สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมอยากจะมาเล่าถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ผมเพิ่งได้มีโอกาสกลับไปดูอีกครั้ง แล้วก็รู้สึกประทับใจไม่แพ้สมัยเด็กๆ เลยครับ นั่นคือเรื่อง Joseph ที่ออกฉายในปี 1995 ครับ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับเรื่องราวของโจเซฟจากพระคัมภีร์ไบเบิลอยู่แล้ว แต่เวอร์ชันนี้คือการนำเรื่องราวอันยิ่งใหญ่นั้นมาถ่ายทอดได้อย่างน่าติดตามและเข้าถึงอารมณ์มากๆ ครับ
เอาจริงๆ นะครับ ตอนแรกที่ผมเห็นชื่อเรื่อง "Joseph" ผมก็คิดว่าคงจะเป็นหนังศาสนาจ๋าๆ ที่ดูยาก หรือไม่ก็ดูน่าเบื่อไปเลยรึเปล่า แต่พอได้ดูจริงๆ ผมต้องบอกเลยว่าคิดผิดถนัดครับ หนังเรื่องนี้ทำได้ดีเกินคาดมากๆ ไม่ได้มีแค่การเล่าเรื่องตามบทในพระคัมภีร์เท่านั้น แต่ยังเพิ่มมิติของตัวละคร ความรู้สึกนึกคิด และสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ ทำให้เราอินไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ง่ายมากๆ ครับ
สำหรับเนื้อเรื่องคร่าวๆ สำหรับคนที่อาจจะยังไม่เคยดูหรือไม่คุ้นเคยนะครับ Joseph เป็นลูกชายที่ "เจคอบ" พ่อของเขาโปรดปรานเป็นพิเศษครับ ซึ่งความโปรดปรานนี้ก็เป็นที่มาของความอิจฉาริษยาจากพี่ชายคนอื่นๆ ของเขาครับ พวกพี่ชายถึงขั้นลงมือขายโจเซฟไปเป็นทาสเลยทีเดียว คิดดูสิครับว่ามันโหดร้ายขนาดไหนสำหรับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องจากบ้านเกิดไปแบบไม่รู้ชะตากรรม
แต่เรื่องราวของโจเซฟไม่ได้จบลงแค่การเป็นทาสนะครับ เขากลับสามารถพลิกผันชีวิตตัวเองขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนได้เป็นถึงอัครมหาเสนาบดีของอียิปต์เลยทีเดียว นี่คือจุดที่ทำให้ผมรู้สึกทึ่งมากๆ ครับ ในขณะที่คนอื่นอาจจะจมอยู่กับความเศร้าหรือความแค้น โจเซฟกลับใช้สติปัญญาและความสามารถของตัวเองในการสร้างคุณค่าให้กับชีวิต และสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติที่เขาไปอยู่ด้วยครับ
จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องก็คือช่วงเวลาที่เกิดความอดอยากครั้งใหญ่ครับ ซึ่งกินเวลานานถึงเจ็ดปีเลยทีเดียว ในช่วงเวลานี้เองที่พี่ชายของโจเซฟเดินทางมายังอียิปต์เพื่อขอซื้อธัญพืช เพราะพวกเขาไม่รู้เลยว่าคนที่กำลังบริหารจัดการเรื่องเสบียงอาหารทั้งหมดอยู่นั้นคือ "น้องชาย" ที่พวกเขาคิดว่าตายไปแล้วนั่นเองครับ ตรงนี้เป็นฉากที่ผมลุ้นมากๆ ว่าโจเซฟจะจำพี่ชายได้ไหม แล้วจะทำยังไงต่อไป จะแก้แค้น หรือจะให้อภัย?
สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจในภาพยนตร์เรื่องนี้มากๆ เลยก็คือการแสดงครับ นักแสดงทุกคนถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ตัวละครมีชีวิตชีวาและเราก็สามารถเชื่อมโยงกับพวกเขาได้ง่ายมากๆ โดยเฉพาะตัวละครโจเซฟเอง ที่แม้จะเจอเรื่องราวร้ายๆ มามากมาย แต่เขาก็ยังคงรักษาความดีและความศรัทธาของตัวเองไว้ได้เสมอครับ การแสดงออกถึงความรู้สึกภายในของเขา ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด ความหวัง หรือแม้กระทั่งความรักที่มีต่อครอบครัว มันทำให้เรารู้สึกร่วมไปกับเขาได้จริงๆ ครับ
นอกจากเรื่องราวที่เข้มข้นและการแสดงที่ยอดเยี่ยมแล้ว โปรดักชั่นของหนังเรื่องนี้ก็ถือว่าทำได้ดีไม่แพ้กันครับ การจำลองฉากอียิปต์โบราณ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หรือแม้แต่ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ก็ดูสมจริงมากๆ ครับ ทำให้เราเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปอยู่ในยุคนั้นจริงๆ บรรยากาศของเรื่องก็ช่วยส่งเสริมให้เราอินกับเนื้อหาได้มากขึ้นไปอีกครับ
Joseph ไม่ใช่แค่หนังที่เล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์เท่านั้น แต่ยังสอดแทรกข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับชีวิตไว้มากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความอิจฉาริษยาที่สามารถทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ การให้อภัยที่ยิ่งใหญ่กว่าการแก้แค้น ความอดทนและความพยายามที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จ รวมถึงความศรัทธาในสิ่งที่เราเชื่อมั่นครับ ผมว่าหนังเรื่องนี้ให้แง่คิดในการใช้ชีวิตได้ดีมากๆ ครับ โดยเฉพาะในยุคที่สังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้งแบบนี้ การให้อภัยและทำความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ครับ
สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างคือหนังไม่ได้นำเสนอแต่เรื่องราวที่สวยงามหรือปาฏิหาริย์อย่างเดียวครับ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความทุกข์ยาก ลำบาก และความเจ็บปวดที่โจเซฟต้องเผชิญ มันทำให้เรื่องราวมีความสมจริงและเข้าถึงได้มากขึ้นครับ เราได้เห็นพัฒนาการของตัวละครโจเซฟตั้งแต่เด็กหนุ่มผู้ใสซื่อ ไปจนถึงชายหนุ่มผู้เข้มแข็งและเปี่ยมด้วยสติปัญญาได้อย่างชัดเจนครับ
คะแนน 8.2/10 ที่ได้จาก TMDB ผมว่าสมเหตุสมผลมากๆ ครับ เพราะเป็นหนังที่ดูได้ทุกเพศทุกวัย และยังให้ข้อคิดดีๆ กลับไปอีกด้วยครับ ถ้าใครกำลังมองหาหนังดีๆ สักเรื่องที่ไม่ได้มีแค่ความบันเทิง แต่ยังให้แรงบันดาลใจและข้อคิดในการใช้ชีวิต ผมแนะนำ Joseph (1995) เลยครับ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ผมได้ฉุกคิดอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับชีวิตครับ บางทีการที่เราเจอเรื่องร้ายๆ ในชีวิต อาจจะเป็นเพียงบททดสอบ หรือเป็นบันไดที่นำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าก็ได้ครับ เหมือนกับโจเซฟที่ถูกขายเป็นทาส แต่ท้ายที่สุดเขาก็ได้กลายเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยชีวิตผู้คนมากมายครับ
หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ ใครเคยดูเรื่องนี้แล้วมีความคิดเห็นยังไง มาแชร์กันได้เลยนะครับ ผมอยากฟังความคิดเห็นของเพื่อนๆ ทุกคนครับ ขอบคุณครับ!
รีวิว Joseph (1995) หนังคลาสสิกที่เล่าเรื่องราวความอิจฉา การให้อภัย และปาฏิหาริย์แห่งโชคชะตา
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมอยากจะมาเล่าถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ผมเพิ่งได้มีโอกาสกลับไปดูอีกครั้ง แล้วก็รู้สึกประทับใจไม่แพ้สมัยเด็กๆ เลยครับ นั่นคือเรื่อง Joseph ที่ออกฉายในปี 1995 ครับ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับเรื่องราวของโจเซฟจากพระคัมภีร์ไบเบิลอยู่แล้ว แต่เวอร์ชันนี้คือการนำเรื่องราวอันยิ่งใหญ่นั้นมาถ่ายทอดได้อย่างน่าติดตามและเข้าถึงอารมณ์มากๆ ครับ
เอาจริงๆ นะครับ ตอนแรกที่ผมเห็นชื่อเรื่อง "Joseph" ผมก็คิดว่าคงจะเป็นหนังศาสนาจ๋าๆ ที่ดูยาก หรือไม่ก็ดูน่าเบื่อไปเลยรึเปล่า แต่พอได้ดูจริงๆ ผมต้องบอกเลยว่าคิดผิดถนัดครับ หนังเรื่องนี้ทำได้ดีเกินคาดมากๆ ไม่ได้มีแค่การเล่าเรื่องตามบทในพระคัมภีร์เท่านั้น แต่ยังเพิ่มมิติของตัวละคร ความรู้สึกนึกคิด และสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ ทำให้เราอินไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ง่ายมากๆ ครับ
สำหรับเนื้อเรื่องคร่าวๆ สำหรับคนที่อาจจะยังไม่เคยดูหรือไม่คุ้นเคยนะครับ Joseph เป็นลูกชายที่ "เจคอบ" พ่อของเขาโปรดปรานเป็นพิเศษครับ ซึ่งความโปรดปรานนี้ก็เป็นที่มาของความอิจฉาริษยาจากพี่ชายคนอื่นๆ ของเขาครับ พวกพี่ชายถึงขั้นลงมือขายโจเซฟไปเป็นทาสเลยทีเดียว คิดดูสิครับว่ามันโหดร้ายขนาดไหนสำหรับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องจากบ้านเกิดไปแบบไม่รู้ชะตากรรม
แต่เรื่องราวของโจเซฟไม่ได้จบลงแค่การเป็นทาสนะครับ เขากลับสามารถพลิกผันชีวิตตัวเองขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนได้เป็นถึงอัครมหาเสนาบดีของอียิปต์เลยทีเดียว นี่คือจุดที่ทำให้ผมรู้สึกทึ่งมากๆ ครับ ในขณะที่คนอื่นอาจจะจมอยู่กับความเศร้าหรือความแค้น โจเซฟกลับใช้สติปัญญาและความสามารถของตัวเองในการสร้างคุณค่าให้กับชีวิต และสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติที่เขาไปอยู่ด้วยครับ
จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องก็คือช่วงเวลาที่เกิดความอดอยากครั้งใหญ่ครับ ซึ่งกินเวลานานถึงเจ็ดปีเลยทีเดียว ในช่วงเวลานี้เองที่พี่ชายของโจเซฟเดินทางมายังอียิปต์เพื่อขอซื้อธัญพืช เพราะพวกเขาไม่รู้เลยว่าคนที่กำลังบริหารจัดการเรื่องเสบียงอาหารทั้งหมดอยู่นั้นคือ "น้องชาย" ที่พวกเขาคิดว่าตายไปแล้วนั่นเองครับ ตรงนี้เป็นฉากที่ผมลุ้นมากๆ ว่าโจเซฟจะจำพี่ชายได้ไหม แล้วจะทำยังไงต่อไป จะแก้แค้น หรือจะให้อภัย?
สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจในภาพยนตร์เรื่องนี้มากๆ เลยก็คือการแสดงครับ นักแสดงทุกคนถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ตัวละครมีชีวิตชีวาและเราก็สามารถเชื่อมโยงกับพวกเขาได้ง่ายมากๆ โดยเฉพาะตัวละครโจเซฟเอง ที่แม้จะเจอเรื่องราวร้ายๆ มามากมาย แต่เขาก็ยังคงรักษาความดีและความศรัทธาของตัวเองไว้ได้เสมอครับ การแสดงออกถึงความรู้สึกภายในของเขา ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด ความหวัง หรือแม้กระทั่งความรักที่มีต่อครอบครัว มันทำให้เรารู้สึกร่วมไปกับเขาได้จริงๆ ครับ
นอกจากเรื่องราวที่เข้มข้นและการแสดงที่ยอดเยี่ยมแล้ว โปรดักชั่นของหนังเรื่องนี้ก็ถือว่าทำได้ดีไม่แพ้กันครับ การจำลองฉากอียิปต์โบราณ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หรือแม้แต่ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ก็ดูสมจริงมากๆ ครับ ทำให้เราเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปอยู่ในยุคนั้นจริงๆ บรรยากาศของเรื่องก็ช่วยส่งเสริมให้เราอินกับเนื้อหาได้มากขึ้นไปอีกครับ
Joseph ไม่ใช่แค่หนังที่เล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์เท่านั้น แต่ยังสอดแทรกข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับชีวิตไว้มากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความอิจฉาริษยาที่สามารถทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ การให้อภัยที่ยิ่งใหญ่กว่าการแก้แค้น ความอดทนและความพยายามที่จะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จ รวมถึงความศรัทธาในสิ่งที่เราเชื่อมั่นครับ ผมว่าหนังเรื่องนี้ให้แง่คิดในการใช้ชีวิตได้ดีมากๆ ครับ โดยเฉพาะในยุคที่สังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้งแบบนี้ การให้อภัยและทำความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ครับ
สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างคือหนังไม่ได้นำเสนอแต่เรื่องราวที่สวยงามหรือปาฏิหาริย์อย่างเดียวครับ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความทุกข์ยาก ลำบาก และความเจ็บปวดที่โจเซฟต้องเผชิญ มันทำให้เรื่องราวมีความสมจริงและเข้าถึงได้มากขึ้นครับ เราได้เห็นพัฒนาการของตัวละครโจเซฟตั้งแต่เด็กหนุ่มผู้ใสซื่อ ไปจนถึงชายหนุ่มผู้เข้มแข็งและเปี่ยมด้วยสติปัญญาได้อย่างชัดเจนครับ
คะแนน 8.2/10 ที่ได้จาก TMDB ผมว่าสมเหตุสมผลมากๆ ครับ เพราะเป็นหนังที่ดูได้ทุกเพศทุกวัย และยังให้ข้อคิดดีๆ กลับไปอีกด้วยครับ ถ้าใครกำลังมองหาหนังดีๆ สักเรื่องที่ไม่ได้มีแค่ความบันเทิง แต่ยังให้แรงบันดาลใจและข้อคิดในการใช้ชีวิต ผมแนะนำ Joseph (1995) เลยครับ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ผมได้ฉุกคิดอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับชีวิตครับ บางทีการที่เราเจอเรื่องร้ายๆ ในชีวิต อาจจะเป็นเพียงบททดสอบ หรือเป็นบันไดที่นำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่าก็ได้ครับ เหมือนกับโจเซฟที่ถูกขายเป็นทาส แต่ท้ายที่สุดเขาก็ได้กลายเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยชีวิตผู้คนมากมายครับ
หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ ใครเคยดูเรื่องนี้แล้วมีความคิดเห็นยังไง มาแชร์กันได้เลยนะครับ ผมอยากฟังความคิดเห็นของเพื่อนๆ ทุกคนครับ ขอบคุณครับ!