ได้ข่าวว่าปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้าจะมีหนังจาก robert eggers ‘werwolf‘ เลยลองกลับมาทวนแล้วได้รู้เลยว่า dynamic ของหนังมันเกือบจะแย่
Robert Eggers ให้เวลากับการปูปมตัวละครมาก คือ มันไม่ได้เป็นหนัง folklore หรือการเอาตำนานพื้นบ้าน ท้องถิ่นที่เล่าขานมาต่อยอดแค่แบบเอา mascot ของสิ่งนั้นๆ มาแบบขอไปที แต่เขาตั้งใจที่จะให้เห็นถึงสิ่งที่บุคคลได้พลเจอกับเรื่องเล่าท้องถิ่นเล่านั้นว่า ความรู้สึก โศกนาฏกรรมที่ได้เจอมันเป็นยังไง ซึ่งเอาตรงตอนนั้นครั้งแรกผมไปดูในโรง ก็ไม่ได้ง่วงเท่ากับมาดูใน streaming นะ พอมาดูใน streaming แอบง่วง
ใครที่คาดหวังหนังแนว folklore ที่เป็นแบบเอาแวมไพร์มาหลอกหลอนอย่างเดียว หรือเอาภูตผีปีศาจจากตำนานนั้นๆ มาใช้เป็นองค์ประกอบความสยองอย่างเดียวก็อาจจะไม่ชอบหนังของ robert eggers แน่ๆ แต่สำหรับผม ตอนนั้น 2024 ผมมองว่าโอเครนะ พอมาดูทวนอีกทีก็ยังโอเคร
[[ สิ่งที่ชอบ ]]
รู้สึกชอบและอินกับความเป็นยุค 1838 ที่หนังใส่มามาก ทั้งรายละเอียดความเป็นยุคก้าวสู่สมัยใหม่ สมัยยุควิคตอเรีย ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ความเชื่อเรื่องนวัตกรรมกำลังเข้ามาแทนที่ ความเชื่อในเชิงศาสนา มันเลยกลายเป็นว่าตัวละครในหนังอย่าง “harding” เป็นตัวแทนของคนสมัยใหม่ที่ไม่เชื่อในสิ่งที่มันเหนือธรรมชาติ แต่พอเจอเข้ากับตัวก็มิอาจทำใจเชื่อลงได้ เพราะมันดูไร้เหตุผล
และผมก็ชอบประโยคที่ william dafoe พูดมากว่า “แสงสว่าง ไม่ได้ทำให้คนตื่นรู้ แต่อาจทำให้ตาบอดต่างหาก” มองในมุมนี้ก็จริง การที่โลกเรามีนวัตกรรมพัฒนาการตามยุคสมัย มนุษย์ก็จะเริ่มเชื่อในสิ่งที่ทันสมัย จับต้องได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน อะไรก็เเล้วแต่ที่ไม่เชื่อ หรือจับต้องไม่ได้มนุษย์ก็แทบจะกลายเป็นคนตายอดในวงการนั้นไปเลย ยิ่งงถ้าไม่เชื่อด้วยแล้วยิ่งคุยด้วยยาก’ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ต้องดูไปตามยุคสมัยอ่ะนะ ยังไงวิทยาศาตร์มันก็เป็นที่ประจักษ์ตาชาวโลกมากกว่าไสยศาสตร์
การถ่ายทำ การออกแบบเสื้อผ้า แนวยุควิคตอเรีย gothic สวยมาก mood and tone ของหนังทำออกมาได้ดูดีสุดๆ มันทำให้ผมนึกถึงหนังอีกเรื่องที่เพิ่งดูมาเมื่อเร็วๆนี้อย่าง the death of robin hood ที่ทางทีมงานก็เตรียมเซต เสื้อผ้า อุปกรณ์ให้เข้ากับปลายยุคกลางเช่นกัน (อินๆ)
[[ สิ่งที่อาจจะยังน้า ]]
มันเป็นภาวะ ”กลืนไม่เข้าคายไม่ออก“ คือแบบ เรารู้สึกว่าหนังมันก็ใช้เวลาดูค่อนข้างนานคือ 2 ชั่วโมงกว่าเลย แต่เรารู้สึกว่ารายละเอียดที่หนังพยายามใส่หรือการ ปูปมตัวละครมันก็สำคัญไม่แพ้กัน อาจจะเป็นที่เทคนิคการเล่าหรือเปล่าที่เรารู้รู้สึกว่ามันแอบมีช่วงง่วง มันเลยทำให้หนังดูยาว หรือ scene jumpscare ที่อาจจะเน้นปูด้วยมั้ง แบบหนังสยองขวัญส่วนใหญ่ก็จะเน้นทิ้งข่วงเวลาจะหลอก jumpscare ใส่คนดู (เวลามันก็เลยยืดไปอีก)
“Werwolf” ไปดูตัวอย่างแล้ว แล้วบอกเลยว่าดิบเถื่อนมาก มันไม่ใช่แค่หนังหมาป่าธรรมดาเหมือน wolf man แน่นอนอ่ะ มันต้องมีที่มา ปรัชญา ตามสไตล์อาจจะคล้ายๆ nosferatu แน่ๆ แต่ดูจากตัวอย่างแล้ว โหด ดิบ เถื่อน เอาเรื่องอยู่นะ
