เศรษฐกิจไทยป่วยมะเร็งเรื้อรัง ต้องเร่งรักษาคีโม

'เอกนิติ' กับบทบาท 'หมอรักษาโรค' เร่งผ่าตัดการคลัง ก่อนเกิดวิกฤตรอบใหม่
By นครินทร์ ศรีเลิศ | จับกระแส
EV +Solar Cell +AI มาครบทุกตัว

ประเด็นข่าว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง เปรียบตนเองเป็น "หมอ" ที่ต้องเร่งผ่าตัดแก้ปัญหาการคลังของประเทศ
โดยเฉพาะการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง เพื่อป้องกันวิกฤตรอบใหม่
ปัญหาการคลังสะท้อนจากงบประมาณปี 2570 ที่มีสัดส่วนรายจ่ายประจำสูงขึ้น
แต่รายจ่ายเพื่อการลงทุนกลับลดลง ทำให้พื้นที่ทางการคลังของประเทศแคบลง
มีความกังวลว่าวิกฤตเศรษฐกิจรอบต่อไปของไทยอาจเป็น "วิกฤตการคลัง"
เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะที่สูงเกือบ 67% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องเร่งแก้ไข
รายละเอียด ข่าว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ ในการเสนอ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าการจัดทำงบประมาณปี 2570 มีข้อจำกัด รัฐบาลนี้ได้เปิดเผยตัวเลขรายจ่ายจริงทั้งหมด ทำให้งบรายจ่ายประจำดูสูงขึ้น และส่งผลให้งบลงทุนใน พ.ร.บ.งบประมาณปีนี้ลดลง
เพื่อจะแก้ไขในเรื่องนี้เอกนิติเปรียบเทียบตัวเองว่าเป็น “หมอ” ที่จะเข้ามารักษา “โรค” ยอมที่จะเปิดแผลให้ชัดเจน เพื่อรักษาให้ถูกต้อง โดยตั้งใจจริงที่จะมาผ่าตัดโรคของงบประมาณที่ขาดดุลเรื้อรังมาอย่างยาวนาน
ในการเสนอ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าการจัดทำงบประมาณปี 2570 มีข้อจำกัด รัฐบาลนี้ได้เปิดเผยตัวเลขรายจ่ายจริงทั้งหมด ทำให้งบรายจ่ายประจำดูสูงขึ้น และส่งผลให้งบลงทุนใน พ.ร.บ.งบประมาณปีนี้ลดลง
เพื่อจะแก้ไขในเรื่องนี้เอกนิติเปรียบเทียบตัวเองว่าเป็น “หมอ” ที่จะเข้ามารักษา “โรค” ยอมที่จะเปิดแผลให้ชัดเจน เพื่อรักษาให้ถูกต้อง โดยตั้งใจจริงที่จะมาผ่าตัดโรคของงบประมาณที่ขาดดุลเรื้อรังมาอย่างยาวนาน
เขายอมรับว่าการแก้ปัญหาเรื่อง “งบประมาณ” และ “การคลัง” ของประเทศต้องใช้เวลา รัฐบาลได้ตั้งเป้าลดขาดดุลงบประมาณ 4.4% ของจีดีพีหรือ 8.6 แสนล้านบาทในปีก่อน ให้เหลือ 3.9% ของจีดีพี และมีเป้าหมายจะลดให้ต่ำกว่า 3% ภายในปี 2572 เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศ
เมื่อเข้าไปดูไส้ในร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2570 งบประจำกินพื้นที่ไปแล้วถึง 73.6% ของงบทั้งหมด หรือคิดเป็น 2.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากงบปี 2569 ขณะที่รายจ่ายลงทุนหดตัวลงมาเหลือแค่เพียง 20.8% คิดเป็นตัวเลข 7.89 แสนล้านบาท หรือปรับลดลง 8.4%
ในอดีตประเทศไทยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาหลายครั้ง ครั้งที่มีความเสียหายมากที่สุดคือวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 มีการลอยตัวค่าเงินบาท ปิดสถาบันการเงินหลายแห่ง ซึ่งเพิ่งจะครบรอบ 29 ปี ไปเมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา
บทเรียนจากวิกฤตในครั้งนั้นทำให้ประเทศไทยดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และธุรกิจอย่างระมัดระวัง มีการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจมากขึ้น อย่างไรก็ตามหลังจากวิกฤตที่กระทบกับเศรษฐกิจของประเทศอีกหลายครั้งมีผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบางจำนวนมากได้รับผลกระทบทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาดูแลผ่านมาตรการต่างๆจำนวนมาก รวมทั้งงบประจำที่เพิ่มขึ้น ภาระการคลังจึงเพิ่มมากขึ้นทุกปี
พื้นที่การคลังของประเทศที่หดแคบลง ทำให้หลายฝ่ายกลับมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะแม้ว่าประเทศไทยจะมีความเข้มแข็งและเสถียรภาพ หากมองผ่านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ การขาดดุลงบประมาณ และรายจ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นทุกปีถือเป็นความเสี่ยงเช่นกัน
หลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงว่าวิกฤตรอบต่อไปที่จะเกิดขึ้นมาจาก “วิกฤตการคลัง”
ในอดีตประเทศไทยเผชิญวิกฤตด้วยระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่สูงเพียง 40% แต่หากมีวิกฤตที่กระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในขณะนี้ พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เหลือน้อยมาก โดยหนี้สาธารณะของไทยปัจจุบันอยู่ที่ระดับเกือบ 67% ของจีดีพี หากเผชิญวิกฤตที่รุนแรงอาจนำไปสู่การขยายเพดานหนี้ ส่วนการกู้ยืมเงินเพิ่มเติมมาใช้รองรับวิกฤตอย่างการออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯในปี 2569 แม้มีความจำเป็นทางเศรษฐกิจแต่ก็ทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาของการคลังที่ใกล้จะเกิดวิกฤตสะท้อนผ่านการจัดสรรงบประมาณ พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปี 2570
เมื่องบประจำยังอยู่ในระดับสูง สิ่งที่น่ากังวลก็คือ สัดส่วนระหว่างรายจ่ายลงทุนเทียบกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ลดลงจนฝ่ายค้านบอกว่าเป็นการจัดการงบแบบไร้อนาคตซึ่งต้องเร่งปฏิรูปก่อนจะสายเกินไป
บทบาทของเอกนิติ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และรมว.คลัง ที่จะเข้ามาแก้ไขความเสี่ยงทางการคลังถือว่า
มีความสำคัญมากกับเศรษฐกิจของประเทศในระยะถัดไป ต้องเร่งผ่าตัดลดงบประจำ แก้ปัญหางบประมาณซ้ำซ้อน รั่วไหล
ก่อนที่จะเกิดวิกฤตการคลังในอนาคต
หลักการ 5T ของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)
เป็นวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์หลักที่ใช้ขับเคลื่อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย
ท่ามกลางวิกฤตความท้าทายระดับโลก ประกอบด้วย 5 แนวทางดังนี้
Target: การมุ่งเป้าหมายและใช้ทรัพยากรให้ตรงจุด เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Transition: การเร่งเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะการปรับตัวด้านพลังงานสะอาด
Transform: การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและการลงทุน เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเตรียมคนรองรับยุค AI และการปฏิรูปกฎระเบียบ
Transparency: การสร้างความโปร่งใสในภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลได้
Together: การทำงานร่วมกัน (Teamwork) ของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และภาควิชาการ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกัน
ที่มา
https://www.bangkokbiznews.com/economics/1241617
การแก้ไขเศรษฐกิจไทย 3 ระยะ มีดังนี้

