หมอหัวใจแนะนักวิ่ง เช็ก "หัวใจเต้นช้า" แค่ไหนปกติ แค่ไหนควรพบแพทย์
หมอแอร์ แนะนักวิ่งอย่ามองแค่ตัวเลขหัวใจเต้นช้า แต่ต้องดูระดับการซ้อมและอาการร่วม หากต่ำกว่า 35 ครั้งต่อนาที หรือมีหน้ามืด เป็นลม ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม
นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา (หมอแอร์) อายุรแพทย์โรคหัวใจ และผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology เปิดเผยผ่าน เฟซบุ๊ก Akanis Srisukwattana อธิบายว่า หัวใจเต้นช้าในนักวิ่งไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเสมอไป แต่ก็ไม่ใช่ว่ายิ่งช้ายิ่งดี การประเมินต้องดูร่วมกัน 3 ปัจจัย ได้แก่
- หัวใจเต้นช้าแค่ไหน
- มีอาการผิดปกติร่วมด้วยหรือไม่
- ความช้าสัมพันธ์กับระดับการฝึกซ้อมจริงหรือไม่
โดยทั่วไป คนทั่วไปจะมีอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที
แต่ในนักวิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ฝึกแบบ Endurance อย่างต่อเนื่อง อัตราการเต้นของหัวใจอาจอยู่ที่ 40-50 ครั้งต่อนาที ได้ สาเหตุเกิดจากภาวะ Athlete's Heart หรือการปรับตัวของหัวใจจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เมื่อฝึกแอโรบิกต่อเนื่อง หัวใจจะสูบฉีดเลือดได้มากขึ้นในแต่ละครั้ง จึงไม่จำเป็นต้องเต้นถี่เหมือนเดิม
นอกจากนี้ ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) หรือ Vagal Tone จะทำงานเด่นขึ้นในผู้ที่มีสมรรถภาพร่างกายดี ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลงในขณะพัก การเปลี่ยนแปลงนี้ควร สัมพันธ์กับระดับการฝึกซ้อม โดยส่วนใหญ่จะพบในผู้ที่ออกกำลังกายแบบ Endurance อย่างน้อย 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องนานกว่า 2 เดือน
หัวใจเต้นช้าแค่ไหนจึงควรเริ่มสังเกต?
50-60 ครั้งต่อนาที มักไม่น่ากังวล หากออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่มีอาการผิดปกติ และหัวใจสามารถเร่งอัตราการเต้นได้ดีเมื่อออกกำลังกาย
40-50 ครั้งต่อนาที พบได้ในนักวิ่งที่ซ้อมต่อเนื่องหรือมีพื้นฐานกีฬา Endurance หากไม่มีอาการ เช่น หน้ามืด เป็นลม ใจสั่น หรือเหนื่อยผิดปกติ มักถือว่าเป็นภาวะปกติ แต่หากออกกำลังกายน้อย ควรเข้ารับการประเมินเพิ่มเติม
35-40 ครั้งต่อนาที เริ่มควร "เอ๊ะ" โดยเฉพาะหากไม่ได้เป็นนักกีฬา Endurance ไม่ได้ซ้อมหนัก หรือเพิ่งเริ่มวิ่งไม่นาน
ต่ำกว่า 35 ครั้งต่อนาที (ขณะตื่นและพักจริง) ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ประเมินการตอบสนองของหัวใจขณะออกกำลังกาย และตรวจบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (Patch ECG หรือ Holter Monitor) เพื่อค้นหาความผิดปกติของจังหวะหัวใจ
ต่ำกว่า 30 ครั้งต่อนาที (ขณะตื่น) ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด
อาการที่ไม่ควรมองข้าม
หากหัวใจเต้นช้าร่วมกับอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์
- เวียนศีรษะ
- หน้ามืด
- เป็นลมหรือเกือบเป็นลม
- ใจสั่น
- ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ
- เจ็บหน้าอก
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ
- สมรรถภาพการออกกำลังกายลดลงอย่างชัดเจน
- อัตราการเต้นของหัวใจไม่เพิ่มตามความหนักของการออกกำลังกาย
โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเป็นลมหรือเกือบเป็นลม ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุไม่ได้ซ้อมหนัก แต่หัวใจเต้นช้ามาก ต้องระวัง หลายคนเข้าใจผิดว่า หัวใจเต้นช้ายิ่งแสดงว่าฟิตมาก แต่หากพบว่าหัวใจเต้นเพียง 38 ครั้งต่อนาที ทั้งที่วิ่งสัปดาห์ละ 2 วัน ไม่ได้ฝึก Endurance อย่างต่อเนื่อง หรือเพิ่งเริ่มวิ่งไม่นาน กรณีเช่นนี้ควรระมัดระวัง เพราะอัตราการเต้นของหัวใจควรสอดคล้องกับปริมาณการฝึกซ้อม