ย้อนกลับไปดู “nosferatu”
ได้ข่าวว่าปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้าจะมีหนังจาก robert eggers ‘werwolf‘ เลยลองกลับมาทวนแล้วได้รู้เลยว่า dynamic ของหนังมันเกือบจะแย่
Robert Eggers ให้เวลากับการปูปมตัวละครมาก คือ มันไม่ได้เป็นหนัง folklore หรือการเอาตำนานพื้นบ้าน ท้องถิ่นที่เล่าขานมาต่อยอดแค่แบบเอา mascot ของสิ่งนั้นๆ มาแบบขอไปที แต่เขาตั้งใจที่จะให้เห็นถึงสิ่งที่บุคคลได้พลเจอกับเรื่องเล่าท้องถิ่นเล่านั้นว่า ความรู้สึก โศกนาฏกรรมที่ได้เจอมันเป็นยังไง ซึ่งเอาตรงตอนนั้นครั้งแรกผมไปดูในโรง ก็ไม่ได้ง่วงเท่ากับมาดูใน streaming นะ พอมาดูใน streaming แอบง่วง
ใครที่คาดหวังหนังแนว folklore ที่เป็นแบบเอาแวมไพร์มาหลอกหลอนอย่างเดียว หรือเอาภูตผีปีศาจจากตำนานนั้นๆ มาใช้เป็นองค์ประกอบความสยองอย่างเดียวก็อาจจะไม่ชอบหนังของ robert eggers แน่ๆ แต่สำหรับผม ตอนนั้น 2024 ผมมองว่าโอเครนะ พอมาดูทวนอีกทีก็ยังโอเคร
[[ สิ่งที่ชอบ ]]
รู้สึกชอบและอินกับความเป็นยุค 1838 ที่หนังใส่มามาก ทั้งรายละเอียดความเป็นยุคก้าวสู่สมัยใหม่ สมัยยุควิคตอเรีย ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ความเชื่อเรื่องนวัตกรรมกำลังเข้ามาแทนที่ ความเชื่อในเชิงศาสนา มันเลยกลายเป็นว่าตัวละครในหนังอย่าง “harding” เป็นตัวแทนของคนสมัยใหม่ที่ไม่เชื่อในสิ่งที่มันเหนือธรรมชาติ แต่พอเจอเข้ากับตัวก็มิอาจทำใจเชื่อลงได้ เพราะมันดูไร้เหตุผล
และผมก็ชอบประโยคที่ william dafoe พูดมากว่า “แสงสว่าง ไม่ได้ทำให้คนตื่นรู้ แต่อาจทำให้ตาบอดต่างหาก” มองในมุมนี้ก็จริง การที่โลกเรามีนวัตกรรมพัฒนาการตามยุคสมัย มนุษย์ก็จะเริ่มเชื่อในสิ่งที่ทันสมัย จับต้องได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน อะไรก็เเล้วแต่ที่ไม่เชื่อ หรือจับต้องไม่ได้มนุษย์ก็แทบจะกลายเป็นคนตายอดในวงการนั้นไปเลย ยิ่งงถ้าไม่เชื่อด้วยแล้วยิ่งคุยด้วยยาก’ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ต้องดูไปตามยุคสมัยอ่ะนะ ยังไงวิทยาศาตร์มันก็เป็นที่ประจักษ์ตาชาวโลกมากกว่าไสยศาสตร์
การถ่ายทำ การออกแบบเสื้อผ้า แนวยุควิคตอเรีย gothic สวยมาก mood and tone ของหนังทำออกมาได้ดูดีสุดๆ มันทำให้ผมนึกถึงหนังอีกเรื่องที่เพิ่งดูมาเมื่อเร็วๆนี้อย่าง the death of robin hood ที่ทางทีมงานก็เตรียมเซต เสื้อผ้า อุปกรณ์ให้เข้ากับปลายยุคกลางเช่นกัน (อินๆ)
[[ สิ่งที่อาจจะยังน้า ]]
มันเป็นภาวะ ”กลืนไม่เข้าคายไม่ออก“ คือแบบ เรารู้สึกว่าหนังมันก็ใช้เวลาดูค่อนข้างนานคือ 2 ชั่วโมงกว่าเลย แต่เรารู้สึกว่ารายละเอียดที่หนังพยายามใส่หรือการ ปูปมตัวละครมันก็สำคัญไม่แพ้กัน อาจจะเป็นที่เทคนิคการเล่าหรือเปล่าที่เรารู้รู้สึกว่ามันแอบมีช่วงง่วง มันเลยทำให้หนังดูยาว หรือ scene jumpscare ที่อาจจะเน้นปูด้วยมั้ง แบบหนังสยองขวัญส่วนใหญ่ก็จะเน้นทิ้งข่วงเวลาจะหลอก jumpscare ใส่คนดู (เวลามันก็เลยยืดไปอีก)
“Werwolf” ไปดูตัวอย่างแล้ว แล้วบอกเลยว่าดิบเถื่อนมาก มันไม่ใช่แค่หนังหมาป่าธรรมดาเหมือน wolf man แน่นอนอ่ะ มันต้องมีที่มา ปรัชญา ตามสไตล์อาจจะคล้ายๆ nosferatu แน่ๆ แต่ดูจากตัวอย่างแล้ว โหด ดิบ เถื่อน เอาเรื่องอยู่นะ