นิพพาน 2 ประเภท
( อธิบายความหมายที่ไม่เหมือนทั่วๆไป)
โดย พุทธทาสภิกขุ
" นิพพานธาตุ ธาตุแห่งนิพพาน :
ธา-ตุ นิพพานธาตุ มีอยู่ 2 อย่าง คือ สอุปาทิเสส และ อนุปาทิเสส
นิพพานธาตุ เขาสอนกันว่า นิพพานสอุปาทิเสส นั้นคือ พระอรหันต์สิ้นกิเลสก็ยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่าท่านบรรลุ
"สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ" ครั้นพระอรหันต์องค์นั้นตายลง ดับลง ก็เรียกว่าท่านบรรลุ"อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ"
คำแรก แปลว่า การดับที่มีอุปาทิเหลือเชื้อ คำหลัง แปลว่า การดับที่ไม่มีอุปาทิเหลือเชื้อ
ตัวหนังสือว่าอย่างนี้ เขาไปแปลเสียว่า ดับแล้วยังเป็นๆอยู่ สิ้นกิเลสแล้วยังเป็นๆอยู่ เรียกว่า
นิพพานอย่างแรก ที่มีเชื้อเหลืออยู่ สิ้นกิเลสแล้วตายลงเรียกว่าดับสิ้นเชื้อ นี่สอนกันอย่างนี้
ในอรรถกถาก็สอนกันอยู่อย่างนี้ ในคัมภีร์ชั้นหลัง เช่น วิสุทธิมรรค ก็สอนอยู่อย่างนี้ แบบเรียนนักธรรม
ก็เอามาจากคัมภีร์เหล่านี้
ดังนั้น จึงเอามาสอนอยู่อย่างนี้ ภิกษุสามเณรก็สอนอยู่ต่อๆกันไปอย่างนี้ว่า นิพพานชนิดมีเชื้อเหลือคือ
คนยังเป็นๆอยู่ พระอรหันต์ยังเป็นๆอยู่
นิพพานไม่มีเชื้อเหลือคือพระอรหันต์ตายแล้ว นิพพานได้ต่อตายแล้ว.
นี้ เรามีตั้งข้อสังเกตว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรนิพพานต่อตายแล้ว ไปดูบาลี (พระบาลีไตรปิฎก) กันใหม่
ไปดูบาลีต้นตอเดิมในพระไตรปิฎก ในคัมภีร์อิติวุตตกะ หมวด 2 กันเสียใหม่ ก็พบคำอธิบายเป็นอย่างอื่น
ว่าไม่ได้ตาย ไม่ได้เกี่ยวกับตาย
อย่างที่บอกท่านทั้งหลายแล้วว่า นิพพานไม่ใช่ตาย นิพพานไม่เกี่ยวกับตาย นิพพานได้โดยไม่ต้องตาย
แต่จะทำอย่างไรได้ ในโรงเรียนสอนมาผิดๆเสียแล้ว สอนเด็กๆเรียนภาษาไทย ตายของคนเรียกว่าอย่างนั้น,
ตายของพระเจ้าแผ่นดินเรียกว่าอย่างนั้น, ตายของเจ้านายเรียกว่าอย่างนั้น, ตายของพระเรียกว่าอย่างนั้น,
ตายของช้างเรียกว่าอย่างนั้น, จนตายของพระอรหันต์เรียกว่านิพพาน
เด็กๆก็ได้รับความรู้ที่ผิดมาตั้งแต่เด็ก ว่าตายคือนิพพาน นิพพานคือตาย ตายของพระอรหันต์ แต่ในพระบาลี
แท้ๆ นิพพานไม่ได้เกี่ยวกับตาย นิพพาน คือ ดับไปแห่งของร้อนคือกิเลส ถ้ากิเลสมันดับก็คือความร้อนมันดับ
ก็เรียกว่าเย็น ความร้อนมันดับก็เรียกว่าเย็น การที่กิเลสซึ่งเป็นของร้อนดับเรียกว่า "นิพพาน" คือ "เย็น"
