◉ GLOBAL WARMING: ยิ่งร้อน ยิ่งเปิดแอร์ โลกยิ่งร้อนหนัก ยิ่งทำลายโลก ?

ในวันที่อากาศร้อนจนแทบทนไม่ได้ สิ่งแรกที่มนุษย์นึกถึงคือการกดรีโมตเปิดเครื่องปรับอากาศ โดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนทั้งหมดต่างต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศแทบตลอดทั้งวันทั้งคืนตลอด 365 วัน แต่เบื้องหลังความเย็นฉ่ำในห้องสี่เหลี่ยม กำลังดำเนินอยู่ซึ่งกลไกอันโหดร้ายที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “Feedback Loop” วงจรที่ยิ่งโลกร้อน ยิ่งใช้แอร์ ยิ่งโลกร้อน วนเวียนไม่สิ้นสุด

หลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศไม่ได้แค่เปลี่ยนความร้อนจากในห้องออกสู่ภายนอก มันยังต้องการพลังงานไฟฟ้ามหาศาลในการทำงาน การผลิตพลังงานเพื่อใช้กับเครื่องปรับอากาศทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นราว 4% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ซึ่งมากกว่าอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์ถึง  2 เท่า

ข้อมูลจาก IEA ในปี 2018 เคยประเมินไว้ว่ามีการขายเครื่องปรับอากาศใหม่ทั่วโลกประมาณ 10 เครื่องทุกวินาที และแนวโน้มนี้จะไม่หยุดลงเร็วๆ นี้ IEA คาดการณ์ว่าจำนวนเครื่องปรับอากาศในอาคารทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 1,600 ล้านเครื่องในปัจจุบัน ไปเป็น 5,600 ล้านเครื่องภายในปี 2050 และความต้องการพลังงานเพื่อระบบทำความเย็นจะเพิ่มขึ้นถึงสามเท่า ซึ่งต้องการกำลังการผลิตไฟฟ้าเทียบเท่ากับกำลังไฟฟ้ารวมของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นรวมกัน

งานวิจัยในวารสาร Nature Communications บอกกับเราว่า นักวิจัยได้คำณวนเอาไว้ หากโลกยังคงดำเนินไปตามแนวโน้มปัจจุบัน การใช้เครื่องปรับอากาศทั่วโลกตั้งแต่ปี 2010 ถึง 2050 จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมรวมกันมากกว่า 113,000 ล้านตัน หรือถ้าให้เห็นภาพก็คือมันปล่อยมากพอที่จะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของทั้งโลกสูงขึ้น 0.05 องศา

นี่คือกรณีที่ ‘ถ้า’ โลกเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ นะ แบบนี้ก็คือไม่ดีไม่แย่ไปกว่านี้ แล้วถ้าลองคิดว่าสถานการณ์โลกมันแย่ไปกว่านี้ล่ะ จะเป็นอย่างไรกัน ?

นอกจากนี้ งานวิจัยชิ้นเดียวกันยังพบว่า หากประชากรในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางสามารถเข้าถึงเครื่องปรับอากาศได้เท่ากับประเทศรายได้สูง อาจทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเพิ่มเติมอีก 0.003 ถึง 0.05 องศา แปลว่า Paris Agreement ที่ตกลงกันไว้ที่ 1.5 องศา อาจเป็นแค่ฝัน


✺ สารทำความเย็น คือ ระเบิดเวลาที่มองไม่เห็น

นอกจากการเผาพลังงานไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศยังซ่อนภัยอีกชั้น นั่นคือสารทำความเย็นหรือสาร HFC (Hydrofluorocarbons) ที่อยู่ในระบบ สาร HFC มีศักยภาพในการทำให้โลกร้อน (Global Warming Potential) สูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ ถึง 12 ถึง 14,800 เท่า และสามารถรั่วออกสู่บรรยากาศได้ทั้งในระหว่างการใช้งานและเมื่อเครื่องถูกทิ้ง

และสาร HFC ดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากกว่าคาร์บอน ถึง 150-5,000 เท่า ถ้ามีการรั่วไหลมากเท่าไหร่ โลกก็ยิ่งร้อนขึ้น และเมื่อโลกร้อนขึ้น คนก็ยิ่งต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศมากขึ้นไปอีก วนซ้ำ ๆ เป็นวงจรเดิม


✺ ยิ่งร้อนยิ่งเปิด ยิ่งเปิดยิ่งร้อน

ซูมเข้ามาจากภาพของโลก เจาะมาที่บริบทของเมือง งานวิจัยจาก Arizona State University พบว่าความร้อนเสียที่ถูกปล่อยออกจากคอมเพรสเซอร์ส่งผลให้อุณหภูมิกลางคืนในเมืองเพิ่มขึ้นเกือบ 1 องศา ทำให้ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) ยิ่งรุนแรงขึ้น และยิ่งกระตุ้น Feedback Loop ให้ต่อเนื่องไปอีก


✺ ประเทศร้อนที่สุด เข้าถึงแอร์น้อยที่สุด

ความขัดแย้งที่เจ็บปวดที่สุดในวิกฤตนี้คือ ผู้ที่ต้องการเครื่องปรับอากาศมากที่สุดกลับเข้าถึงมันได้น้อยที่สุด ปัจจุบันมีประชากรราว 3,500 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูง แต่มีเพียงราว 15% ของพวกเขาเท่านั้นที่ครอบครองเครื่องปรับอากาศ ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปและอเมริกาเหนือซึ่งมีอากาศเย็นกว่า กลับมีอัตราการครอบครองแอร์สูงกว่ามาก

เมื่อประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้มีรายได้สูงขึ้นและเริ่มซื้อเครื่องปรับอากาศ วงจรการปล่อยก๊าซก็จะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว IEA คาดการณ์ว่าภายในปี 2035 เครื่องปรับอากาศจะบริโภคไฟฟ้ามากกว่า Data Centers ที่เป็นประเด็นในด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในปัจจุบันเช่นเดียวกัน


✺ เราพอจะทำอะไรบ้างไหม

ปัญหานี้ไม่ได้มีทางออกแค่ 'ไม่เปิดแอร์' เพราะในสภาพอากาศที่ร้อนจัด เครื่องปรับอากาศคือเรื่องของความปลอดภัยและชีวิต แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องนั่งรอนโยบายจากรัฐหรือมาตรฐานใหม่จากผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว มันพอมีสิ่งที่เราทำได้ เช่น เปิดแอร์ 27-28 องศา บวกกับพัดลม ล้างแผ่นกรองสม่ำเสมอ ปิดม่านช่วงแดดจัด และกำจัดแอร์เก่าอย่างถูกวิธี ซึ่งทางกทม.มีบริการรับอยู่นะ ลองดูได้ในเว็ป Greener Bangkok และเห็นว่าบางแบรนด์ก็มีบริการรับนะ

ในระดับที่ใหญ่กว่านั้น อาจจะต้องอาศัยนโยบายหรือมาตรการจากภาครัฐที่จะมาควบคุมมาตรฐานประสิทธิภาพขั้นต่ำให้เข้มงวด เพราะปัจจุบันประสิทธิภาพเฉลี่ยในตลาดยังห่างจากสินค้าที่ดีที่สุดอยู่มาก รวมถึงมาตรการในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนในตึกอาคารต่าง ๆ


อ้างอิง :
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ที่มา : Environman
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่