ท่ามกลางยอดผลิตรถในไทย ยังไม่สามารถกลับมายืนที่เดิมได้อีกเลย

ที่มา
รอชม ขุนคลัง สั่งผ่าตัดมะเร็ง เศรษฐกิจไทย 3 ระยะ ด้วยหลักการ 5T
'เอกนิติ' กับบทบาท 'หมอรักษาโรค' เร่งผ่าตัดการคลัง ก่อนเกิดวิกฤตรอบใหม่
By นครินทร์ ศรีเลิศ | จับกระแส
EV +Solar Cell +AI มาครบทุกตัว
ประเด็นข่าว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง เปรียบตนเองเป็น "หมอ" ที่ต้องเร่งผ่าตัดแก้ปัญหาการคลังของประเทศ
โดยเฉพาะการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง เพื่อป้องกันวิกฤตรอบใหม่
ปัญหาการคลังสะท้อนจากงบประมาณปี 2570 ที่มีสัดส่วนรายจ่ายประจำสูงขึ้น
แต่รายจ่ายเพื่อการลงทุนกลับลดลง ทำให้พื้นที่ทางการคลังของประเทศแคบลง
มีความกังวลว่าวิกฤตเศรษฐกิจรอบต่อไปของไทยอาจเป็น "วิกฤตการคลัง"
เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะที่สูงเกือบ 67% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องเร่งแก้ไข
รายละเอียด ข่าว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ปัญหาของการคลังที่ใกล้จะเกิดวิกฤตสะท้อนผ่านการจัดสรรงบประมาณ พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปี 2570
เมื่องบประจำยังอยู่ในระดับสูง สิ่งที่น่ากังวลก็คือ สัดส่วนระหว่างรายจ่ายลงทุนเทียบกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ลดลงจนฝ่ายค้านบอกว่าเป็นการจัดการงบแบบไร้อนาคตซึ่งต้องเร่งปฏิรูปก่อนจะสายเกินไป
บทบาทของเอกนิติ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และรมว.คลัง ที่จะเข้ามาแก้ไขความเสี่ยงทางการคลังถือว่า
มีความสำคัญมากกับเศรษฐกิจของประเทศในระยะถัดไป ต้องเร่งผ่าตัดลดงบประจำ แก้ปัญหางบประมาณซ้ำซ้อน รั่วไหล
ก่อนที่จะเกิดวิกฤตการคลังในอนาคต
หลักการ 5T ของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)
เป็นวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์หลักที่ใช้ขับเคลื่อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย
ท่ามกลางวิกฤตความท้าทายระดับโลก ประกอบด้วย 5 แนวทางดังนี้
Target: การมุ่งเป้าหมายและใช้ทรัพยากรให้ตรงจุด เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Transition: การเร่งเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะการปรับตัวด้านพลังงานสะอาด
Transform: การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและการลงทุน เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเตรียมคนรองรับยุค AI และการปฏิรูปกฎระเบียบ
Transparency: การสร้างความโปร่งใสในภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลได้
Together: การทำงานร่วมกัน (Teamwork) ของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และภาควิชาการ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกัน
ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/economics/1241617
การแก้ไขเศรษฐกิจไทย 3 ระยะ มีดังนี้
ท่ามกลางยอดผลิตรถในไทย ยังไม่สามารถกลับมายืนที่เดิมได้อีกเลย
ที่มา