# Morte Cucina : หนังที่ไม่ได้เล่าเรื่องอาหาร แต่เล่าเรื่อง "ความหิว" ของมนุษย์
ตอนเดินออกจากโรง สิ่งแรกที่ผมคิดไม่ใช่ว่าอาหารในหนังน่ากินหรือเปล่า แต่คือคำถามว่า
**มนุษย์เราหิวอะไรกันแน่**
หิวอาหาร หรือหิวกิเลส
หนังของเป็นเอก รัตนเรือง ใช้ "ครัว" เป็นฉาก แต่สิ่งที่กำลังปรุงอยู่ไม่ใช่อาหาร หากเป็นความโลภ ความหลง ความใคร่ ความแค้น และความอยากเอาชนะกันของมนุษย์
ทุกคนในเรื่องกำลังหิว
หิวความรัก
หิวการยอมรับ
หิวอำนาจ
หิวเซ็กซ์
หิวการแก้แค้น
จนสุดท้ายแทบไม่มีใครเหลือพื้นที่ให้ความสงบเลย
สิ่งที่ผมชอบคือ หนังไม่ตัดสินว่าใครดีหรือเลว ทุกคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง แต่ทุกคนก็ปล่อยให้ความอยากเป็นคนขับชีวิต
นี่แหละคือสิ่งที่น่ากลัว
## เหยื่ออาจกลายเป็นผู้ล่า
หลายคนมองว่านางเอกเป็นเหยื่อ เพราะเธอเคยถูกผู้ชายทำร้าย
แต่หนังกลับทำให้ผมตั้งคำถามว่า
เหยื่อจำเป็นต้องเป็นเหยื่อตลอดไปหรือ
เมื่อมีโอกาส คนที่เคยเจ็บปวดก็อาจใช้ความเจ็บปวดนั้นเป็นอาวุธ ใช้เสน่ห์ ใช้ความสัมพันธ์ ใช้การควบคุม เพื่อให้ตัวเองกลับมาอยู่เหนือคนอื่น
หนังจึงไม่ได้พูดถึงเหยื่อกับผู้ล่าแบบขาวกับดำ
แต่มันกำลังบอกว่า
**มนุษย์คนเดียวกัน อาจเป็นทั้งเหยื่อและผู้ล่าในเวลาเดียวกัน**
ความเจ็บปวดไม่ได้ทำให้คนเป็นคนดีเสมอไป
## ศาสนากับโลกที่เต็มไปด้วยกิเลส
อีกอย่างที่สะดุดใจคือ การมีตัวละครมุสลิมและองค์ประกอบทางศาสนาอยู่ในเรื่อง
ผมไม่ได้มองว่าหนังกำลังบอกว่าศาสนาไหนดีกว่าศาสนาไหน
แต่เหมือนกำลังวางภาพเปรียบเทียบ
ด้านหนึ่งคือโลกที่มีวินัย มีข้อกำหนด และพยายามควบคุมตนเอง
อีกด้านคือโลกสมัยใหม่ที่พูดถึงเสรีภาพตลอดเวลา
แต่คำถามคือ
เสรีภาพที่เราได้มา ทำให้เราเป็นอิสระจริงหรือ
หรือสุดท้าย เราแค่เปลี่ยนจากการถูกกฎควบคุม มาเป็นการถูกกิเลสควบคุมแทน
## อาหารรักษาคน หรืออาหารปลุกกิเลส
ผมเป็นลูกศิษย์หมอเขียว
สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือ อาหารไม่ใช่แค่ของกิน
อาหารเป็นยา
อาหารเป็นการฝึกใจ
การกินอย่างพอดีช่วยลดความโลภ ลดความอยาก ลดการตามใจตัวเอง
พอมาดู Morte Cucina จึงรู้สึกเหมือนเห็นอีกด้านหนึ่งของอาหาร
อาหารในหนังไม่ได้เยียวยาใคร
กลับกลายเป็นเครื่องมือของความใคร่
ของอำนาจ
ของการครอบครอง
ของการแก้แค้น
อาหารอย่างเดียวกัน
แต่เจตนาของคนใช้ต่างกัน
จึงให้ผลลัพธ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง
## ฉากที่ฮาที่สุด กลับเป็นฉากศพ
ยอมรับว่าผมหัวเราะกับฉากศพที่เปลือยจนเห็นอวัยวะเพศ
