จาก สุภาพร ถึง JAS - BDMS ช่องโหว่ของ ก.ล.ต. ทำไมนักลงทุนต้องรับกรรม ?



จาก สุภาพร ถึง JAS - BDMS ช่องโหว่ของ ก.ล.ต. ทำไมนักลงทุนต้องรับกรรม?

Key Points :

- ระบบรายงานการถือครองหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของ ก.ล.ต. มีช่องโหว่ ทำให้ข้อมูลเท็จหรือคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะโดยขาดการตรวจสอบ
- เกิดกรณีข้อมูลผิดพลาดหลายครั้งกับบริษัทใหญ่อย่าง TRUE, JAS และ BDMS ซึ่งสร้างความตื่นตระหนก ทำลายความเชื่อมั่นของตลาดทุน และนำไปสู่การเทขายหุ้น
- นักลงทุนรายย่อยเป็นผู้ได้รับผลกระทบและเสียหายทางการเงินโดยตรง จากการตัดสินใจลงทุนบนข้อมูลที่ผิดพลาด โดยยังไม่มีมาตรการเยียวยา หรือความรับผิดชอบที่ชัดเจนจากหน่วยงานกำกับดูแล



*** ในโลกของการลงทุน "ข้อมูล" คือสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุด แต่เมื่อใดก็ตามที่ข้อมูลสำคัญ ซึ่งถูกเผยแพร่โดยหน่วยงานกำกับดูแลระดับประเทศกลับมีความ "ผิดพลาด" หรือกลายเป็น "ข้อมูลเท็จ" ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ได้มีเพียงแค่ความตื่นตระหนกของตลาด แต่คือ การสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นที่ตลาดหลักทรัพย์ของประเทศควรจะมี เสียหายจนถึงขนาดว่าไม่กล้ารับผิดชอบ ถึงขนาดที่ว่า ถ้าหากสังคมไม่กดดัน ก็ไม่รู้ว่าจะมีการขยับตัวหรือมีความเคลื่อนไหวหรือไม่ หรือ จะยังทำมึนทำเฉยต่อไป  

กรณีล่าสุดที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งวงการ คือ การปรากฏชื่อของบุคคลที่แทบไม่มีใครรู้จักอย่าง "สุภาพร พิมพงษ์" ในระบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยระบุว่าเธอคนนี้เข้ามาถือหุ้นใหญ่ใน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE มากกว่า 7% คิดเป็นมูลค่าเฉียด 30,000 ล้านบาท

แต่ท้ายที่สุดเรื่องกลับหักมุม เมื่อ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการของ TRUE ออกมายืนยันเสียงแข็งว่า ข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริง พร้อมซัดแรงว่าเป็นแค่ "ข่าวเพี้ยน" และโบ้ยให้ไปถามความชัดเจนจาก ก.ล.ต. เอาเอง เพราะฝั่งบริษัทเองก็ไม่พบว่ามีธุรกรรมนี้เกิดขึ้นจริง

พอ ก.ล.ต. ลากสายตรวจสอบเชิงลึก ก็เจอสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่า เพราะไม่ใช่แค่หุ้น TRUE แต่ชื่อของ สุภาพร มีอยู่ในฐานข้อมูลที่อยู่ในระบบไปถึง 7 รายการ ครอบคลุม 6 บริษัทจดทะเบียน แถมยังเนียนอ้างธุรกรรมย้อนหลังไปถึงปี 2564 รวมมูลค่าปัจจุบันกว่า 94,000 ล้านบาท ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่า ชื่อของเธอไม่เคยอยู่ในทะเบียนผู้ถือหุ้นเลยสักครั้ง ซ้ำร้ายยังมีการนำข้อมูลการใช้สิทธิของคนอื่นมาสวมรอยหน้าตาเฉย

สุดท้ายสิ่งที่ ก.ล.ต. ทำได้ก็แค่เพียงลบข้อมูลทั้งหมดออกจากระบบ และแถลงข่าวว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมาย... ก็เท่านั้น

สำหรับเจ๊เมาธ์ เรื่องนี้มันไม่ได้ง่ายขนาดที่ว่าลบข้อความทิ้งแล้วจบกัน เพราะสิ่งที่เจ๊เมาธ์และสังคมอยากรู้มากกว่าคือ ในช่วงเวลาที่ข้อมูลเท็จเหล่านี้ยังคงค้างอยู่ในระบบอย่างเป็นทางการ จนมีนักลงทุนหลงเชื่อและตัดสินใจควักเงินจ่ายไป... ความเสียหายที่เกิดขึ้นตรงนั้นใครจะชดเชยหรือเยียวยา?