หากซ้อมไม่มากแต่หัวใจเต้นช้าผิดปกติ อาจมีสาเหตุอื่น เช่น
- ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ
- ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
- ความผิดปกติของเกลือแร่
- ภาวะได้รับพลังงานไม่เพียงพอ
- ความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ
- ปัจจัยทางพันธุกรรม
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรจำคือ หัวใจเต้นช้าในนักวิ่งไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเสมอไป แต่ต้องช้าสมเหตุสมผลกับระดับการซ้อม และต้องสามารถเร่งอัตราการเต้นได้ดีเมื่อออกกำลังกาย
เช็กตัวเองง่าย ๆ 5 ข้อ
หากพบว่าหัวใจเต้นช้าขณะพัก ลองประเมินตัวเองจากคำถามต่อไปนี้
- ฝึก Endurance มาอย่างต่อเนื่องจริงหรือไม่
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์
- อัตราการเต้นของหัวใจค่อย ๆ ลดลงตามการฝึก หรือช้าผิดปกติตั้งแต่แรก
- เวลาเดินเร็ว วิ่งเบา หรือขึ้นเนิน หัวใจสามารถเต้นเร็วขึ้นได้ตามปกติหรือไม่
- มีอาการเวียนศีรษะ ใจสั่น เป็นลม หรือเหนื่อยผิดปกติหรือไม่
หากหัวใจเต้นช้า แต่ฝึกซ้อมมานาน ไม่มีอาการผิดปกติ หัวใจตอบสนองต่อการออกกำลังกายได้ดี และผลตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติ ส่วนใหญ่มักไม่ใช่ภาวะที่น่ากังวล แต่หากหัวใจเต้นช้ามาก ทั้งที่ออกกำลังกายไม่มาก หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียด
ที่มา
หมอหัวใจแนะนักวิ่ง เช็ก "หัวใจเต้นช้า" แค่ไหนปกติ แค่ไหนควรพบแพทย์
หมอหัวใจแนะนักวิ่ง เช็ก "หัวใจเต้นช้า" แค่ไหนปกติ แค่ไหนควรพบแพทย์
หมอแอร์ แนะนักวิ่งอย่ามองแค่ตัวเลขหัวใจเต้นช้า แต่ต้องดูระดับการซ้อมและอาการร่วม หากต่ำกว่า 35 ครั้งต่อนาที หรือมีหน้ามืด เป็นลม ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม
นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา (หมอแอร์) อายุรแพทย์โรคหัวใจ และผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology เปิดเผยผ่าน เฟซบุ๊ก Akanis Srisukwattana อธิบายว่า หัวใจเต้นช้าในนักวิ่งไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเสมอไป แต่ก็ไม่ใช่ว่ายิ่งช้ายิ่งดี การประเมินต้องดูร่วมกัน 3 ปัจจัย ได้แก่
- หัวใจเต้นช้าแค่ไหน
- มีอาการผิดปกติร่วมด้วยหรือไม่
- ความช้าสัมพันธ์กับระดับการฝึกซ้อมจริงหรือไม่
โดยทั่วไป คนทั่วไปจะมีอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที
แต่ในนักวิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ฝึกแบบ Endurance อย่างต่อเนื่อง อัตราการเต้นของหัวใจอาจอยู่ที่ 40-50 ครั้งต่อนาที ได้ สาเหตุเกิดจากภาวะ Athlete's Heart หรือการปรับตัวของหัวใจจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เมื่อฝึกแอโรบิกต่อเนื่อง หัวใจจะสูบฉีดเลือดได้มากขึ้นในแต่ละครั้ง จึงไม่จำเป็นต้องเต้นถี่เหมือนเดิม
นอกจากนี้ ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) หรือ Vagal Tone จะทำงานเด่นขึ้นในผู้ที่มีสมรรถภาพร่างกายดี ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลงในขณะพัก การเปลี่ยนแปลงนี้ควร สัมพันธ์กับระดับการฝึกซ้อม โดยส่วนใหญ่จะพบในผู้ที่ออกกำลังกายแบบ Endurance อย่างน้อย 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องนานกว่า 2 เดือน
หัวใจเต้นช้าแค่ไหนจึงควรเริ่มสังเกต?
