อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้รถ EV จีนพัฒนาได้โคตรเร็ว จนค่ายตะวันตก-ญี่ปุ่นตามไม่ทัน?

ช่วงนี้ถ้าใครตามข่าววงการรถยนต์ จะเห็นเลยว่าค่ายรถไฟฟ้า (EV) จากจีนนี่มาแรงแบบฉุดไม่อยู่จริงๆ ไม่ใช่แค่ในไทยนะ แต่ลามไปทั่วโลก ตอนแรกหลายคนเคยคิดว่ารถจีนคงมาแวบๆ แล้วก็ไป หรือเด่นแค่เรื่องราคาถูก แต่ไปๆ มาๆ ตอนนี้กลายเป็นว่าค่ายจีนเป็นคนรันวงการ นำหน้าเรื่องเทคโนโลยี แบตเตอรี่ และความเร็วในการปล่อยรถรุ่นใหม่ๆ ไปซะอย่างนั้น
          ในขณะที่ค่ายรถดั้งเดิมฝั่งยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น ที่สั่งสมบารมีมาเป็นร้อยปี กลับดูขยับตัวช้าและตามหลังอยู่หลายก้าว ผมลองไปนั่งแกะดูว่าทำไมอุตสาหกรรม EV บ้านเขาถึงโตแบบก้าวกระโดดได้ขนาดนี้ สรุปออกมาได้ 5 มุมมองหลักๆ ที่น่าคิดครับ

1. เค้าไม่ได้เพิ่งเริ่มทำ แต่ซุ่มทำมา 20 ปีแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องฟลุ๊คครับ รัฐบาลจีนเค้ามองขาดมาตั้งแต่ช่วงปี 2000 ต้นๆ แล้วว่า ถ้าจะให้ไปแข่งทำเครื่องยนต์สันดาป (รถน้ำมัน) สู้พวกเยอรมันหรือญี่ปุ่น ยังไงก็ไล่ไม่ทัน เค้าเลยเลือกวิธี "กระโดดข้าม" มาลุยสายไฟฟ้าเต็มตัว ทุ่มงบอุดหนุนมหาศาล ทั้งคนผลิต คนซื้อ และคุมนโยบายป้ายทะเบียนรถในประเทศจนคนหันมาใช้ EV กันถล่มทลาย ในขณะที่ตอนนั้นค่ายตะวันตกยังลังเลและกอดกำไรจากรถน้ำมันอยู่เลย กว่าจะรู้ตัว จีนก็ทิ้งห่างไปไกลแล้ว

2. คุมซัพพลายเชนแบตเตอรี่แบบเบ็ดเสร็จ (ตั้งแต่ต้นน้ำ) หัวใจของรถ EV คือแบตเตอรี่ ซึ่งคิดเป็นต้นทุนเกือบครึ่งหนึ่งของรถทั้งคัน สิ่งที่จีนทำคือการไปกว้านซื้อสิทธิ์และสัมปทานเหมืองแร่สำคัญทั่วโลก ทั้งลิเธียม โคบอลต์ แกรไฟต์ เอามาแปรรูปเองในประเทศ จนเกิดยักษ์ใหญ่อย่าง CATL หรือ BYD ที่ผลิตแบตเตอรี่ส่งออกให้ค่ายรถทั่วโลก พอคุมต้นทุนวัตถุดิบได้เองในประเทศ รถ EV จีนเลยทำราคาได้ถูกและพัฒนาสูตรแบตใหม่ๆ ได้เร็วกว่าคนอื่นมาก

3. โครงสร้างองค์กรแบบ "Team-based" อันนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในฝั่งวิศวกรรมเลยครับ ค่ายรถดั้งเดิมฝั่งยุโรปหรือญี่ปุ่น มักทำงานเป็นระบบลำดับขั้น (Hierarchical) แยกแผนกชัดเจน กว่าจะอนุมัติชิ้นส่วนหรือปรับดีไซน์ต้องผ่านการประชุมหลายเลเยอร์ รถรุ่นนึงใช้เวลาพัฒนา 5-7 ปี แต่ค่ายจีนยุคใหม่ก๊อปปี้วิธีบริหารมาจากบริษัท Tech/Smartphone ครับ เค้าใช้โครงสร้างแบบแนวราบ (Flat) ตั้งทีมโปรเจกต์ข้ามสายงาน หันหน้าชนกัน พัฒนาโครงสร้างรถและซอฟต์แวร์ไปพร้อมๆ กัน อำนาจตัดสินใจอยู่ที่หัวหน้าทีม

4. บริหารงานแบบ "Agile สไตล์จีน" เร็วและปรับตัวไวตามตลาด ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว ค่ายรถจีนเอาแนวคิด Agile มาสับเปลี่ยนวิธีพัฒนารถยนต์แบบเดิมๆ ไปเลยครับ เค้าเน้นการรันงานแบบขนาน มีการใช้เทคโนโลยีแบบจำลองรถยนต์เสมือนจริง ทำให้ทีมซอฟต์แวร์สามารถเขียนโค้ดและทดสอบระบบล่วงหน้าไปได้เลยตั้งแต่ตัวรถคันจริงยังประกอบไม่เสร็จ
          นอกจากนี้ จุดเด่นของ Agile จีนคือ "ความยืดหยุ่นหน้างานสูงมาก" ถ้าเทรนด์ตลาดเปลี่ยน หรือซัพพลายเออร์มีแบตเตอรี่และชิปเซ็ตรุ่นใหม่ที่ดีกว่าเปิดตัวออกมา หัวหน้าทีมสามารถตัดสินใจทุบโต๊ะสั่งปรับเปลี่ยนแผนงานและเปลี่ยนสเปกหน้างานได้ทันทีโดยไม่ต้องรออนุมัติผ่านบอร์ดบริหารหลายชั้น ทำให้พวกเขาสามารถเข็นรถรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดได้ในเวลาแค่ 2-3 ปี ซึ่งเร็วกว่าค่ายดั้งเดิมเท่าตัว

5. ตลาดในบ้านแข่งกันโหดจัดเหมือน "เกมล่าชีวิต" ในจีนมีแบรนด์ EV แข่งกันเองเป็นร้อยแบรนด์ครับ สู้กันยิบตา ตัดราคากันยับ แบรนด์ไหนช้า แบรนด์ไหนห่วยคือเจ๊งและล้มละลายทันที สภาวะการแข่งขันที่โหดเหี้ยมขนาดนี้ มันบังคับให้แบรนด์ที่รอดชีวิตต้องมีประสิทธิภาพสูงสุด พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ออกมาดึงดูดลูกค้าตลอดเวลา
          ส่วนตัวผมมองว่า มันหมดยุคที่รถยนต์เป็นแค่เครื่องจักรกลแล้วล่ะ ตอนนี้มันกลายเป็น "สมาร์ทโฟนติดล้อ" ซึ่งเป็นเกมที่ฝั่งจีนถนัดมากๆ ค่ายรถดั้งเดิมประเทศอื่นถ้ายังไม่ยอมรื้อโครงสร้างองค์กร หรือไม่ยอมเปลี่ยนวิธีทำงานมาเป็นแบบ Agile เพื่อสู้กับ China Speed น่าจะเหนื่อยยาวๆ แน่นอน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่