ที่นี้ ดับอย่างไรมีเชื้อเหลือ? ดับอย่างไรไม่มีเชื้อเหลือ? พระบาลีแท้ๆมีข้อความว่า สิ้นราคะ โทสะ โมหะ
มีประโยชน์ตนถึงที่สุดแล้ว คือหมดกิเลสแล้ว แต่ว่าอินทรีย์ยังไม่ถูกกำจัด ยังรู้สึกเจ็บปวดได้เหมือน
คนธรรมดาอยู่
เวทนาทั้งหลายของเขายังไม่เย็น คือว่าเครื่องรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยังไม่ถูกกำจัดถึงที่สุด
มันยังรู้สึกกระวนกระวายด้วยสิ่งที่มากระทบบ้างตามสมควร เวทนาทั้งหลายของบุคคลนั้นจึงยังไม่เย็นสนิท
นี่คือนิพพานที่มีเชื้อเหลือ
ส่วนนิพพานที่ไม่มีเชื้อเหลือนั้น เขาก็สิ้นกิเลสหมดแล้ว เวทนาเย็นสนิท อินทรีย์ถูกกำจัด เวทนาเย็นสนิท
เวทนาอย่างไรจะเกิดขึ้นมาแก่เขามันเย็นทั้งนั้น จะมาโดยเวทนาอย่างไร เมื่อจะเจ็บไข้ได้ป่วย จะถูกฆ่าถูกตัด
ถูกฟันอะไรก็ตาม เวทนานั้นจะเป็นของเย็น ไม่ร้อนได้ คือไม่เป็นทุกข์ได้ นี่คือว่านิพพานถึงที่สุด คือไม่มีเชื้อเหลือ
คนนั้นก็ไม่ได้ตาย พระอรหันต์นั้นไม่ได้ดับ ไม่ได้ตาย จะเหลือชีวิตอยู่เป็นอยู่ต่อไป ชนิดที่อินทรีย์ ตา หู จมูก
ลิ้น กาย ใจ ของเขา ได้รับการควบคุมถึงที่สุด จนเวทนาทั้งปวงเป็นของเย็น เย็นสนิท.
พระอรหันต์ทีแรกนั้น คล้ายๆ กับพระอรหันต์ใหม่ๆ เวทนายังไม่เย็นสนิท อาตมาเรียกอย่างนี้ มีคนคัดค้านว่า
พระอรหันต์ใหม่ พระอรหันต์เก่า เขาไม่ชอบฟัง แต่ที่จริงมันคล้ายๆกับอย่างนั้น พระอรหันต์ที่ยังใหม่ๆอยู่อะไรๆ
มันยังไม่ลงถึงที่สุด เวทนายังเป็นของร้อนอยู่บ้าง แต่ไม่มีกิเลสดอก คือไม่เกิดเวทนาชนิดที่ทำให้เกิดกิเลส
แต่มันก็ยังไม่เย็น เพราะมันรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง
ในพระบาลีมีเล่าเรื่องนี้ พอที่จะเป็นอุปมาได้ว่า ช่างเผาหม้อเขาเผาหม้อในเตา ไฟลุกโชนแดงจนหม้อสุกแล้ว
เขาก็เห็นว่าควรจะเอาออก เขาเขี่ย เขาปิดตา เขาเขี่ยหม้อแดงๆนั้น ไฟลุกแดงนั้นออกมาจากเตา พอมันออกมา
จากเตามันก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ ดำสนิทแหละ แต่ไปจับเข้ามือยังพอง แม้มันจะดำอย่างนั้นแล้วมือยังพอง
เขาต้องรอไว้อีกระยะหนึ่ง ทิ้งไว้นานต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าไปจับเข้าได้มือไม่พอง ไม่มีความร้อนเหลือ
นี่อุปมาของสอุปาทิเสสนิพพาน และ อนุปาทิเสส ทีแรกมันเพียงสักว่าดับ แต่ความร้อนยังเหลืออยู่ในนั้น
ต่อมาความร้อนมันระเหยไปหมด ไม่ร้อนเหลืออยู่เลย นั่นคือ"อนุปาทิเสสนิพพาน" ดับไม่มีเชื้อเหลือ.
