เวลาเห็นข่าวหรือคอมเมนต์ตามโซเชียล หลายครั้งคนทำงานเป็นข้าราชการอย่างเราๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ครับว่า พวกเรากลายเป็น "จำเลยของสังคม" อยู่ตลอดเวลา
ผมเข้าใจดีและไม่เคยลืมคำว่า "เงินเดือนมาจากภาษีประชาชน" แต่ในความเป็นจริง เราก็คือคนทำงานที่ใช้แรงกาย แรงสมอง แลกกับค่าตอบแทนนั้นมาเหมือนกันครับ
วันนี้เลยอยากมาชวนคุยและแลกเปลี่ยนมุมมองกันด้วยใจที่เป็นธรรม ลองถอดอคติออกก่อน แล้วมองในมุมของ "ข้อตกลงสภาพการจ้างงาน" ดูครับ
1. สวัสดิการและบำนาญ ไม่ใช่ของได้เปล่า แต่คือข้อแลกเปลี่ยน
สิ่งหนึ่งที่ข้าราชการต่างจากพนักงานเอกชนอย่างชัดเจนคือ "บัญชีเงินเดือน" ครับ ข้าราชการทุกคนมีบัญชีเงินเดือนเดียว เริ่มต้นจากฐานเดียวกันหมด ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหน และการเลื่อนขั้นก็ถูกกำหนดไว้ตามกฎหมาย (สูงสุดไม่เกิน 6% ต่อปี)
ในขณะที่เอกชน ถ้าคุณไม่มีทักษะ คุณอาจได้ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ถ้าคุณเก่งหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง คุณสามารถเรียกเงินเดือนสูงปรี๊ดพร้อมสวัสดิการดีๆ จากบริษัทข้ามชาติได้เลย ซึ่งข้าราชการไม่มีทางได้แตะตัวเลขแบบนั้น
คำถามคือ... ถ้าเป็นตัวคุณเอง หรือลูกหลานคุณที่เป็นคนเก่ง มีศักยภาพสูง แล้วมีคนบอกว่าให้มาทำงานที่นี่นะ แต่เงินเดือนน้อยกว่าตลาด ไม่มีบำเหน็จบำนาญ ไม่มีค่ารักษาพยาบาลให้... คุณจะเลือกมาทำไหมครับ?
ถ้าอยู่ในจุดที่ทำเพื่อประเทศชาติได้ เราอยากทำอยู่แล้วครับ แต่จะให้ทำงานเพื่อประเทศแล้วคุณภาพชีวิตตัวเองย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ลองถามใจตัวเองดูครับว่าเราจะทนทำได้ไหม?
2. ถ้าตัดสวัสดิการข้าราชการทิ้ง ผลลัพธ์จะเป็นยังไง?
เวลาที่หลายคนบอกว่า "ตัดบำนาญข้าราชการสิ!" หรือ "ลดเงินเดือนข้าราชการสิ!" ลองคิดตามดูนะครับว่า ถ้าสวัสดิการมันแย่ขนาดนั้นจริง ๆ เราจะดึงดูดคนเก่งๆ เข้ามาทำงานในระบบได้อย่างไร?
สุดท้ายมันอาจจะนำไปสู่การปล่อยให้คนที่มีอำนาจรัฐในมือ ต้องไปหาช่องทางเอาตัวรอดกันเองแบบผิดๆ กลายเป็นปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน คล้ายกับข่าวที่เราเห็นกันบ่อยๆ ในทุกวันนี้
3. ปัญหางบบานปลาย... ความจริงที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้าง
เรื่องงบประมาณข้าราชการบานปลาย ผมไม่ปฏิเสธครับ มันเป็นเรื่องจริง แต่สาเหตุมันมาจากไหน?
ความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน: ลองดูหน่วยงานอย่าง ปปช., ปปง., ปปท. ชื่อก็บอกอยู่ว่าป้องกันและปราบปรามเหมือนกัน แต่มีสักกี่คนที่รู้ว่าเนื้องานจริงๆ ต่างกันยังไง? การมีหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนกันเยอะๆ แบบนี้แหละครับคือตัวผลาญงบ
การตั้งงบแบบหมกเม็ด: มีการของบซ้ำซ้อนกันในแต่ละกระทรวง หรือบางทีชื่อโครงการที่ขอกับงานที่จัดทำจริงกลับไม่ตรงกัน นี่คือรูรั่วใหญ่ของงบประมาณประเทศครับ
4. นโยบายประชานิยม ผลกระทบที่ตกกับคนทำงาน
อีกเรื่องที่อดพูดถึงไม่ได้คือนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เน้นแต่การ "แจก" พอแจกเงินเข้าสู่ระบบ สิ่งที่ตามมาคือ "เงินเฟ้อ" ข้าวของแพงขึ้น แล้วเราก็ติดหล่มรอเงินแจกรอบใหม่ไปเรื่อยๆ คนที่รวยก็ยิ่งรวยขึ้น ส่วนคนทำงานรับเงินเดือนคงที่ (ซึ่งก็ไม่ได้ขึ้นตามเงินเฟ้อ) ก็ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นไปเต็มๆ
บทสรุป
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้ต้องการจะบอกว่าข้าราชการแตะต้องไม่ได้นะครับ แต่แค่อยากให้สังคมมองภาพรวมให้ลึกซึ้งขึ้นว่า ปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่ "โครงสร้างและระบบบริหารจัดการ" มากกว่าที่จะมาพุ่งเป้าโจมตีที่สวัสดิการของคนทำงานระดับปฏิบัติการ
เพื่อนๆ ในพันทิปมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้างครับ แลกเปลี่ยนกันได้นะครับ แต่อยากให้พูดคุยกันด้วยเหตุผลครับ ขอบคุณที่สละเวลาอ่านครับ
ข้าราชการคือ "จำเลยสังคม" ตลอดกาล... ลองถามใจดูว่าถ้าตัดสวัสดิการ ตัดบำนาญ แล้วใครจะอยากมาทำ?
เวลาเห็นข่าวหรือคอมเมนต์ตามโซเชียล หลายครั้งคนทำงานเป็นข้าราชการอย่างเราๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ครับว่า พวกเรากลายเป็น "จำเลยของสังคม" อยู่ตลอดเวลา
ผมเข้าใจดีและไม่เคยลืมคำว่า "เงินเดือนมาจากภาษีประชาชน" แต่ในความเป็นจริง เราก็คือคนทำงานที่ใช้แรงกาย แรงสมอง แลกกับค่าตอบแทนนั้นมาเหมือนกันครับ
วันนี้เลยอยากมาชวนคุยและแลกเปลี่ยนมุมมองกันด้วยใจที่เป็นธรรม ลองถอดอคติออกก่อน แล้วมองในมุมของ "ข้อตกลงสภาพการจ้างงาน" ดูครับ
1. สวัสดิการและบำนาญ ไม่ใช่ของได้เปล่า แต่คือข้อแลกเปลี่ยน
สิ่งหนึ่งที่ข้าราชการต่างจากพนักงานเอกชนอย่างชัดเจนคือ "บัญชีเงินเดือน" ครับ ข้าราชการทุกคนมีบัญชีเงินเดือนเดียว เริ่มต้นจากฐานเดียวกันหมด ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหน และการเลื่อนขั้นก็ถูกกำหนดไว้ตามกฎหมาย (สูงสุดไม่เกิน 6% ต่อปี)
ในขณะที่เอกชน ถ้าคุณไม่มีทักษะ คุณอาจได้ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ถ้าคุณเก่งหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง คุณสามารถเรียกเงินเดือนสูงปรี๊ดพร้อมสวัสดิการดีๆ จากบริษัทข้ามชาติได้เลย ซึ่งข้าราชการไม่มีทางได้แตะตัวเลขแบบนั้น
คำถามคือ... ถ้าเป็นตัวคุณเอง หรือลูกหลานคุณที่เป็นคนเก่ง มีศักยภาพสูง แล้วมีคนบอกว่าให้มาทำงานที่นี่นะ แต่เงินเดือนน้อยกว่าตลาด ไม่มีบำเหน็จบำนาญ ไม่มีค่ารักษาพยาบาลให้... คุณจะเลือกมาทำไหมครับ?
