วันนั้นที่ยายยังมีชีวิตอยู่ ผมคงไม่เจอความสูญเสียครั้งใหญ่ขนาดนี้

กระทู้สนทนา
ในตอนที่ จขกท. ยังอยู่ในช่วงวัยเด็ก พ่อแม่ไปทำงานต่างจังหวัด ยายได้ดูแลผมมาตลอด จนกระทั่งเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ยายก็ช่วยทำการบ้านให้ แต่พ่อแม่ไม่พอใจที่ยายทำการบ้านให้ผม เลยให้ผมย้ายไปเรียนกับแม่จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จนกระทั่งกลับมาเรียนในเมืองอีกครั้งที่วิทยาลัยเทคนิคอุบล โดยตอนนั้นน้าที่อยู่จังหวัดนครราชสีมาได้ย้ายลงมาอยู่ดูแลยายแทนผมเพราะผมยังเรียนระดับ ปวช. อยู่ น้าได้ทำงานที่ร้านซ่อมแอร์รถยนต์ คอยรับ-ส่งผมมาวิทยาลัยตลอดจนมาถึงวันที่น้าเสียไปในปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่ผมเข้าเรียนต่อในระดับ ปวส. พอดี ลุงก็เลยมาดูแลยายต่อจากน้าที่เสียไป

ภายหลังผมเรียนจบ ผมก็ต้องไปหางานทำอยู่หลายที่ แต่เนื่องด้วยสภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง ผู้คนตกงาน ผมจึงหันมาทำรีวิวรถยนต์อีซูซุโดยทำเหมือนงานประจำ มีรายได้ไว้พอดูแลตัวเองไปวันๆ ผมก็ได้ดูแลยายไปด้วย เพราะแม่ยังไม่เกษียณอายุราชการครู ต่อมาในปี 2565 แม่ก็ได้เกษียณและกลับมาอยู่บ้าน แต่หน้าที่การดูแลปรนนิบัติยายยังเป็นหน้าที่ผมเหมือนเดิม เพราะพี่น้องผมเขาไม่ใส่ใจดูแลยายได้ดีเท่าผมเลย ลุงให้เงินผมใช้อาทิตย์ละ 500 รวมค่าจ้างรีวิวรถอีก 100 บาทก็ 600 บาท ผมต้องไปซื้อกับข้าวให้ยายกินก่อนมาทำงานรีวิวทุกเช้าและหลังกลับจากทำงานทุกเย็น

จนในปี 2566 แม่ก็มาเส้นเลือดในสมองแตก เนื่องจากลื่นล้มในห้องน้ำแล้วศีรษะไปกระแทกชักโครก แต่ผมก็เดินไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น น้องชาย (หลาน) ของผมก็ได้โทรให้พี่สาวมารับแม่ไปโรงพยาบาลทันทีก่อนที่แม่จะหมดสติ ซึ่งผมก็ดูแลยายอยู่เหมือนเดิม ภายหลังจากที่แม่เข้าแอดมิทที่โรงพยาบาลพ่อก็ได้ลงมาอยู่ใกล้ชิดแม่ และได้ต่อว่าผมว่าผมไม่ดูแลแม่ ซึ่งผมก็บอกไปว่าลุงสั่งไว้ แต่พ่อไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมพูดเลยแม้แต่น้อย พอพ่อหนีกลับไปทำสวน ผมก็ได้นอนคุยกับยายว่า ยายอยู่กับผมไปนานๆ ได้ไหม เพราะตอนนี้ผมกำลังมีปัญหาชีวิต ไม่มีทางออกเลยนะยาย ผมก็ถามยายว่าไปหาหมอไหมยาย เผื่ออาการเส้นเลือดในสมองตีบจะดีขึ้นแล้วไม่เป็นอีก แต่ยายกลับปฏิเสธ

จนกระทั่งวันหนึ่งลุงได้โทรมาประมาณ 2 ทุ่มว่าจะพาไปเที่ยวเชียงใหม่นะ เตรียมเก็บข้าวของเสื้อผ้าด้วย แต่ระหว่างการเดินทางลุงก็บอกผมว่าเธอโชคดีแล้วที่ดูแลยาย ได้บุญเยอะกว่า หมดยายก็ขอให้ได้มีชีวิตที่ดีขึ้นนะ แน่นอนว่าลุงจะเอาเธอไปดูแลต่อจากนี้ และอยากให้เธอเป็นหลานรักของใครหลาย ๆ คน เมื่อเดินทางถึงเชียงใหม่ พักอยู่ที่บ้านน้า น้าก็ได้บอกว่าเธอโชคดีที่ดูแลปรนนิบัติยายได้ในขณะที่พี่น้องของตัวเธอเองยังไม่มีทีท่าว่าจะมาดูแลยายได้เลย ตอนเย็นครอบครัวของน้าได้พายายและผมไปทานข้าวเย็น และได้ประชุมกันว่าจะรับเลี้ยงยายและหลานคู่นี้ตลอดไป แต่ผลสุดท้ายก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ คืนแรกที่นอนบ้านน้า ยายได้คุยกับผมว่า เธอไม่ต้องกลับบ้านกับยายก็ได้ เพราะเธอเรียนจบมาแล้วต้องหางานทำและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ไม่ต้องกลับไปเป็นภาระพ่อกับแม่เธอเลย ให้พวกที่พร้อมดูแลเธอได้ดูแลเธอดีกว่านี้

