
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีไอเดียหนึ่งที่ฟังแล้วเหมือนหลุดมาจากนิยายวิทยาศาสตร์มากกว่าความจริง เรื่องของนกพิราบที่ถูกฝึกให้ควบคุมทิศทางอาวุธ ไม่มีใครคิดว่าจะจริงจัง แต่ในห้องทดลองของอเมริกา มันเคยเกิดขึ้นจริง
คนที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดนี้คือ บีเอฟ สกินเนอร์ นักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยมที่เชื่อว่า พฤติกรรมทุกอย่างของสิ่งมีชีวิตสามารถถูกฝึกและควบคุมได้ด้วยการให้รางวัลและการเรียนรู้แบบซ้ำๆ เขาไม่ได้เริ่มจากการคิดเรื่องอาวุธเลย แต่เริ่มจากการสังเกตว่าสัตว์สามารถเรียนรู้การกดปุ่มหรือจิกเป้าหมายได้ถ้าได้รับการเสริมแรงที่เหมาะสม
จุดที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นโปรเจกต์ทางทหาร คือช่วงเวลาที่โลกกำลังต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำของอาวุธนำวิถี แนวคิดตอนนั้นยังไม่เหมือนระบบคอมพิวเตอร์หรือ GPS แบบที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน ความคิดของสกินเนอร์จึงถูกหยิบไปทดลองต่อในชื่อที่ภายหลังถูกเรียกว่า Project Pigeon
แนวทางคือการฝึกนกพิราบให้จิกเป้าบนหน้าจอ เมื่อเครื่องบินหรือขีปนาวุธกำลังเคลื่อนที่ นกจะถูกวางไว้ในห้องควบคุมเล็กๆ ภายในหัวอาวุธ และเมื่อมันเห็นภาพเป้าหมายที่ฉายขึ้นบนหน้าจอด้านหน้า มันจะจิกตรงตำแหน่งที่ต้องการ ระบบกลไกจะรับการจิกนั้นไปปรับทิศทางการบินของอาวุธ
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล่น แต่ในยุคนั้นมันคือการทดลองจริงจัง มีการสร้างต้นแบบ มีการทดสอบพฤติกรรม และมีการวัดผลว่านกสามารถเรียนรู้การจิกเป้าหมายได้แม่นยำแค่ไหน นักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับพบว่านกมีความสามารถในการจดจำภาพและตอบสนองได้เร็วเกินคาด
แต่เรื่องที่น่าสนใจกว่านั้นคือคำถามที่ตามมา ถ้านกเป็นตัวควบคุมอาวุธจริง ความผิดพลาดจะถือว่าเป็นของใคร ระหว่างเครื่องจักร คนฝึก หรือสิ่งมีชีวิตที่กำลังทำงานอยู่ในกล่องเล็กๆ นั้นกันแน่
มีเสียงถกเถียงในหมู่นักวิจัยบางกลุ่มว่ามันอาจเป็นแนวคิดที่ไปได้ไกลเกินไป เพราะความไม่แน่นอนของสัตว์ ถึงจะฝึกได้ดีแค่ไหน ก็ยังไม่ใช่ระบบกลไกที่คงที่เหมือนเครื่องจักร ในขณะที่อีกฝั่งมองว่า ความสามารถในการเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตอาจให้ความยืดหยุ่นมากกว่าระบบแข็งตัวในยุคนั้น
ท้ายที่สุด โครงการนี้ไม่เคยถูกนำไปใช้จริงในสนามรบ แต่ก็ไม่ได้หายไปแบบไม่มีร่องรอย เพราะมันกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการทดลองเชื่อมระหว่างพฤติกรรมศาสตร์กับเทคโนโลยีทางทหาร และยังถูกพูดถึงในแวดวงจิตวิทยามาจนถึงทุกวันนี้
บางครั้งเมื่อย้อนมองกลับไป ไอเดียที่ดูแปลกที่สุดในอดีต อาจเป็นตัวบอกว่าโลกกำลังพยายามหาทางใหม่อยู่เสมอ เพียงแต่บางทางก็ไปต่อได้จริง และบางทางก็หยุดอยู่แค่ในห้องทดลองที่ไม่มีเสียงระเบิดในสนามรบเลยแม้แต่นัดเดียว