หลายคนอาจจะคิดว่า นี่เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่ความจริงแล้วตลาดทุนไทยเคยเจอเรื่อง "ตลกร้าย" บ่อยมาก เอาเฉพาะแค่ปี 2569 เพียงปีเดียวก็ปาเข้าไปมากถึง 3 ครั้ง แถมยังมีแต่บริษัทใหญ่ ๆ ซะด้วย

ย้อนกลับไปไม่ถึงสองเดือนก่อน ระบบรายงานแบบ 246-2 เจ้าเดิมเพิ่งจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับหุ้น บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เมื่อระบบโชว์หราว่า นายพิชญ์ โพธารามิก ผู้ถือหุ้นใหญ่ เทขายหุ้นออกมาเกือบครึ่งบริษัท หรือประมาณ 49.87%

แน่นอนว่าเมื่อคนระดับผู้ถือหุ้นใหญ่ทิ้งหุ้น นักลงทุนรายย่อยก็พากันขวัญเสีย แห่เทขายตามจนราคาดิ่งเหว แต่ต่อมาบริษัทต้องรีบแจงด่วนว่า ข้อมูลในระบบมัน "คลาดเคลื่อน" เพราะความจริง นายพิชญ์ขายไปแค่ 11 ล้านหุ้น หรือราว ๆ 0.1326% เท่านั้น

อีกรายคือ เมื่อช่วงต้นปีก็เป็นกรณีของ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ที่ระบบเคยรายงานว่า นางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ผู้ถือหุ้นใหญ่ เข้าซื้อหุ้นมูลค่ารวมสูงถึง 1,868 ล้านบาท แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ต้องมานั่งแก้ตัวเลขกันใหม่ว่า จริง ๆ แล้วซื้อไปแค่ 99 ล้านบาท ตัวเลขที่โชว์ตอนแรกหลอกตาคนทั้งตลาดให้สูงเกินจริงไปเกือบยี่สิบเท่า

แม้ว่าทั้งสามกรณีจะมีสาเหตุที่ต่างกันไป แต่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันราวกับนัดไว้คือ "ข้อมูลแรกที่เผยแพร่ออกมา ล้วนสร้างความเข้าใจผิดและทุบความเชื่อมั่นของตลาดจนพังยับเยิน" และทุกครั้ง... คนกลุ่มแรกที่ต้องรับกรรมและเจ็บตัวหนักที่สุดก็คือ นักลงทุนรายย่อย!!!  

แน่นอนว่า เมื่อมีผู้เสียหายก็จะต้องมีผู้ได้ประโยชน์...ใครจะไปรู้ว่า การตรวจสอบข้อมูลที่หละหลวมเหล่านี้ อาจกลายเป็นช่องทางให้เกิดการหาประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาสร้างโปรไฟล์ตัวตน เพื่อเคลมเครดิตปลอม ๆ หรือ การจับจังหวะเกาะกระแสลวงตา เพื่อลากราคาเล่นรอบ ซึ่งประโยชน์ที่ว่านี้มันมีแรงจูงใจมาจากเม็ดเงินระดับพันล้านหมื่นล้านบาททั้งสิ้น

เจ๊เมาธ์มองว่า ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การที่มีคนกรอกข้อมูลผิด หรือ กรอกข้อมูลเท็จ เพราะเรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกระบบ แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ ทำไมข้อมูลเหล่านี้จึงสามารถเผยแพร่สู่สาธารณะได้ทันที โดยไม่มีระบบตรวจสอบที่ดีและเหมาะสม?

เพราะสุดท้ายแล้ว การมาตามลบข้อมูลทีหลัง หรือ การแปะป้ายเตือนบอกว่า "ข้อมูลไม่ถูกต้อง" มันอาจจะช่วยทำให้เรื่องเงียบ แต่คำถามคือ มันเคยเรียกเงินที่สูญเสียไปของนักลงทุน หรือ เรียกคืนความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทยกลับมาได้บ้างไหม?

เจ๊เมาธ์ไม่ได้ต้องการรับรู้เพียงเรื่องของการไล่จับตัวคนผิดมาลงโทษ... แต่เป็นการทวงถามความรับผิดชอบจากผู้ดูแล (Regulators) ว่าเมื่อไหร่ตลาดทุนไทยจะมีระบบกลั่นกรองข้อมูลที่ปลอดภัย สมกับที่เคยโวมาตลอดว่าอยากจะโกอินเตอร์ และสมกับที่ประชาชนยอมมอบความไว้วางใจให้ แต่ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นไปจากระบบราชการไทยแบบโบราณเสียที เรื่องมันก็มีเท่านี้เองเจ้าค่ะ



ที่มา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่