ก่อนเดินทางกลับอุบล ผมได้คุยกับพี่ชาย (ลูกชายของน้า) ว่าผมขออยู่ที่นี่ได้ไหม ผมไม่อยากกลับไปเป็นภาระของครอบครัวตัวเองแล้ว เพราะเขามองว่าผมเป็นตัวปัญหาของเขานะครับ แต่พี่สาวก็บอกว่า ในอนาคตก็ต้องให้เขากลับมานะพ่อ (น้าของผม) แต่สุดท้ายก็ยังให้กลับอุบลกับยายอยู่ดี

จนถึงปี 2567 ก่อนยายเสีย ลุงได้พาไปเที่ยวเมืองโขง แขวงจำปาสัก ประเทศลาว เพื่อเป็นความทรงจำครั้งสุดท้าย ภายหลังจากที่ยายได้พักผ่อนนอนหลับไปแล้ว ลุงก็ได้อธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่ แต่ลุงก็ได้รู้ความจริงทั้งหมดเพราะเป็นเพื่อนกับแม่ในเฟสบุ๊ก เห็นแท็กพี่ชาย พี่สะใภ้ พี่สาว ว่าพากันทอดทิ้งยายไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ ปล่อยให้ผมดูแลยายคนเดียว แต่ลุงก็บอกว่าถ้าครอบครัวเธอจะมีปัญหากับเธอมาก ๆ เธอก็ตัดสินใจเอาเองว่าจะอยู่ต่อหรือหนีจากพวกเขาไป จนกระทั่งกลับมาบ้าน ยายได้คุยกับผมว่าทำไมไม่ตัดสินใจอยู่เชียงใหม่แต่แรก แล้วปัญหามันจะได้ไม่เกิดขึ้นกับตัวเธอจริงมั้ย?

จนมาวันที่ยายเสีย ผมได้ร้องไห้น้ำตาไหลไม่หยุดเพราะผมรักยายมากกว่าคนอื่น ๆ ในครอบครัวตัวเอง ผมก็บอกยายไปว่ายายไม่น่าตายเลย เพราะถ้ายายตายใครจะรับผมไปดูแล แล้วยายทำไมไม่ให้น้าดูแลล่ะยาย น้าบอกพวกเราเองไม่ใช่เหรอยายแต่ลุงก็บอกว่ามันจบแล้วละเธอ ยายไปสบายแล้ว

ที่งานศพของยายที่วัด ผมได้ไปคุยกับน้า พี่ชาย (ครอบครัวของน้า) ว่าตอนนี้ผมมีปัญหาชีวิต ผมจะทำอย่างไรต่อไป พ่อแม่มองว่าผมเป็นตัวปัญหา ถ้าผมอยู่กับพวกเขาต่อไปมันก็จะทำให้ผมทุกข์ใจแน่ ๆ ช่วยรับผมไปดูแลเถอะครับ ได้โปรด... ได้โปรดเห็นใจผมบ้างเถอะครับ แต่น้ากลับปฏิเสธ

หลังจากเสร็จพิธีงานศพยาย ทุกคนได้พากันไปกินข้าวร่วมกันแต่ผมก็ได้คุยกับลุงว่า ทำไมผมมันไร้น้ำยากับคนในครอบครัวตัวเองครับลุง เขาไม่รักผมแล้ว ผมจะทำยังไง ยายก็ไปสบายแล้ว แต่ลุงก็บอกว่าไม่ต้องสิ้นหวังไปไอ้แว่น (ชื่อของผมที่ลุงเรียก) ตราบใดที่เอ็งยังมีชีวิตอยู่ ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด พอหางานทำได้เงินเดือนและมีเงินเก็บมาก ๆ แล้วค่อยตัดสินใจดีดห่างออกมา จะไปอยู่ที่เชียงใหม่ก็ได้ แต่ต้องคอยติดต่อพี่ ๆ ทางเชียงใหม่บ้างก็ดี เผื่อจะมีโอกาสได้กลับไปทำงานและอยู่ใกล้ๆ พวกเขา

ทุกวันนี้ยายยังเป็นภาพจำติดตัวผมมาโดยตลอด ผมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ครอบครัวตัวเองเบี่ยงเบนความสนใจผมให้มากที่สุด ทั้งการพูดไม่ดีบ้าง หงุดหงิดบ้าง ทำพฤติกรรมแย่ๆ บ้าง เอาแต่ใจบ้าง ทรยศบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ผมหลุดพ้นจากปัญหาได้เลย เพราะผมรักญาติตัวเองมากกว่าครอบครัวตัวเองด้วยซ้ำไป

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่