ไม่ใช่เพราะความตายเป็นเรื่องตลก
แต่เพราะจังหวะของหนังทำให้คนดูตกใจจนหลุดหัวเราะ
เป็นอารมณ์ขันแบบดำที่เป็นเอกถนัด
ชีวิตของมนุษย์ที่เคยทะเยอทะยาน เคยดิ้นรน เคยแย่งชิง สุดท้ายก็เหลือเพียงร่างกายที่ไร้อำนาจ
## แล้วพี่ยอดมีไว้ทำไม
ผมยังรู้สึกว่าตัวละครพี่ยอดไม่ได้มีบทบาทมากนัก
ต่อให้ตัดออก เนื้อเรื่องหลักก็แทบไม่เปลี่ยน
แต่บางทีเขาอาจมีไว้เพื่อยืนยันว่า โลกทั้งใบในหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างก็ถูกแรงขับของตัวเองพาไป ไม่ใช่เฉพาะตัวละครหลักเท่านั้น
## หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดเรื่องอาหาร
สุดท้าย ผมคิดว่า Morte Cucina ไม่ได้พูดเรื่องอาหารเลย
แต่มันกำลังพูดถึง "ความหิว"
ความหิวที่ไม่มีอาหารจานไหนทำให้อิ่ม
ความหิวที่เกิดจากใจของมนุษย์
และเมื่อใจยังหิว
ไม่ว่าจะมีเงิน มีอำนาจ มีความรัก หรือมีเซ็กซ์มากแค่ไหน
มนุษย์ก็ยังวิ่งตามความอยากต่อไปไม่รู้จบ
บางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่หนังไม่ได้ให้คำตอบ
เพราะคำตอบไม่ได้อยู่ในครัว
แต่อยู่ในใจของคนดูแต่ละคนว่า
วันนี้...
เรากำลังกินอาหาร
หรือกำลังปล่อยให้อาหารของกิเลสกินเราอยู่

Morte Cucina : หนังที่ไม่ได้เล่าเรื่องอาหาร แต่เล่าเรื่อง "ความหิว" ของมนุษย์
ตอนเดินออกจากโรง สิ่งแรกที่ผมคิดไม่ใช่ว่าอาหารในหนังน่ากินหรือเปล่า แต่คือคำถามว่า
**มนุษย์เราหิวอะไรกันแน่**
หิวอาหาร หรือหิวกิเลส
หนังของเป็นเอก รัตนเรือง ใช้ "ครัว" เป็นฉาก แต่สิ่งที่กำลังปรุงอยู่ไม่ใช่อาหาร หากเป็นความโลภ ความหลง ความใคร่ ความแค้น และความอยากเอาชนะกันของมนุษย์
ทุกคนในเรื่องกำลังหิว
หิวความรัก
หิวการยอมรับ
หิวอำนาจ
หิวเซ็กซ์
หิวการแก้แค้น
จนสุดท้ายแทบไม่มีใครเหลือพื้นที่ให้ความสงบเลย
สิ่งที่ผมชอบคือ หนังไม่ตัดสินว่าใครดีหรือเลว ทุกคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง แต่ทุกคนก็ปล่อยให้ความอยากเป็นคนขับชีวิต
นี่แหละคือสิ่งที่น่ากลัว
## เหยื่ออาจกลายเป็นผู้ล่า
หลายคนมองว่านางเอกเป็นเหยื่อ เพราะเธอเคยถูกผู้ชายทำร้าย
แต่หนังกลับทำให้ผมตั้งคำถามว่า
เหยื่อจำเป็นต้องเป็นเหยื่อตลอดไปหรือ
เมื่อมีโอกาส คนที่เคยเจ็บปวดก็อาจใช้ความเจ็บปวดนั้นเป็นอาวุธ ใช้เสน่ห์ ใช้ความสัมพันธ์ ใช้การควบคุม เพื่อให้ตัวเองกลับมาอยู่เหนือคนอื่น
หนังจึงไม่ได้พูดถึงเหยื่อกับผู้ล่าแบบขาวกับดำ
แต่มันกำลังบอกว่า
