ลูกจีนยุคสมัยหนึ่ง เลิก ไม่เรียน ไม่พูดจีน มันเป็นเรื่องค่านิยมทางสังคม
ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้า การตลาด และขนส่งครับ
ลูกจีนที่มีอายุปัจจุบ้นในช่วง หกหรือเจ็ดสิบปี ( พ่อ แม่ ของหลายท่าน หรือ ปู่ย่า ตายายของหลายๆบ้าน )
เป็นกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนที่ ละทิ้ง ไม่เรียนจีน ไม่พูดจีน เพราะอายที่ถูกตราหน้าว่า เป็น ลูกเจ๊ก ลูกจีน
วันที่มีลูก พวกเค้าก็ปฏิเสธ ไม่ส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนจีน.....
0 0 0 0 0 0 0 0 0
ก่อนช่วง พ.ศ. 2520 แม้ประเทศไทยมีกฎหมายจำกัดเสรีภาพในด้านการเรียนการสอน
ทั้งจำนวนชั่วโมงการเรียนภาษาจีนต่อสัปดาห์ในโรงเรียนภาคปกติ หรือการจำกัดให้ต้องใช้หนังสือเรียนของคุรุสภา
แต่คุณภาพของตำราของคุรุสภา ก็หาได้ด้อยทางวิชาการเมื่อเทียบกับหนังสือที่นำเข้า
จะต่างก็ที่เนื้อหาที่ไม่ได้สอนให้ฝักใฝ่ประเทศจีน
นอกจากนี้คนที่รักจะก้าวหน้าในด้านภาษา ก็ยังสามารถสมัครเรียนภาษาจีนสูงขึ้น
ทั้งในระดับ ชอตง และ เกาตง ( มัธยมต้น และ ปลาย ) ที่โรงเรียนสอนภาษาจีนภาคค่ำในกรุงเทพเปิดสอนมากมายหลายแห่ง
ความรู้ภาษาจีนที่เรียน สามารถนำติดตัวไปสอบเข้าเพื่อเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศได้....
0 0 0 0 0 0 0 0 0
“ สำเพ็งที่เปลี่ยนไป ” ทำให้ความนิยมในการเรียน หรือฝึกพูดภาษาจีนเปลี่ยนไปแบบไม่หวนคืน.......
ในอดีตแม้ว่าการเรียน การสอนภาษาจีนในบ้านเราจะถูกจำกัด หรือกีดกัน
แต่ข้อจำกัดนั้นก็ไม่มีผลอะไร เพราะลูกจีนจำนวนมากหันไปเรียนจีนภาคค่ำ
ไม่ว่าจะเรียนในโรงเรียนสอนภาษาจีนที่เปิดสอนโดยชอบด้วยกฎหมาย
หรือการเรียนกับ ‘เหล่าซือ’ ที่ท่านลักลอบเปิดสอนตามบ้านอย่างผืด กม.
ทุกคนที่เรียนต่างมีจุดประสงค์เดียวกัน คือ
การได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสำเพ็ง ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของเมืองไทย
ที่ธนาคารทุกยี่ห้อสร้างความเชื่อมั่นโดยเปิดสำนักงานใหญ่ที่ราชวงศ์ หรือ ทรงวาด
บริษัทขนส่ง เหนือ ใต้ ออก ตก และอีสาน ก็จะแออัดกันอยู่ทั้งที่ท่าน้ำหลายท่าที่ทรงวาด หรือไม่ก็อยู่ถนนอนุวงศ์ และย่านจักรวรรดิ
วันเวลานั้น ไม่ว่าการออกใบรับสินค้า การลงบัญชี ท่านใช้ภาษาจีน
การสื่อสารระหว่างธนาคาร กับลูกค้าท่านใช้ภาษาจีน
เซลเดินตลาดในสำเพ็งตัองพูดจีนได้ จึงจะได้เกิดในสำเพ็ง
สำเพ็ง มี “ ภาษาจีน ” เป็นหัวใจสำคัญ.
.
แล้ววันหนึ่ง รัฐบาลหลังการปฏิวัติก็มาเปลี่ยนแปลงสำเพ็ง
เพียงแค่ “ การห้ามรถขนส่งบรรทุกเข้ามาย่านสำเพ็ง ”
ระบบการค้าส่งของสำเพ็ง ก็ล้มครืน ไปในชั่วข้ามคืนที่คำสั่งมีผล.....
0 0 0 0 0 0 0
“ สื่อไทย ” หลัง 2500 ตัวการสำคัญ ....
ในยุค 2500 บุคลิกจีน การพูดไทยติดสำเนียงจีน
ถูกมองว่า เป็นเรื่องตลกขบขัน และถูกนำมาล้อเลียนออกทางสื่อต่างๆของเมืองไทย
รูปวาดชายฟันเหยิน กับ หญิงดวงตารีเฉี่ยว ถูกนำมาพรีเซนต์ แทน คนจีน ที่มักจะทำเรื่องเชยเฉิมให้ถูกล้อเลียนบนหน้าสื่อ
คณะตลก ต้องมีคนสวมบทลูกจีน เพื่อแสดงบทเฉิ่มๆให้ล้อเลียน เป็นเรื่องตลก สนุกสนานของคนในสังคมไทย.....
