ตอนนี้รถ EV บนท้องถนนบ้านเราเยอะขึ้น สถานีชาร์จก็เปิดแข่งกันเยอะขึ้น ซึ่งมองในแง่ดีคือมันหาที่ชาร์จง่ายขึ้นแหละ แต่สิ่งที่น่าปวดหัวและกลายเป็น "ภาระ" ของคนขับรถ EV มาโดยตลอดคือ "จำนวนแอปพลิเคชันในมือถือ" ครับ ลองเปิดหน้าจอมือถือคนใช้ EV ทุกวันนี้ดูสิครับ มีแอปชาร์จรถไม่ต่ำกว่า 5-10 แอปแน่ๆ ตั้งแต่ค่ายใหญ่พลังงาน ยันค่ายใหม่มาแรง
- EV Station PluZ (ของ OR ปั๊ม PTT) / PEA VOLTA (ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) : สองอันนี้สายเดินทางไกลยังไงก็ต้องมี
- Spark EV : ค่ายใหม่มาแรงที่ขยายตามปั๊มบางจาก ตู้ชาร์จแรงสะใจดี แต่ก็ต้องโหลดแอปเพิ่มอีกอัน
- EleXA (กฟผ.) / MEA EV (การไฟฟ้านครหลวง) ReverSharger, EA Anywhere, EVolt, Altervim และอีกสารพัดค่าย
คำถามคือ "ทำไมเราต้องลงแอปเยอะขนาดนี้เพื่อแค่จะเติมพลังงานให้รถคันหนึ่ง?" ถ้าเทียบกับรถน้ำมัน เราแค่เลี้ยวเข้าปั๊มไหนก็ได้ ยื่นบัตรเครดิต จ่ายเงินสด หรือสแกน QR Code จบ แต่กับ EV คือต้องโหลดแอป ผูกบัตร บางค่ายอย่าง Spark หรือค่ายอื่นๆ ก็ยังบังคับให้เติมเงินเข้า Wallet ของแอปก่อนชาร์จ กลายเป็นเงินจมค้างอยู่ในแอปเต็มไปหมด แถมพอไปถึงหน้าตู้บางทีแอปเอ๋อ สแกนไม่ผ่าน ต้องมานั่งอัปเดตแอปกันตรงนั้นอีก น่าหงุดหงิดมากครับ
ทำไมมันถึงมีหลายแอปขนาดนี้?
ถ้ามองตามโครงสร้างธุรกิจและเทคโนโลยีในปัจจุบัน เหตุผลหลักๆ มีอยู่ 3 ข้อครับ
- ต่างคนต่างลงทุน ระบบใครระบบมัน : ทุกค่ายลงทุนลงตู้ชาร์จเอง ก็เลยพัฒนาซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันของตัวเองขึ้นมาเพื่อเก็บฐานข้อมูลลูกค้า (Data) และสร้าง Ecosystem เอาไว้ผูกใจลูกค้าด้วยระบบสมาชิก สะสมแต้ม
- กำแพงเรื่องค่าธรรมเนียมหลังบ้าน : การเชื่อมระบบชาร์จข้ามค่าย (Roaming) มันมีค่าธรรมเนียมที่ตกลงกันยาก ว่าค่ายไหนจะได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่ ค่ายใหญ่ที่มีตู้เยอะก็อาจจะรู้สึกไม่คุ้มที่จะเอาตู้ตัวเองไปแชร์ให้ค่ายอื่นสั่งชาร์จข้ามมา
- ความปลอดภัยและมาตรฐานที่ต่างกัน : ระบบสั่งเริ่ม-หยุดชาร์จของแต่ละแอปใช้โปรโตคอลการสื่อสารหลังบ้านที่ต่างคนต่างพัฒนา ทำให้การเชื่อมต่อแบบ Real-time ข้ามเครือข่ายยังมีช่องว่าง
แล้วไทยต้องทำยังไง? ถึงจะทำให้คนใช้รถไม่จำเป็นต้องลงหลายแอป
ถ้าจะแก้ปัญหานี้ให้เบ็ดเสร็จ ไม่ใช่แค่ให้เอกชนจับมือกันแบบสมัครสมานสามัคคี (เพราะสุดท้ายต่างคนก็ต่างรักษาผลประโยชน์ตัวเอง) ผมมองว่าเราต้องแก้ด้วยวิธีเหล่านี้ครับ
