ผมไม่เชื่อครับว่า คนเราจะดูแลสุขภาพได้ด้วยการเลิกกินทุกอย่างที่ตัวเองชอบ
เพราะชีวิตจริง…
เรายังอยากกินกะเพรา
ยังอยากกินหมูปิ้ง
ยังอยากกินชานม
และบางวันก็อยากนั่งหมูกระทะกับเพื่อนแบบไม่ต้องรู้สึกผิด
เรื่องสำคัญจึงไม่ใช่ “ห้ามกิน” แต่คือ ลดจุดที่ทำให้น้ำตาลพุ่ง แล้วเพิ่มสิ่งที่ทำให้อิ่มนานขึ้น เมนูเดิมยังอยู่ครับ แค่ปรับให้ร่างกายรับมือได้ง่ายกว่าเดิม
1. ไก่ทอด → ไก่อบหรือไก่ย่างสมุนไพร
ไก่ยังต้องหอม ยังต้องมีรสครับ ไม่ใช่เปลี่ยนเป็นอกไก่ต้มจืดจนกินแล้วเศร้า ฝืนกลืนลงคอเพราะคำว่าสุขภาพ ลองเปลี่ยนมาหมักกระเทียม พริกไทย รากผักชี แล้วอบหรือย่างแทนการชุบแป้งทอด กินกับน้ำจิ้มแจ่วหวานน้อย ได้โปรตีนเหมือนเดิม แต่อมน้ำมันและแป้งน้อยลงเยอะครับ
2. เบอร์เกอร์ → Burger Bowl
เนื้อยังอยู่
ชีสยังมีได้
ซอสก็ไม่ต้องหาย
แค่ลดขนมปัง ของทอด และซอสที่ใส่หนักเกินไป แล้วเพิ่มผัก ไข่ เห็ด หรืออะโวคาโดแทน จะกินเป็นชามหรือใช้ผักห่อก็ได้ครับ หัวใจหลักคือ เนื้อต้องยังเต็มคำ ไม่ใช่เหลือแต่ผักแล้วบอกว่านี่คือเบอร์เกอร์
3. หมูปิ้ง → หอมเหมือนเดิม แต่หวานน้อยลง
หมูปิ้งอร่อยเพราะกลิ่นย่าง กระเทียม พริกไทย และรสของเนื้อครับ ไม่จำเป็นต้องหวานจนเคลือบลิ้น ลดน้ำตาลในน้ำหมัก เลือกหมูที่ไม่ติดมันมาก กินคู่แตงกวา แล้วลดข้าวเหนียวลงบางส่วน แค่นี้มื้อเดิมก็น้ำตาลขึ้นช้ากว่าเดิมได้ครับ
4. ชานมไข่มุก → หวานน้อย โปรตีนเพิ่ม
ชานมเลิกยาก เพราะมันมีทั้งกลิ่นชา ความมัน และไข่มุกหนึบ ๆ ครับ วิธีปรับคือ ลดระดับความหวาน ใช้นมหรือนมถั่วเหลืองไม่หวาน เพิ่มโปรตีน และเปลี่ยนไข่มุกบางส่วนเป็นบุก แต่จำไว้นะครับ เพิ่มโปรตีนแล้ว น้ำตาลต้องลดด้วย ไม่ใช่เติมทุกอย่างเท่าเดิม แล้วเรียกว่าแก้วสุขภาพ
5. ส้มตำ → เพิ่มโปรตีนให้เป็นมื้อจริง
ส้มตำพื้นฐานไม่ได้แย่ครับ ปัญหามักอยู่ที่น้ำปรุงหวาน ข้าวเหนียวเยอะ และของทอดที่ตามมาเต็มโต๊ะ ลองเพิ่มไข่ต้ม ไก่ย่าง ปลาเผา กุ้ง หรือเต้าหู้เข้าไปแทน แล้วลดข้าวเหนียวลงนิดหนึ่ง จากของกินเล่นก็กลายเป็นมื้อที่อิ่มจริงได้เลยครับ
6. ข้าวกะเพรา → ข้าวลด เนื้อเพิ่ม