ยิ่งเมื่อครั้งจีนเปิดประเทศ คนไทยที่มีโอกาสไปเที่ยวเมืองจีนเวลานั้น ไปเห็นความยากจน ล้าหลัง ไม่อนามัย
อันเนื่องจากความล้มเหลวของระบบคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของประธานเหมา
ความเป็นจีนล้าหลังในเวลานั้นประกอบกับการถูกล้อเลียนมาแต่เดิม ที่สื่อนำเสนออย่างสนุกเมามัน
เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกจีนจำนวนมาก รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ หลายคนอายที่ใครเรียกตัวว่า ลูกเจ็ก
การล้อเลียนจีนหนักข้อแม้แต่ในสังคมของคนมีการศึกษาในไทย
ทุกปีของงานบอลประเพณีระหว่าง จุฬา - ธรรมศาสตร์
การล้อเลียนความเป็นจีนประเภท ตี๋สามย่าน หมวยธรรมศาสตร์ ถูกนำมาล้อเสียดสีเป็นที่สนุกสนาน.......
ดังนั้นจึงไม่แปลกเลย ที่ลูกจีนในไทย “ หนี ”
ไม่ชอบ หรือ โกรธ เมื่อมิใครมาเรียกตัวว่า ลูกเจ๊กจีน
ลูกเจ๊กจีนเวลานั้น ปฏิเสธชาติกำเนิดของตัว ไม่พูด ไม่เรียนจีน...
0 0 0 0 0 0 0
ความรู้สึกมีปมด้อย ของลูกจีนค่อยๆลดลาลง
จนกลับกลายเป็นความรู้สึกภาคภูมิ และทะนง
เมื่อท่าน เติ่ง เสี่ยว ผิว ขึ้นมากุมอำนาจในจีน และประสบความสำเร็จในการปฏิรูปประเทศ
ทั้งสังคม เศรษฐกิจ และวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
จีนค่อยๆก้าวต่อจากท่านเติ่ง
ในช่วงเวลาสามสี่สิบปี จีนใหม่เจริญจนลบภาพจีนกระจอกล้าหลังไปเสียสิ้น
.
แล้วเรื่องลูกจีนที่ครั้งหนึ่งหลีกหนีความเป็นลูกเจ๊กจีน ไม่เรียน ไม่พูดภาษา ก็ต่อยๆเลือนหายไป.....
.

เมื่อไร จะเลิกบอกเล่า บิดเบือน เรื่อง “ เมืองไทยห้ามเรียนจีน ” เป็นเหตุให้ลูกจีนสมัยหนึ่งเลิก ไม่เรียน ไม่พูดจีนสักที.
ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้า การตลาด และขนส่งครับ
ลูกจีนที่มีอายุปัจจุบ้นในช่วง หกหรือเจ็ดสิบปี ( พ่อ แม่ ของหลายท่าน หรือ ปู่ย่า ตายายของหลายๆบ้าน )
เป็นกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนที่ ละทิ้ง ไม่เรียนจีน ไม่พูดจีน เพราะอายที่ถูกตราหน้าว่า เป็น ลูกเจ๊ก ลูกจีน
วันที่มีลูก พวกเค้าก็ปฏิเสธ ไม่ส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนจีน.....
0 0 0 0 0 0 0 0 0
ก่อนช่วง พ.ศ. 2520 แม้ประเทศไทยมีกฎหมายจำกัดเสรีภาพในด้านการเรียนการสอน
ทั้งจำนวนชั่วโมงการเรียนภาษาจีนต่อสัปดาห์ในโรงเรียนภาคปกติ หรือการจำกัดให้ต้องใช้หนังสือเรียนของคุรุสภา
แต่คุณภาพของตำราของคุรุสภา ก็หาได้ด้อยทางวิชาการเมื่อเทียบกับหนังสือที่นำเข้า
จะต่างก็ที่เนื้อหาที่ไม่ได้สอนให้ฝักใฝ่ประเทศจีน
นอกจากนี้คนที่รักจะก้าวหน้าในด้านภาษา ก็ยังสามารถสมัครเรียนภาษาจีนสูงขึ้น
ความรู้ภาษาจีนที่เรียน สามารถนำติดตัวไปสอบเข้าเพื่อเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศได้....
0 0 0 0 0 0 0 0 0
“ สำเพ็งที่เปลี่ยนไป ” ทำให้ความนิยมในการเรียน หรือฝึกพูดภาษาจีนเปลี่ยนไปแบบไม่หวนคืน.......
ในอดีตแม้ว่าการเรียน การสอนภาษาจีนในบ้านเราจะถูกจำกัด หรือกีดกัน
แต่ข้อจำกัดนั้นก็ไม่มีผลอะไร เพราะลูกจีนจำนวนมากหันไปเรียนจีนภาคค่ำ
ไม่ว่าจะเรียนในโรงเรียนสอนภาษาจีนที่เปิดสอนโดยชอบด้วยกฎหมาย
หรือการเรียนกับ ‘เหล่าซือ’ ที่ท่านลักลอบเปิดสอนตามบ้านอย่างผืด กม.