50-60 ครั้งต่อนาที มักไม่น่ากังวล หากออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่มีอาการผิดปกติ และหัวใจสามารถเร่งอัตราการเต้นได้ดีเมื่อออกกำลังกาย
40-50 ครั้งต่อนาที พบได้ในนักวิ่งที่ซ้อมต่อเนื่องหรือมีพื้นฐานกีฬา Endurance หากไม่มีอาการ เช่น หน้ามืด เป็นลม ใจสั่น หรือเหนื่อยผิดปกติ มักถือว่าเป็นภาวะปกติ แต่หากออกกำลังกายน้อย ควรเข้ารับการประเมินเพิ่มเติม
35-40 ครั้งต่อนาที เริ่มควร "เอ๊ะ" โดยเฉพาะหากไม่ได้เป็นนักกีฬา Endurance ไม่ได้ซ้อมหนัก หรือเพิ่งเริ่มวิ่งไม่นาน
ต่ำกว่า 35 ครั้งต่อนาที (ขณะตื่นและพักจริง) ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ประเมินการตอบสนองของหัวใจขณะออกกำลังกาย และตรวจบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (Patch ECG หรือ Holter Monitor) เพื่อค้นหาความผิดปกติของจังหวะหัวใจ
ต่ำกว่า 30 ครั้งต่อนาที (ขณะตื่น) ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด
อาการที่ไม่ควรมองข้าม
หากหัวใจเต้นช้าร่วมกับอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์
- เวียนศีรษะ
- หน้ามืด
- เป็นลมหรือเกือบเป็นลม
- ใจสั่น
- ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ
- เจ็บหน้าอก
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ
- สมรรถภาพการออกกำลังกายลดลงอย่างชัดเจน
- อัตราการเต้นของหัวใจไม่เพิ่มตามความหนักของการออกกำลังกาย
โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเป็นลมหรือเกือบเป็นลม ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุไม่ได้ซ้อมหนัก แต่หัวใจเต้นช้ามาก ต้องระวัง หลายคนเข้าใจผิดว่า หัวใจเต้นช้ายิ่งแสดงว่าฟิตมาก แต่หากพบว่าหัวใจเต้นเพียง 38 ครั้งต่อนาที ทั้งที่วิ่งสัปดาห์ละ 2 วัน ไม่ได้ฝึก Endurance อย่างต่อเนื่อง หรือเพิ่งเริ่มวิ่งไม่นาน กรณีเช่นนี้ควรระมัดระวัง เพราะอัตราการเต้นของหัวใจควรสอดคล้องกับปริมาณการฝึกซ้อม
หากซ้อมไม่มากแต่หัวใจเต้นช้าผิดปกติ อาจมีสาเหตุอื่น เช่น
- ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ
- ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
- ความผิดปกติของเกลือแร่
- ภาวะได้รับพลังงานไม่เพียงพอ
- ความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ
- ปัจจัยทางพันธุกรรม
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรจำคือ หัวใจเต้นช้าในนักวิ่งไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเสมอไป แต่ต้องช้าสมเหตุสมผลกับระดับการซ้อม และต้องสามารถเร่งอัตราการเต้นได้ดีเมื่อออกกำลังกาย
เช็กตัวเองง่าย ๆ 5 ข้อ
หากพบว่าหัวใจเต้นช้าขณะพัก ลองประเมินตัวเองจากคำถามต่อไปนี้
- ฝึก Endurance มาอย่างต่อเนื่องจริงหรือไม่
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์
- อัตราการเต้นของหัวใจค่อย ๆ ลดลงตามการฝึก หรือช้าผิดปกติตั้งแต่แรก
- เวลาเดินเร็ว วิ่งเบา หรือขึ้นเนิน หัวใจสามารถเต้นเร็วขึ้นได้ตามปกติหรือไม่
- มีอาการเวียนศีรษะ ใจสั่น เป็นลม หรือเหนื่อยผิดปกติหรือไม่
หากหัวใจเต้นช้า แต่ฝึกซ้อมมานาน ไม่มีอาการผิดปกติ หัวใจตอบสนองต่อการออกกำลังกายได้ดี และผลตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติ ส่วนใหญ่มักไม่ใช่ภาวะที่น่ากังวล แต่หากหัวใจเต้นช้ามาก ทั้งที่ออกกำลังกายไม่มาก หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียด
ที่มา