โปรเจกต์นกพิราบนำวิถีในสงครามโลกครั้งที่สองกับแนวคิดแปลกของบีเอฟ สกินเนอร์
ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีไอเดียหนึ่งที่ฟังแล้วเหมือนหลุดมาจากนิยายวิทยาศาสตร์มากกว่าความจริง เรื่องของนกพิราบที่ถูกฝึกให้ควบคุมทิศทางอาวุธ ไม่มีใครคิดว่าจะจริงจัง แต่ในห้องทดลองของอเมริกา มันเคยเกิดขึ้นจริง
คนที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดนี้คือ บีเอฟ สกินเนอร์ นักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยมที่เชื่อว่า พฤติกรรมทุกอย่างของสิ่งมีชีวิตสามารถถูกฝึกและควบคุมได้ด้วยการให้รางวัลและการเรียนรู้แบบซ้ำๆ เขาไม่ได้เริ่มจากการคิดเรื่องอาวุธเลย แต่เริ่มจากการสังเกตว่าสัตว์สามารถเรียนรู้การกดปุ่มหรือจิกเป้าหมายได้ถ้าได้รับการเสริมแรงที่เหมาะสม
จุดที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นโปรเจกต์ทางทหาร คือช่วงเวลาที่โลกกำลังต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำของอาวุธนำวิถี แนวคิดตอนนั้นยังไม่เหมือนระบบคอมพิวเตอร์หรือ GPS แบบที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน ความคิดของสกินเนอร์จึงถูกหยิบไปทดลองต่อในชื่อที่ภายหลังถูกเรียกว่า Project Pigeon
แนวทางคือการฝึกนกพิราบให้จิกเป้าบนหน้าจอ เมื่อเครื่องบินหรือขีปนาวุธกำลังเคลื่อนที่ นกจะถูกวางไว้ในห้องควบคุมเล็กๆ ภายในหัวอาวุธ และเมื่อมันเห็นภาพเป้าหมายที่ฉายขึ้นบนหน้าจอด้านหน้า มันจะจิกตรงตำแหน่งที่ต้องการ ระบบกลไกจะรับการจิกนั้นไปปรับทิศทางการบินของอาวุธ
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล่น แต่ในยุคนั้นมันคือการทดลองจริงจัง มีการสร้างต้นแบบ มีการทดสอบพฤติกรรม และมีการวัดผลว่านกสามารถเรียนรู้การจิกเป้าหมายได้แม่นยำแค่ไหน นักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับพบว่านกมีความสามารถในการจดจำภาพและตอบสนองได้เร็วเกินคาด
แต่เรื่องที่น่าสนใจกว่านั้นคือคำถามที่ตามมา ถ้านกเป็นตัวควบคุมอาวุธจริง ความผิดพลาดจะถือว่าเป็นของใคร ระหว่างเครื่องจักร คนฝึก หรือสิ่งมีชีวิตที่กำลังทำงานอยู่ในกล่องเล็กๆ นั้นกันแน่
มีเสียงถกเถียงในหมู่นักวิจัยบางกลุ่มว่ามันอาจเป็นแนวคิดที่ไปได้ไกลเกินไป เพราะความไม่แน่นอนของสัตว์ ถึงจะฝึกได้ดีแค่ไหน ก็ยังไม่ใช่ระบบกลไกที่คงที่เหมือนเครื่องจักร ในขณะที่อีกฝั่งมองว่า ความสามารถในการเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตอาจให้ความยืดหยุ่นมากกว่าระบบแข็งตัวในยุคนั้น
ท้ายที่สุด โครงการนี้ไม่เคยถูกนำไปใช้จริงในสนามรบ แต่ก็ไม่ได้หายไปแบบไม่มีร่องรอย เพราะมันกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการทดลองเชื่อมระหว่างพฤติกรรมศาสตร์กับเทคโนโลยีทางทหาร และยังถูกพูดถึงในแวดวงจิตวิทยามาจนถึงทุกวันนี้
บางครั้งเมื่อย้อนมองกลับไป ไอเดียที่ดูแปลกที่สุดในอดีต อาจเป็นตัวบอกว่าโลกกำลังพยายามหาทางใหม่อยู่เสมอ เพียงแต่บางทางก็ไปต่อได้จริง และบางทางก็หยุดอยู่แค่ในห้องทดลองที่ไม่มีเสียงระเบิดในสนามรบเลยแม้แต่นัดเดียว