ภาคต่อ... แล้วค่ายรถตะวันตก เค้ามีแผนแก้เกม "China Speed" กันยังไง?

จากกระทู้ https://pantip.com/topic/44157851 ผมชวนคุยเรื่องโครงสร้างองค์กรแบบ Agile และซัพพลายเชนที่ทำให้ EV จีนพัฒนาได้เร็วทลายโลก ซึ่งมีเพื่อนๆ เข้ามาแลกเปลี่ยนมุมมองกันเยอะมาก (ขอบคุณทุกความเห็นครับ)
          ผมเลยอยากมาชวนคุยภาคต่อครับว่า ในเมื่อฝั่งจีนติดสปีดไปไกลขนาดนั้น แล้วพวกค่ายยักษ์ใหญ่ฝั่งตะวันตกและยุโรปอย่าง Volkswagen, BMW, Mercedes-Benz หรือฝั่งอเมริกาอย่าง Ford และ GM ที่ครองโลกมาเป็นร้อยปี เค้าอยู่เฉยๆ ไหม? แล้วเค้ามีแผนจะแก้เกมนี้ยังไงบ้าง?
          จากที่ผมลองตามข่าวและบทวิเคราะห์ในวงการยานยนต์ช่วงปีนี้ (2026) บอกเลยว่าฝั่งตะวันตกกำลัง "ดิ้นสุดขีด" และแผนการแก้เกมของพวกเค้าแซ่บมาก สรุปออกมาได้ 4 กลยุทธ์หลักๆ ครับ

1. ตั้งกำแพงภาษีล้อมเมือง (ซื้อเวลาให้ตัวเองหายใจ)
          นี่คือไพ่ใบแรกที่รัฐบาลฝั่งตะวันตกหยิบมาอุ้มค่ายรถในบ้านตัวเอง ยุโรปอัดภาษีนำเข้า EV จีนไป 30-40% ส่วนอเมริกากับแคนาดานี่ล่อไป 100% ปิดประตูตายไปเลย ถามว่ากั้นได้ถาวรไหม? คำตอบคือ "ไม่" ครับ เพราะค่ายจีนอย่าง BYD ก็กำลังเร่งสร้างโรงงานในยุโรป (เช่นที่ฮังการี) เพื่อเลี่ยงภาษีอยู่ดี แต่วิธีนี้ช่วย "ซื้อเวลา" ให้ค่ายยุโรปมีเวลาหายใจและปรับโครงสร้างองค์กรอีกสัก 2-3 ปี ก่อนจะโดนบุกถล่มแบบเต็มสูบ

2. สู้ไม่ได้... ก็ซื้อหุ้นร่วมมือซะเลย (ทางลัดข้าม Time Gap)
          ในเมื่อวิจัยแพลตฟอร์มกับซอฟต์แวร์เองมันช้า นานหลายปี ค่ายยุโรปหลายเจ้าเลยเลือกวิธี "ทางลัด" เดินเข้าหาค่ายจีนแล้วทุ่มเงินขอแชร์เทคโนโลยีซะเลย ที่เห็นชัดๆ คือ Volkswagen ยอมทุ่มทุนซื้อหุ้นและจับมือกับ XPENG ส่วนกลุ่ม Stellantis (เจ้าของพวก Peugeot, Fiat) ก็ไปดึง Leapmotor ของจีนมาร่วมทุนเพื่อเอาเทคโนโลยีมาทำรถ EV ราคาประหยัดขายทั่วโลก เรียกได้ว่ายืมจมูกจีนหายใจเพื่อเอาตัวรอดไปก่อน

3. รื้อโครงสร้างองค์กร แยกบริษัทลูกมาลุยสปีดแบบ Agile
          ค่ายยุโรปตระหนักแล้วว่า ถ้ายังใช้ระบบท่านประธานเซ็นอนุมัติ 10 เลเยอร์แบบเดิม ยังไงก็ตาย เค้าเลยเริ่มปฏิรูปภายใน หลายค่ายใช้วิธี "แยกบริษัทลูก" ออกมาดูแลเรื่อง EV และซอฟต์แวร์โดยเฉพาะ (เช่น Renault แยกบริษัทชื่อ Ampere ออกมา) เพื่อตัดวงจรความเทอะทะของบริษัทแม่ ให้ทีมทำงานเป็นแนวราบ (Flat) และรันงานแบบ Agile สปีดเดียวกับบริษัทเทคให้ได้ พร้อมกับยอมเจ็บตัวลดพนักงานฝ่ายบริหารแบบเก่าออก เพื่อผันงบไปจ้างวิศวกรซอฟต์แวร์รุ่นใหม่แทน

4. ถอยกลับมาตั้งหลักที่ "รถเล็กราคาจับต้องได้" และขยายเวลาไฮบริด
          เมื่อรู้ว่าสู้ราคารถ EV คันใหญ่หรูๆ ได้ยาก ค่ายยุโรปเริ่มเปลี่ยนมาส่งรถ EV ขนาดเล็ก (Mini-EV) ราคาไม่เกิน 25,000 ยูโร (ประมาณ 8-9 แสนบาท) ออกมาสู้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการชะลอแผนยกเลิกชิ้นส่วนน้ำมัน แล้วหันมาดันตลาด Plug-in Hybrid (PHEV) แทน เพราะเป็นตลาดที่พวกเขามีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์ดั้งเดิมเหนือกว่าจีน และเป็นการรองรับกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่พร้อมไปไฟฟ้าล้วนด้วย

          ส่วนตัวผมมองว่า เกมนี้ฝั่งตะวันตกไม่ได้ยอมแพ้ง่ายๆ หรอกครับ บารมีเก่าเค้ายังมีอยู่เยอะ แผนการแก้เกมตอนนี้คือการยอมลดอีโก้ หันมาเรียนรู้วิธีทำงานแบบจีน ผสมกับการใช้กลไกการเมืองและภาษีช่วยบล็อกเอาไว้
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่