**มนุษย์คนเดียวกัน อาจเป็นทั้งเหยื่อและผู้ล่าในเวลาเดียวกัน**
ความเจ็บปวดไม่ได้ทำให้คนเป็นคนดีเสมอไป
## ศาสนากับโลกที่เต็มไปด้วยกิเลส
อีกอย่างที่สะดุดใจคือ การมีตัวละครมุสลิมและองค์ประกอบทางศาสนาอยู่ในเรื่อง
ผมไม่ได้มองว่าหนังกำลังบอกว่าศาสนาไหนดีกว่าศาสนาไหน
แต่เหมือนกำลังวางภาพเปรียบเทียบ
ด้านหนึ่งคือโลกที่มีวินัย มีข้อกำหนด และพยายามควบคุมตนเอง
อีกด้านคือโลกสมัยใหม่ที่พูดถึงเสรีภาพตลอดเวลา
แต่คำถามคือ
เสรีภาพที่เราได้มา ทำให้เราเป็นอิสระจริงหรือ
หรือสุดท้าย เราแค่เปลี่ยนจากการถูกกฎควบคุม มาเป็นการถูกกิเลสควบคุมแทน
## อาหารรักษาคน หรืออาหารปลุกกิเลส
ผมเป็นลูกศิษย์หมอเขียว
สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือ อาหารไม่ใช่แค่ของกิน
อาหารเป็นยา
อาหารเป็นการฝึกใจ
การกินอย่างพอดีช่วยลดความโลภ ลดความอยาก ลดการตามใจตัวเอง
พอมาดู Morte Cucina จึงรู้สึกเหมือนเห็นอีกด้านหนึ่งของอาหาร
อาหารในหนังไม่ได้เยียวยาใคร
กลับกลายเป็นเครื่องมือของความใคร่
ของอำนาจ
ของการครอบครอง
ของการแก้แค้น
อาหารอย่างเดียวกัน
แต่เจตนาของคนใช้ต่างกัน
จึงให้ผลลัพธ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง
## ฉากที่ฮาที่สุด กลับเป็นฉากศพ
ยอมรับว่าผมหัวเราะกับฉากศพที่เปลือยจนเห็นอวัยวะเพศ
ไม่ใช่เพราะความตายเป็นเรื่องตลก
แต่เพราะจังหวะของหนังทำให้คนดูตกใจจนหลุดหัวเราะ
เป็นอารมณ์ขันแบบดำที่เป็นเอกถนัด
ชีวิตของมนุษย์ที่เคยทะเยอทะยาน เคยดิ้นรน เคยแย่งชิง สุดท้ายก็เหลือเพียงร่างกายที่ไร้อำนาจ
## แล้วพี่ยอดมีไว้ทำไม
ผมยังรู้สึกว่าตัวละครพี่ยอดไม่ได้มีบทบาทมากนัก
ต่อให้ตัดออก เนื้อเรื่องหลักก็แทบไม่เปลี่ยน
แต่บางทีเขาอาจมีไว้เพื่อยืนยันว่า โลกทั้งใบในหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่ต่างก็ถูกแรงขับของตัวเองพาไป ไม่ใช่เฉพาะตัวละครหลักเท่านั้น
## หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดเรื่องอาหาร
สุดท้าย ผมคิดว่า Morte Cucina ไม่ได้พูดเรื่องอาหารเลย
แต่มันกำลังพูดถึง "ความหิว"
ความหิวที่ไม่มีอาหารจานไหนทำให้อิ่ม
ความหิวที่เกิดจากใจของมนุษย์
และเมื่อใจยังหิว
ไม่ว่าจะมีเงิน มีอำนาจ มีความรัก หรือมีเซ็กซ์มากแค่ไหน
มนุษย์ก็ยังวิ่งตามความอยากต่อไปไม่รู้จบ
บางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่หนังไม่ได้ให้คำตอบ
เพราะคำตอบไม่ได้อยู่ในครัว
แต่อยู่ในใจของคนดูแต่ละคนว่า
วันนี้...
เรากำลังกินอาหาร
หรือกำลังปล่อยให้อาหารของกิเลสกินเราอยู่