หลายปีที่ผ่านมา ร้านกาแฟส่วนใหญ่แข่งขันกันด้วยการตกแต่งร้านให้น่านั่ง มีปลั๊กไฟ Wi-Fi และบรรยากาศที่เหมาะกับการทำงาน เพื่อให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในร้านให้นานที่สุด แต่มีร้านกาแฟแบรนด์หนึ่งในสหรัฐฯ ที่เลือกเดินสวนทางกับทุกคน นั่นคือ
7 Brew
ร้านของเขาไม่มีโต๊ะให้นั่ง ไม่มีโซฟา ไม่มี Wi-Fi และแทบไม่มีพื้นที่ภายในร้าน ลูกค้าเพียงขับรถเข้ามา สั่งเครื่องดื่ม รับกาแฟ แล้วขับออกไป ใช้เวลาเฉลี่ยเพียงประมาณ 9 นาที
แม้โมเดลจะดูเรียบง่าย แต่กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว จากร้านเล็ก ๆ ที่เปิดในปี 2017 ปัจจุบันมีมากกว่า 700 สาขาใน 38 รัฐ และสร้างยอดขายในปี 2025 เกือบ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 39,000 ล้านบาท
สิ่งที่ทำให้ 7 Brew เติบโต
- ไม่แข่งขันกับร้านใหญ่ในทำเลทอง แต่เลือกเปิดในเมืองรองและชานเมืองที่คู่แข่งน้อย
- ร้านขนาดเล็ก ไม่มีพื้นที่นั่ง ลดต้นทุนค่าเช่า ค่าก่อสร้าง และจำนวนพนักงาน
- เน้น Drive-Thru เป็นหลัก ทำให้บริการรวดเร็ว ลูกค้าใช้เวลาน้อยกว่าหลายแบรนด์
- ราคาเข้าถึงง่าย พร้อมตัวเลือกปรับแต่งเครื่องดื่มจำนวนมาก จนมีสูตรให้เลือกกว่า 20,000 แบบ
- ใช้ระบบแฟรนไชส์ขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว และได้รับเงินลงทุนจาก Blackstone
- อาศัยพลังของ TikTok และโซเชียลมีเดีย ช่วยสร้างกระแสโดยแทบไม่ต้องโฆษณาแบบเดิม
สิ่งที่น่าสนใจ
- ความสำเร็จของ 7 Brew ไม่ได้เกิดจากการมีร้านสวยที่สุดหรือกาแฟที่ดีที่สุด แต่เกิดจากการเข้าใจว่าผู้บริโภคยุคนี้ให้คุณค่ากับอะไร
- หลายคนไม่ได้ต้องการนั่งร้านกาแฟ แต่ต้องการกาแฟดี ๆ ที่ซื้อได้รวดเร็ว ราคาไม่แพง และไม่เสียเวลาในช่วงเช้าก่อนไปทำงาน
- ในขณะเดียวกัน Starbucks ก็เลือกเดินอีกทาง โดยกลับมาเน้นการสร้างประสบการณ์ในร้าน (Coffeehouse Experience) เพื่อให้ลูกค้าใช้เวลาพักผ่อนหรือทำงานภายในร้าน
จึงทำให้ตลาดร้านกาแฟในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 แนวทางชัดเจน
- สายความสะดวก เน้นรวดเร็ว ซื้อกลับ และ Drive-Thru
- สายประสบการณ์ เน้นบรรยากาศ การนั่งทำงาน และการใช้เวลาในร้าน
สุดท้ายแล้ว ทั้งสองโมเดลอาจไม่ได้แข่งกันโดยตรง แต่ตอบโจทย์ผู้บริโภคคนละช่วงเวลาและคนละไลฟ์สไตล์
ที่มา
ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์
ร้านกาแฟ 7 Brew Drive-Thru โตเร็วที่สุดในอเมริกา ยอดขายเกือบ 4 หมื่นล้านบาท เพราะอะไร?
ร้านของเขาไม่มีโต๊ะให้นั่ง ไม่มีโซฟา ไม่มี Wi-Fi และแทบไม่มีพื้นที่ภายในร้าน ลูกค้าเพียงขับรถเข้ามา สั่งเครื่องดื่ม รับกาแฟ แล้วขับออกไป ใช้เวลาเฉลี่ยเพียงประมาณ 9 นาที
แม้โมเดลจะดูเรียบง่าย แต่กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว จากร้านเล็ก ๆ ที่เปิดในปี 2017 ปัจจุบันมีมากกว่า 700 สาขาใน 38 รัฐ และสร้างยอดขายในปี 2025 เกือบ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 39,000 ล้านบาท
สิ่งที่ทำให้ 7 Brew เติบโต
- ไม่แข่งขันกับร้านใหญ่ในทำเลทอง แต่เลือกเปิดในเมืองรองและชานเมืองที่คู่แข่งน้อย
- ร้านขนาดเล็ก ไม่มีพื้นที่นั่ง ลดต้นทุนค่าเช่า ค่าก่อสร้าง และจำนวนพนักงาน
- เน้น Drive-Thru เป็นหลัก ทำให้บริการรวดเร็ว ลูกค้าใช้เวลาน้อยกว่าหลายแบรนด์
- ราคาเข้าถึงง่าย พร้อมตัวเลือกปรับแต่งเครื่องดื่มจำนวนมาก จนมีสูตรให้เลือกกว่า 20,000 แบบ
- ใช้ระบบแฟรนไชส์ขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว และได้รับเงินลงทุนจาก Blackstone
- อาศัยพลังของ TikTok และโซเชียลมีเดีย ช่วยสร้างกระแสโดยแทบไม่ต้องโฆษณาแบบเดิม
สิ่งที่น่าสนใจ
- ความสำเร็จของ 7 Brew ไม่ได้เกิดจากการมีร้านสวยที่สุดหรือกาแฟที่ดีที่สุด แต่เกิดจากการเข้าใจว่าผู้บริโภคยุคนี้ให้คุณค่ากับอะไร
- หลายคนไม่ได้ต้องการนั่งร้านกาแฟ แต่ต้องการกาแฟดี ๆ ที่ซื้อได้รวดเร็ว ราคาไม่แพง และไม่เสียเวลาในช่วงเช้าก่อนไปทำงาน
- ในขณะเดียวกัน Starbucks ก็เลือกเดินอีกทาง โดยกลับมาเน้นการสร้างประสบการณ์ในร้าน (Coffeehouse Experience) เพื่อให้ลูกค้าใช้เวลาพักผ่อนหรือทำงานภายในร้าน
จึงทำให้ตลาดร้านกาแฟในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 แนวทางชัดเจน
- สายความสะดวก เน้นรวดเร็ว ซื้อกลับ และ Drive-Thru
- สายประสบการณ์ เน้นบรรยากาศ การนั่งทำงาน และการใช้เวลาในร้าน
สุดท้ายแล้ว ทั้งสองโมเดลอาจไม่ได้แข่งกันโดยตรง แต่ตอบโจทย์ผู้บริโภคคนละช่วงเวลาและคนละไลฟ์สไตล์
ที่มา ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์