1. ภาครัฐต้องออกมาตรการบังคับ "National Roaming" รัฐ (บอร์ด EV หรือกระทรวงพลังงาน) ต้องเป็นเจ้าภาพกำหนดเลยว่า ทุกตู้ชาร์จที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย "ต้อง" รองรับระบบหลังบ้านที่คุยกันได้ทั้งหมด เพื่อให้เปิดแอปเจ้าใดเจ้าหนึ่ง (หรือแอปกลาง) แล้วสามารถสั่งชาร์จและตัดเงินตู้ของค่ายอื่นได้ทั่วประเทศ 100% เหมือนระบบตู้ ATM ในอดีตที่แบงก์ไหนก็กดได้
2. บังคับติดตั้งระบบ "จ่ายตรงหน้าตู้" (Direct Payment) ไม่ต้องผ่านแอป ในยุโรปตอนนี้มีกฎหมายออกมาแล้วว่า ตู้ชาร์จสาธารณะรุ่นใหม่ต้องมีช่องแตะบัตรเครดิต/เดบิต (Contactless) หรืออย่างน้อยที่สุดคือยอมให้สแกนจ่ายผ่าน QR Code PromptPay ของธนาคารโดยตรงหน้าตู้เลย ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ลูกค้าดาวน์โหลดแอปหรือสมัครสมาชิกก่อนถึงจะชาร์จได้
3. ยกระดับแอปกลางที่แท้จริง ไม่ใช่แค่แอปดูแผนที่ ทุกวันนี้เรามีแอปอย่าง PlugShare หรือ Saifah ไว้ดูทางและวางแผนเดินทาง แต่เรายังสั่งชาร์จจากแอปเหล่านี้ไม่ได้ ถ้าระบบหลังบ้านเปิดกว้าง แอปกลางเหล่านี้จะสามารถพัฒนาเป็นแอปเดียวที่ "ค้นหา นำทาง สั่งชาร์จ และจ่ายเงิน" จบในที่เดียวได้จริงๆ
ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าประเทศไทยยังอยากจะเป็น EV Hub จริงๆ เรื่องประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เลย การปล่อยให้ผู้บริโภคต้องมานั่งบริหารจัดการ 10 แอปในมือถือเพื่อชาร์จรถ มันสะท้อนถึงความไม่พร้อมของระบบการจัดการภาพรวม
ขับรถ EV ในไทย ทำไมแอปชาร์จเยอะเต็มเครื่อง? เมื่อไหร่จะบังคับรวมระบบ?
- EV Station PluZ (ของ OR ปั๊ม PTT) / PEA VOLTA (ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) : สองอันนี้สายเดินทางไกลยังไงก็ต้องมี
- Spark EV : ค่ายใหม่มาแรงที่ขยายตามปั๊มบางจาก ตู้ชาร์จแรงสะใจดี แต่ก็ต้องโหลดแอปเพิ่มอีกอัน
- EleXA (กฟผ.) / MEA EV (การไฟฟ้านครหลวง) ReverSharger, EA Anywhere, EVolt, Altervim และอีกสารพัดค่าย
คำถามคือ "ทำไมเราต้องลงแอปเยอะขนาดนี้เพื่อแค่จะเติมพลังงานให้รถคันหนึ่ง?" ถ้าเทียบกับรถน้ำมัน เราแค่เลี้ยวเข้าปั๊มไหนก็ได้ ยื่นบัตรเครดิต จ่ายเงินสด หรือสแกน QR Code จบ แต่กับ EV คือต้องโหลดแอป ผูกบัตร บางค่ายอย่าง Spark หรือค่ายอื่นๆ ก็ยังบังคับให้เติมเงินเข้า Wallet ของแอปก่อนชาร์จ กลายเป็นเงินจมค้างอยู่ในแอปเต็มไปหมด แถมพอไปถึงหน้าตู้บางทีแอปเอ๋อ สแกนไม่ผ่าน ต้องมานั่งอัปเดตแอปกันตรงนั้นอีก น่าหงุดหงิดมากครับ
ทำไมมันถึงมีหลายแอปขนาดนี้?
