สูตรลับจับคู่! เลือกจักรยานไฟฟ้าให้โดนใจ ขี่สบาย ไม่ต้องออกแรงเยอะครับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปที่น่ารักทุกท่าน ผมคนเดิมคนดีคนคุ้นเคยที่หลงรักการเดินทางและเทคโนโลยีครับ วันนี้จะพาเพื่อนๆ มาเปิดโลกอีกใบที่รับรองว่าชีวิตการเดินทางของคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาลครับ เราจะมาคุยกันเรื่อง "จักรยานไฟฟ้า" ครับ

หลายคนอาจจะเคยคิดว่าจักรยานไฟฟ้ามันก็คือจักรยานติดมอเตอร์ธรรมดาๆ แหละมั้งครับ แต่ผมจะบอกว่ามันคือวิวัฒนาการที่ยอดเยี่ยมที่ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะเลยครับ ไม่ต้องกลัวเหนื่อย ไม่ต้องกลัวเหงื่อออกท่วมตัวตอนไปทำงาน ไม่ต้องกลัวขึ้นสะพานสูงๆ แล้วขาอ่อนแรงครับ แค่บิดนิดเดียว หรือออกแรงปั่นเบาๆ เจ้าสองล้อคันนี้ก็พร้อมพาเราไปได้ทุกที่แล้วครับ เหมือนมีซูเปอร์ฮีโร่ส่วนตัวคอยผลักดันเราไปข้างหน้าตลอดเวลาเลยครับ

แต่การจะเลือกจักรยานไฟฟ้าคู่ใจสักคันเนี่ย มันก็เหมือนการเลือกแฟนแหละครับ ต้องดูกันที่ใจ ที่กาย และคุณสมบัติหลายๆ อย่างหน่อยครับ ไม่งั้นซื้อมาแล้วไม่ตรงปก เดี๋ยวจะเสียใจทีหลังนะครับ ผมมี "สูตรลับ" ที่ลองใช้แล้วเวิร์คมาฝากครับ

1. พลังมอเตอร์และชนิดมอเตอร์ หัวใจสำคัญที่ต้องรู้ครับ



เรื่องแรกเลยที่เราต้องดูก็คือ "มอเตอร์" ครับ มอเตอร์นี่แหละคือหัวใจของจักรยานไฟฟ้าเลยครับ มันมี 2 แบบหลักๆ ครับ คือ
   Hub Motor (มอเตอร์ดุมล้อ) มักจะอยู่ที่ดุมล้อหน้าหรือหลังครับ ข้อดีคือราคาไม่แพงมาก ซ่อมบำรุงง่ายครับ เหมาะกับการใช้งานทั่วไปในเมือง ขี่ชิลๆ ครับ
   Mid-Drive Motor (มอเตอร์กลาง) จะติดตั้งอยู่ตรงกลางเฟรม ตรงตำแหน่งบันไดปั่นครับ ข้อดีคือมันส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ของจักรยานโดยตรง ทำให้มีแรงบิดที่ดีกว่า รู้สึกเป็นธรรมชาติในการปั่นมากกว่า ขึ้นเนินชันๆ สบายเลยครับ แต่ราคาก็จะสูงกว่าหน่อยนะครับ

ส่วน "วัตต์" ของมอเตอร์ก็สำคัญครับ ยิ่งวัตต์สูง แรงก็จะยิ่งเยอะครับ ถ้าใช้ในเมืองทั่วไป 250W-350W ก็เพียงพอแล้วครับ แต่ถ้าชอบลุย ชอบขึ้นเขา หรือเป็นคนตัวใหญ่หน่อย 500W ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ เลือกให้เหมาะกับสไตล์การใช้งานของเรานะครับ ไม่ใช่ซื้อมาแล้วได้แรงเกินไปจนล้อฟรี หรือแรงน้อยไปจนปั่นแล้วไม่ขึ้นนะครับ

2. แบตเตอรี่และระยะทาง ไปได้ไกลแค่ไหน ไม่ต้องกลัวแบตหมดครับ

แบตเตอรี่คือแหล่งพลังงานของเราครับ ให้ลองคิดดูว่าเราอยากขี่ไปไหนบ้าง ระยะทางเท่าไหร่ครับ แบตเตอรี่ส่วนใหญ่เป็นแบบลิเธียมไอออน (Lithium-ion) ครับ ที่ต้องดูคือ "ความจุ" (mAh หรือ Wh) และ "แรงดัน" (V) ครับ ยิ่งความจุเยอะ แรงดันเยอะ ก็จะขี่ได้ไกลขึ้นครับ

โดยเฉลี่ยแล้ว จักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่จะวิ่งได้ประมาณ 40-80 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งครับ แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างนะครับ เช่น น้ำหนักคนขี่ ความเร็วที่ใช้ ระดับการช่วยปั่น และสภาพถนนด้วยครับ ลองคำนวณระยะทางที่เราจะใช้เป็นประจำดูนะครับ จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าแบตจะหมดกลางทางนะครับ มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากๆ เลยนะครับ เหมือนกำลังจะถึงบ้านแล้วน้ำมันหมดกลางป่านั่นแหละครับ

3. วัสดุเฟรมและการออกแบบ หล่อเท่ เบาสบาย นั่งแล้วไม่ปวดหลังครับ



เฟรมของจักรยานไฟฟ้าก็มีหลายแบบครับ มีทั้งอลูมิเนียม สตีล หรือแม้กระทั่งคาร์บอนไฟเบอร์ครับ อลูมิเนียมจะเบาและแข็งแรงครับ ส่วนสตีลจะแข็งแรงทนทานกว่านิดหน่อย แต่ก็หนักกว่าครับ คาร์บอนไฟเบอร์เบาที่สุด แต่ก็แพงที่สุดครับ เลือกให้เหมาะกับงบประมาณและน้ำหนักที่เราต้องการนะครับ

