที่ยังพยายามใช้ชีวิตต่อไปในทุกวัน
ผมหวังว่าสักวันหนึ่ง ทั้งคุณและผม จะได้พบวันที่ชีวิตยิ้มให้เราอีกครั้ง