แสงสีฟ้า อันตรายแค่ไหน? วิธีป้องกันโรคจอประสาทตาสำหรับมนุษย์ออฟฟิศ
เมื่อ “หน้าจอ” กลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ออฟฟิศ
ทุกวันนี้ชีวิตของหลายคนแทบจะอยู่กับหน้าจอตลอดทั้งวันเลยใช่ไหมคะ? ตั้งแต่ลืมตาตื่นเช้ามาเช็กมือถือ นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ประชุมออนไลน์ผ่านแท็บเล็ต ไปจนถึงก่อนนอนก็ยังอดไม่ได้ที่จะเลื่อนดูโซเชียลมีเดียต่ออีกหลายชั่วโมง
หมออุ๊ย (จักษุแพทย์หญิงวชิรา สนธิไชย) จาก
Dr. Ouise Eye Clinic เจอคนไข้จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่เข้ามาปรึกษาด้วยอาการ “ปวดกระบอกตา ตาล้า พร่ามัว หรือแสบตาอย่างรุนแรงเวลาทำงาน” ซึ่งคำถามยอดฮิตที่หมอถูกถามบ่อยที่สุดคือ
“หมอคะ แสงสีฟ้ามันอันตรายจนทำให้ตาบอดจริงไหม?” หรือ
“หนูต้องซื้อแว่นกรองแสงแพงๆ มาใส่หรือเปล่า?” ความจริงแล้ว แสงสีฟ้าไม่ได้เป็นผู้ร้ายไปเสียทั้งหมดค่ะ วันนี้หมอจะมาชวนทุกคนทำความเข้าใจเรื่องนี้กันอย่างเจาะลึก พร้อมแนะนำเทคนิคการดูแลดวงตาที่มนุษย์ออฟฟิศทำได้จริง เพื่อถนอมดวงตาคู่สำคัญให้อยู่กับเราไปนานๆ ค่ะ
แสงสีฟ้า (Blue Light) คืออะไร? แหล่งกำเนิดที่อยู่รอบตัวเรา
แสงสีฟ้า หรือ Blue Light คือช่วงคลื่นแสงที่มีพลังงานสูง (High Energy Visible Light: HEV) อยู่ในช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400–500 นาโนเมตร ซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้เคียงกับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV)
แหล่งกำเนิดแสงสีฟ้าที่เราเจอได้บ่อย ได้แก่:
แหล่งธรรมชาติ: แสงแดด (เป็นแหล่งที่มีแสงสีฟ้ามากที่สุด)
แหล่งสังเคราะห์: หน้าจอคอมพิวเตอร์, สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, หลอดไฟ LED และไฟฟลูออเรสเซนต์
หมออยากบอกว่า: ในความเป็นจริง แสงสีฟ้าจากธรรมชาติมีประโยชน์นะคะ เพราะช่วยควบคุม “นาฬิกาชีวิต” (Circadian Rhythm) ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนให้เราตื่นตัวในตอนกลางวันและหลับสบายในตอนกลางคืน แต่ปัญหาที่หมอห่วงคือ “ปริมาณและระยะเวลา” ที่เราจ้องหน้าจอในระยะใกล้ต่อเนื่องต่างหากค่ะที่น่ากังวล
แว่นกรองแสงสีฟ้าช่วยได้จริงไหม?
แว่นกรองแสงสีฟ้า สามารถช่วยลดความสบายตาในบางคนได้ค่ะ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าจอเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ “เลนส์กรองแสง” แต่คือ:
ค่าสายตาที่แม่นยำ
พฤติกรรมการใช้สายตา
การพักสายตาอย่างเหมาะสม
การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ
แสงสีฟ้า อันตรายแค่ไหน จำเป็นต้องตัดแว่นกรองแสงใส่?
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ แสงสีฟ้า อันตรายแค่ไหน? วิธีป้องกันโรคจอประสาทตาสำหรับมนุษย์ออฟฟิศ