ถ้าอยู่ในจุดที่ทำเพื่อประเทศชาติได้ เราอยากทำอยู่แล้วครับ แต่จะให้ทำงานเพื่อประเทศแล้วคุณภาพชีวิตตัวเองย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ลองถามใจตัวเองดูครับว่าเราจะทนทำได้ไหม?
2. ถ้าตัดสวัสดิการข้าราชการทิ้ง ผลลัพธ์จะเป็นยังไง?
เวลาที่หลายคนบอกว่า "ตัดบำนาญข้าราชการสิ!" หรือ "ลดเงินเดือนข้าราชการสิ!" ลองคิดตามดูนะครับว่า ถ้าสวัสดิการมันแย่ขนาดนั้นจริง ๆ เราจะดึงดูดคนเก่งๆ เข้ามาทำงานในระบบได้อย่างไร?
สุดท้ายมันอาจจะนำไปสู่การปล่อยให้คนที่มีอำนาจรัฐในมือ ต้องไปหาช่องทางเอาตัวรอดกันเองแบบผิดๆ กลายเป็นปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน คล้ายกับข่าวที่เราเห็นกันบ่อยๆ ในทุกวันนี้
3. ปัญหางบบานปลาย... ความจริงที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้าง
เรื่องงบประมาณข้าราชการบานปลาย ผมไม่ปฏิเสธครับ มันเป็นเรื่องจริง แต่สาเหตุมันมาจากไหน?
ความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน: ลองดูหน่วยงานอย่าง ปปช., ปปง., ปปท. ชื่อก็บอกอยู่ว่าป้องกันและปราบปรามเหมือนกัน แต่มีสักกี่คนที่รู้ว่าเนื้องานจริงๆ ต่างกันยังไง? การมีหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนกันเยอะๆ แบบนี้แหละครับคือตัวผลาญงบ
การตั้งงบแบบหมกเม็ด: มีการของบซ้ำซ้อนกันในแต่ละกระทรวง หรือบางทีชื่อโครงการที่ขอกับงานที่จัดทำจริงกลับไม่ตรงกัน นี่คือรูรั่วใหญ่ของงบประมาณประเทศครับ
4. นโยบายประชานิยม ผลกระทบที่ตกกับคนทำงาน
อีกเรื่องที่อดพูดถึงไม่ได้คือนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เน้นแต่การ "แจก" พอแจกเงินเข้าสู่ระบบ สิ่งที่ตามมาคือ "เงินเฟ้อ" ข้าวของแพงขึ้น แล้วเราก็ติดหล่มรอเงินแจกรอบใหม่ไปเรื่อยๆ คนที่รวยก็ยิ่งรวยขึ้น ส่วนคนทำงานรับเงินเดือนคงที่ (ซึ่งก็ไม่ได้ขึ้นตามเงินเฟ้อ) ก็ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นไปเต็มๆ
บทสรุป
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้ต้องการจะบอกว่าข้าราชการแตะต้องไม่ได้นะครับ แต่แค่อยากให้สังคมมองภาพรวมให้ลึกซึ้งขึ้นว่า ปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่ "โครงสร้างและระบบบริหารจัดการ" มากกว่าที่จะมาพุ่งเป้าโจมตีที่สวัสดิการของคนทำงานระดับปฏิบัติการ
เพื่อนๆ ในพันทิปมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้างครับ แลกเปลี่ยนกันได้นะครับ แต่อยากให้พูดคุยกันด้วยเหตุผลครับ ขอบคุณที่สละเวลาอ่านครับ