นอกจากนี้ การออกแบบก็สำคัญครับ จักรยานบางรุ่นพับได้ ทำให้เราสามารถพกพาขึ้นรถไฟฟ้า หรือใส่ท้ายรถยนต์ไปเที่ยวต่างจังหวัดได้ง่ายๆ ครับ ลองดูขนาดล้อด้วยนะครับ ล้อเล็กก็คล่องตัว ล้อใหญ่ก็เกาะถนนได้ดีกว่าครับ ที่สำคัญที่สุดคือ "ความสบายในการนั่ง" ครับ ถ้าได้ลองคร่อมหรือลองปั่นจริงจะดีที่สุดครับ เพราะเราต้องอยู่กับมันนานๆ นะครับ ไม่งั้นอาจจะปวดก้น ปวดหลังเอาได้นะครับ

4. ระบบเบรกและยาง ปลอดภัยไว้ก่อน ชีวิตนี้มีค่าครับ

ระบบเบรกที่ดีคือสิ่งที่เรามองข้ามไม่ได้เลยครับ เบรกส่วนใหญ่มี 2 แบบหลักๆ ครับ คือ
   Disc Brake (ดิสก์เบรก) แบ่งเป็น Mechanical Disc Brake และ Hydraulic Disc Brake ครับ ดิสก์เบรกจะให้ประสิทธิภาพในการเบรกที่ดีเยี่ยมในทุกสภาพอากาศครับ โดยเฉพาะ Hydraulic Disc Brake จะให้สัมผัสที่นุ่มนวลและแม่นยำกว่าครับ
   V-Brake เป็นเบรกที่พบในจักรยานทั่วไป ราคาประหยัด แต่ประสิทธิภาพในการเบรกอาจจะสู้ดิสก์เบรกไม่ได้นะครับ โดยเฉพาะในหน้าฝนครับ

ส่วน "ยาง" ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ ยางที่มีดอกยางหนาๆ จะช่วยยึดเกาะถนนได้ดีกว่าครับ และอย่าลืมเช็กลมยางเป็นประจำด้วยนะครับ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเราเองครับ

5. ระบบช่วยปั่น (PAS) และเกียร์ ปรับได้ดั่งใจ อยากเหนื่อยแค่ไหนเลือกได้เลยครับ

จักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่จะมีระบบช่วยปั่น (Pedal Assist System - PAS) ครับ ซึ่งหมายถึงเมื่อเราออกแรงปั่น มอเตอร์ก็จะช่วยส่งกำลังออกมาครับ โดยจะมีหลายระดับให้เลือกครับ บางรุ่นมี 3 ระดับ บางรุ่นมี 5 ระดับครับ ยิ่งระดับสูง มอเตอร์ก็จะช่วยเรามากขึ้น เราก็จะออกแรงน้อยลงครับ ส่วน "เกียร์" ก็เหมือนจักรยานทั่วไปครับ มีไว้เพื่อปรับอัตราทด ให้เราปั่นได้สบายขึ้นในสถานการณ์ต่างๆ ครับ

ลองคิดดูนะครับว่าเราชอบความรู้สึกแบบไหน อยากให้มอเตอร์ช่วยเยอะๆ หรืออยากออกแรงปั่นบ้างเล็กน้อยครับ บางคนอาจจะชอบฟีลลิ่งที่เหมือนปั่นจักรยานปกติ แต่มีแรงส่งเสริมตลอดเวลาครับ บางคนก็อาจจะชอบให้มอเตอร์ทำงานเป็นหลัก แค่ปั่นแตะๆ ก็ไปได้แล้วครับ

6. งบประมาณและการบริการหลังการขาย ซื้อแล้วจบ ไม่ใช่ซื้อแล้วปวดหัวครับ

สุดท้ายแล้ว "งบประมาณ" ก็เป็นปัจจัยสำคัญครับ จักรยานไฟฟ้ามีราคาตั้งแต่หลักหมื่นต้นๆ ไปจนถึงหลายแสนเลยครับ ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ คุณภาพของอุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาครับ

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่หลายคนมองข้ามคือ "บริการหลังการขาย" ครับ ลองเลือกร้านค้าหรือแบรนด์ที่มีชื่อเสียง มีศูนย์บริการ หรือมีช่างผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลครับ เพราะจักรยานไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้อง การมีที่พึ่งยามฉุกเฉินจะช่วยให้เราสบายใจได้เยอะเลยครับ ไม่อย่างนั้นเกิดเสียขึ้นมาแล้วไม่มีใครซ่อมให้ จะกลายเป็นที่ทับกระดาษราคาแพงได้ง่ายๆ เลยนะครับ

หวังว่า "สูตรลับ" เหล่านี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เลือกจักรยานไฟฟ้าคู่ใจได้ง่ายขึ้นนะครับ การมีจักรยานไฟฟ้าดีๆ สักคันเนี่ย มันเปลี่ยนชีวิตการเดินทางได้จริงๆ ครับ จากที่เคยเบื่อรถติด ก็กลายเป็นได้ออกไปสูดอากาศ ได้เห็นอะไรใหม่ๆ ได้สุขภาพที่ดีขึ้นด้วยนะครับ แถมยังช่วยโลกประหยัดพลังงานอีกต่างหากครับ

ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม หรืออยากรู้เรื่องไหนเป็นพิเศษ ถามมาได้เลยนะครับ ผมยินดีตอบทุกคำถามครับ แล้วเจอกันใหม่กระทู้หน้านะครับ ขอบคุณมากครับ!
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่