กะเพรายังกินได้ครับ ไม่ต้องลบออกจากชีวิต แค่ลดข้าวลงประมาณครึ่งหนึ่ง เพิ่มเนื้อ เพิ่มเห็ดหรือผัก และเปลี่ยนไข่ดาวอมน้ำมันเป็นไข่ดาวน้ำมันน้อยหรือไข่ต้ม จานยังดูเต็ม เพราะเราเพิ่มของที่ทำให้อิ่ม ไม่ใช่แค่ตักข้าวออกแล้วปล่อยให้จานดูน่าสงสารครับ
7. โจ๊ก → เพิ่มไข่ เพิ่มเนื้อ
โจ๊กเป็นเมนูย่อยง่าย แต่หิวใหม่เร็วครับ เพราะข้าวถูกต้มจนละเอียด และหลายชามมีโปรตีนน้อยมาก ลองเพิ่มไข่ 1–2 ฟอง หมูสับ ไก่ฉีก ปลา หรือเต้าหู้อ่อน เติมเห็ดกับขิงให้มากขึ้น โจ๊กยังเนียนเหมือนเดิม แต่อิ่มได้นานกว่าเดิมครับ
8. ข้าวมันไก่ → ไก่เพิ่ม ข้าวพอดี
ข้าวมันไก่ไม่ได้พังเพราะไก่ครับ จุดหนักอยู่ที่ข้าวมันเยอะ หนังเยอะ และน้ำจิ้มหวานเค็ม ลองสั่งข้าวน้อยลงหน่อย เพิ่มไก่ เพิ่มแตงกวาหรือผักลวก หนังไก่กินได้แต่ไม่ต้องทุกชิ้น น้ำจิ้มใช้พอมีรส ไม่ต้องเทจนข้าวแฉะครับ
9. หมูกระทะ → เนื้อสดเยอะ ของแปรรูปลดลง
หมูกระทะจริง ๆ ปรับง่ายมาก เพราะเราเป็นคนคีบเองทั้งหมด ให้เนื้อสด ไข่ เต้าหู้ เห็ด และผักเป็นหลัก ลดไส้กรอก ลูกชิ้น เบคอน บะหมี่ และน้ำจิ้มหวานลง มื้อนี้ยังสนุกเหมือนเดิมครับ แต่ถ้าคีบเนื้อกับผักก่อน แล้วค่อยแตะเส้นทีหลัง จะอิ่มเร็วและกินคาร์บน้อยลงเอง
10. พิซซ่า → แป้งบาง หน้าจัด
พิซซ่าไม่จำเป็นต้องกลายเป็นแผ่นผักแห้ง ๆ ครับ เลือกแป้งบาง เพิ่มหน้าไก่ ทูน่า กุ้ง เห็ด และพริกหวาน ลดไส้กรอกกับเปปเปอโรนบางส่วน ชีสยังมีได้ แค่ไม่ต้องหนาจนทุกคำมีแต่น้ำมัน แบบนี้ยังเป็นพิซซ่าที่อยากกิน ไม่ใช่เมนูทดลองที่กินครั้งเดียวแล้วเลิกครับ
จำง่าย ๆ เวลาปรับเมนูเดิม
• ลดข้าว แป้ง น้ำหวาน และซอสหวานที่มากเกินไป
• เพิ่มโปรตีนให้เห็นชัดในจาน
• เพิ่มผักหรือไฟเบอร์แบบที่ยังเข้ากับเมนู
• ของทอดเปลี่ยนเป็นย่าง อบ หรือน้ำมันน้อยลง
• ไม่ต้องตัดคาร์บหมด แค่ลดให้พอดี
• ให้มื้อนั้นยังอร่อยและยังดูเป็นอาหารที่เราอยากกินครับ
อาหารที่ดีไม่ควรทำให้เรารู้สึกว่ากำลังลงโทษตัวเองครับ กะเพรายังกินได้ ชานมก็ยังดื่มได้ หมูกระทะก็ยังนั่งกินกับเพื่อนได้ แค่รู้ว่าตรงไหนควรลด และตรงไหนควรเพิ่ม เพราะเวอร์ชันที่ทำต่อเนื่องได้ ย่อมดีกว่าเมนูคลีนที่ฝืนกินได้อยู่สามวันแล้วกลับไปหนักกว่าเดิม
Cr. FBหมอเจด
10 เมนูยอดฮิต กินยังไงให้อิ่มนาน น้ำตาลพุ่งน้อยลง