ทุกคนที่เรียนต่างมีจุดประสงค์เดียวกัน คือ
การได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสำเพ็ง ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของเมืองไทย
ที่ธนาคารทุกยี่ห้อสร้างความเชื่อมั่นโดยเปิดสำนักงานใหญ่ที่ราชวงศ์ หรือ ทรงวาด
บริษัทขนส่ง เหนือ ใต้ ออก ตก และอีสาน ก็จะแออัดกันอยู่ทั้งที่ท่าน้ำหลายท่าที่ทรงวาด หรือไม่ก็อยู่ถนนอนุวงศ์ และย่านจักรวรรดิ
วันเวลานั้น ไม่ว่าการออกใบรับสินค้า การลงบัญชี ท่านใช้ภาษาจีน
การสื่อสารระหว่างธนาคาร กับลูกค้าท่านใช้ภาษาจีน
เซลเดินตลาดในสำเพ็งตัองพูดจีนได้ จึงจะได้เกิดในสำเพ็ง
สำเพ็ง มี “ ภาษาจีน ” เป็นหัวใจสำคัญ.
.
แล้ววันหนึ่ง รัฐบาลหลังการปฏิวัติก็มาเปลี่ยนแปลงสำเพ็ง
เพียงแค่ “ การห้ามรถขนส่งบรรทุกเข้ามาย่านสำเพ็ง ”
ระบบการค้าส่งของสำเพ็ง ก็ล้มครืน ไปในชั่วข้ามคืนที่คำสั่งมีผล.....
0 0 0 0 0 0 0
“ สื่อไทย ” หลัง 2500 ตัวการสำคัญ ....
ในยุค 2500 บุคลิกจีน การพูดไทยติดสำเนียงจีน
ถูกมองว่า เป็นเรื่องตลกขบขัน และถูกนำมาล้อเลียนออกทางสื่อต่างๆของเมืองไทย
รูปวาดชายฟันเหยิน กับ หญิงดวงตารีเฉี่ยว ถูกนำมาพรีเซนต์ แทน คนจีน ที่มักจะทำเรื่องเชยเฉิมให้ถูกล้อเลียนบนหน้าสื่อ
คณะตลก ต้องมีคนสวมบทลูกจีน เพื่อแสดงบทเฉิ่มๆให้ล้อเลียน เป็นเรื่องตลก สนุกสนานของคนในสังคมไทย.....
ยิ่งเมื่อครั้งจีนเปิดประเทศ คนไทยที่มีโอกาสไปเที่ยวเมืองจีนเวลานั้น ไปเห็นความยากจน ล้าหลัง ไม่อนามัย
อันเนื่องจากความล้มเหลวของระบบคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของประธานเหมา
ความเป็นจีนล้าหลังในเวลานั้นประกอบกับการถูกล้อเลียนมาแต่เดิม ที่สื่อนำเสนออย่างสนุกเมามัน
เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกจีนจำนวนมาก รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ หลายคนอายที่ใครเรียกตัวว่า ลูกเจ็ก
การล้อเลียนจีนหนักข้อแม้แต่ในสังคมของคนมีการศึกษาในไทย
ทุกปีของงานบอลประเพณีระหว่าง จุฬา - ธรรมศาสตร์
การล้อเลียนความเป็นจีนประเภท ตี๋สามย่าน หมวยธรรมศาสตร์ ถูกนำมาล้อเสียดสีเป็นที่สนุกสนาน.......
ดังนั้นจึงไม่แปลกเลย ที่ลูกจีนในไทย “ หนี ”
ไม่ชอบ หรือ โกรธ เมื่อมิใครมาเรียกตัวว่า ลูกเจ๊กจีน
ลูกเจ๊กจีนเวลานั้น ปฏิเสธชาติกำเนิดของตัว ไม่พูด ไม่เรียนจีน...
0 0 0 0 0 0 0
ความรู้สึกมีปมด้อย ของลูกจีนค่อยๆลดลาลง
จนกลับกลายเป็นความรู้สึกภาคภูมิ และทะนง
เมื่อท่าน เติ่ง เสี่ยว ผิว ขึ้นมากุมอำนาจในจีน และประสบความสำเร็จในการปฏิรูปประเทศ
ทั้งสังคม เศรษฐกิจ และวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
จีนค่อยๆก้าวต่อจากท่านเติ่ง
ในช่วงเวลาสามสี่สิบปี จีนใหม่เจริญจนลบภาพจีนกระจอกล้าหลังไปเสียสิ้น
.
แล้วเรื่องลูกจีนที่ครั้งหนึ่งหลีกหนีความเป็นลูกเจ๊กจีน ไม่เรียน ไม่พูดภาษา ก็ต่อยๆเลือนหายไป.....
.