ถ้ามองตามโครงสร้างธุรกิจและเทคโนโลยีในปัจจุบัน เหตุผลหลักๆ มีอยู่ 3 ข้อครับ
- ต่างคนต่างลงทุน ระบบใครระบบมัน : ทุกค่ายลงทุนลงตู้ชาร์จเอง ก็เลยพัฒนาซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันของตัวเองขึ้นมาเพื่อเก็บฐานข้อมูลลูกค้า (Data) และสร้าง Ecosystem เอาไว้ผูกใจลูกค้าด้วยระบบสมาชิก สะสมแต้ม
- กำแพงเรื่องค่าธรรมเนียมหลังบ้าน : การเชื่อมระบบชาร์จข้ามค่าย (Roaming) มันมีค่าธรรมเนียมที่ตกลงกันยาก ว่าค่ายไหนจะได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่ ค่ายใหญ่ที่มีตู้เยอะก็อาจจะรู้สึกไม่คุ้มที่จะเอาตู้ตัวเองไปแชร์ให้ค่ายอื่นสั่งชาร์จข้ามมา
- ความปลอดภัยและมาตรฐานที่ต่างกัน : ระบบสั่งเริ่ม-หยุดชาร์จของแต่ละแอปใช้โปรโตคอลการสื่อสารหลังบ้านที่ต่างคนต่างพัฒนา ทำให้การเชื่อมต่อแบบ Real-time ข้ามเครือข่ายยังมีช่องว่าง
แล้วไทยต้องทำยังไง? ถึงจะทำให้คนใช้รถไม่จำเป็นต้องลงหลายแอป
ถ้าจะแก้ปัญหานี้ให้เบ็ดเสร็จ ไม่ใช่แค่ให้เอกชนจับมือกันแบบสมัครสมานสามัคคี (เพราะสุดท้ายต่างคนก็ต่างรักษาผลประโยชน์ตัวเอง) ผมมองว่าเราต้องแก้ด้วยวิธีเหล่านี้ครับ
1. ภาครัฐต้องออกมาตรการบังคับ "National Roaming" รัฐ (บอร์ด EV หรือกระทรวงพลังงาน) ต้องเป็นเจ้าภาพกำหนดเลยว่า ทุกตู้ชาร์จที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทย "ต้อง" รองรับระบบหลังบ้านที่คุยกันได้ทั้งหมด เพื่อให้เปิดแอปเจ้าใดเจ้าหนึ่ง (หรือแอปกลาง) แล้วสามารถสั่งชาร์จและตัดเงินตู้ของค่ายอื่นได้ทั่วประเทศ 100% เหมือนระบบตู้ ATM ในอดีตที่แบงก์ไหนก็กดได้
2. บังคับติดตั้งระบบ "จ่ายตรงหน้าตู้" (Direct Payment) ไม่ต้องผ่านแอป ในยุโรปตอนนี้มีกฎหมายออกมาแล้วว่า ตู้ชาร์จสาธารณะรุ่นใหม่ต้องมีช่องแตะบัตรเครดิต/เดบิต (Contactless) หรืออย่างน้อยที่สุดคือยอมให้สแกนจ่ายผ่าน QR Code PromptPay ของธนาคารโดยตรงหน้าตู้เลย ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ลูกค้าดาวน์โหลดแอปหรือสมัครสมาชิกก่อนถึงจะชาร์จได้
3. ยกระดับแอปกลางที่แท้จริง ไม่ใช่แค่แอปดูแผนที่ ทุกวันนี้เรามีแอปอย่าง PlugShare หรือ Saifah ไว้ดูทางและวางแผนเดินทาง แต่เรายังสั่งชาร์จจากแอปเหล่านี้ไม่ได้ ถ้าระบบหลังบ้านเปิดกว้าง แอปกลางเหล่านี้จะสามารถพัฒนาเป็นแอปเดียวที่ "ค้นหา นำทาง สั่งชาร์จ และจ่ายเงิน" จบในที่เดียวได้จริงๆ
ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าประเทศไทยยังอยากจะเป็น EV Hub จริงๆ เรื่องประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เลย การปล่อยให้ผู้บริโภคต้องมานั่งบริหารจัดการ 10 แอปในมือถือเพื่อชาร์จรถ มันสะท้อนถึงความไม่พร้อมของระบบการจัดการภาพรวม