พอจะเรียกได้ไหมว่า พระอรหันต์ใหม่ พระอรหันต์เก่า เหมือนกับจีนใหม่ จีนเก่า เพิ่งมาจากเมืองจีน ยังเป็น
จีนอยู่มาก ยังไม่หมดจีน แต่อยู่ไปนานๆหมดความเป็นจีน เป็นไทย ลูกจีนเก่า
นี้ พระอรหันต์ใหม่ พระอรหันต์เก่า ก็คล้ายๆกัน โดยอุปมาน่ะ! เพิ่งสิ้นกิเลสชนิดที่อินทรีย์ยังไม่เย็น ก็มี,
สิ้นกิเลสทันทีอินทรีย์เย็นทันทีก็มีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะต้องรอนานนัก เพราะว่าที่อินทรีย์ยังไม่ถูกกำจัด
เวทนายังไม่เย็น อาจจะระยะยาวก็ได้ พระอรหันต์พวกนี้ยังรู้สึกเจ็บปวดมาก
เมื่อมีกล่าวถึงเรื่องพระอรหันต์ทำลายชีวิตตนเอง เพราะทนต่อความเจ็บปวดทุกขเวทนาของโรคไม่ไหว
ฆ่าตัวตาย ถ้าว่ามันจริงอย่างนั้น ว่าพระอรหันต์มีการฆ่าตัวตายแล้ว ก็คือพระอรหันต์ใหม่นั่นเอง พระอรหันต์
ที่อินทรีย์ยังไม่ถูกกำจัด เวทนายังไม่เป็นของเย็น เพราะจิตใจของท่านไม่ได้เปลี่ยนถึงที่สุด อย่างนี้ก็มีพูดถึง
เหมือนกัน
แต่อาตมาไม่ค่อยเชื่อดอก ว่าพระอรหันต์ฆ่าตัวตาย ยังต้องสอบสวนดูกันอีก แต่ในบาลีมันมีฆ่าตัวตายเพราะ
ความเจ็บปวดด้วยทุกข์ด้วยโรค เกิดทรมาน ก็เลยทำลายชีวิตตนเอง
เรื่องนี้มันอธิบายยาก ถ้าสำหรับพระอรหันต์ก็ไม่มีความหมายดอก แต่ถ้าคนธรรมดาฆ่าตัวเองแล้วมันมี
ความหมายมาก ฆ่าตัวเองเพราะว่าไม่อยากจะทนทุกขเวทนาอันเจ็บปวด.
เอาละ นี้คือคำว่า "นิพพาน" ที่จะต้องอธิบายกันเสียใหม่ เพื่อเอาใจความนิดเดียวเท่านั้นแหละ ว่านิพพานๆ นี้
แปลว่าเย็น และไม่เกี่ยวกับความตาย ความตายไม่เย็น ความตายไม่ช่วยให้เย็น และนิพพานไม่เกี่ยวกับความตาย
นิพพานถึงที่สุดเป็นอนุปาทิเสสนิพพาน แล้วก็ไม่ต้องตาย ยังอยู่ไปจนกว่าสังขารร่างกายนั้นมันจะดับลง ก็ดับลง
โดยอำนาจแห่งนิพพานชนิดนั้น
พระอรหันต์บางองค์อาจจะนิพพานลงด้วยสอุปาทิเสสนิพพานก็ได้ ไม่น่าดู พระอรหันต์บางองค์หรือส่วนมากจะ
นิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ พระอรหันต์ไม่ได้นิพพาน ร่างกายของพระอรหันต์ดับลง ด้วยอำนาจของ
นิพพานชนิดใดชนิดหนึ่งใน 2 ชนิดนั้น.
ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้วก็เรียกว่าเข้าใจเรื่องนิพพานถูกต้อง ถูกต้องอย่างอาตมาว่า แต่ก็ไม่รับรองว่าจะไม่ถูกด่า
โดยคนบางพวก คณาจารย์บางพวกเขาจะไม่อธิบายอย่างนี้."
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : บรรยายธรรมประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา ชุดฟ้าสางระหว่าง 50 ปีที่มีสวนโมกข์ ครั้งที่ 9 เมื่อ
28 พฤษภาคม 2526 ณ ศาลามหานาวา สวนโมกขพลาราม จากหนังสือ "ฟ้าสางทางธรรม" หน้า 61-69
อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานที่ไม่มีเชื้อเหลือ ตามบาลีเดิมไม่ได้เกี่ยวกับตาย ตามความเห็นท่านพุทธทาส
( อธิบายความหมายที่ไม่เหมือนทั่วๆไป)
โดย พุทธทาสภิกขุ
" นิพพานธาตุ ธาตุแห่งนิพพาน :
ธา-ตุ นิพพานธาตุ มีอยู่ 2 อย่าง คือ สอุปาทิเสส และ อนุปาทิเสส
นิพพานธาตุ เขาสอนกันว่า นิพพานสอุปาทิเสส นั้นคือ พระอรหันต์สิ้นกิเลสก็ยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่าท่านบรรลุ
"สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ" ครั้นพระอรหันต์องค์นั้นตายลง ดับลง ก็เรียกว่าท่านบรรลุ"อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ"
คำแรก แปลว่า การดับที่มีอุปาทิเหลือเชื้อ คำหลัง แปลว่า การดับที่ไม่มีอุปาทิเหลือเชื้อ
ตัวหนังสือว่าอย่างนี้ เขาไปแปลเสียว่า ดับแล้วยังเป็นๆอยู่ สิ้นกิเลสแล้วยังเป็นๆอยู่ เรียกว่า
นิพพานอย่างแรก ที่มีเชื้อเหลืออยู่ สิ้นกิเลสแล้วตายลงเรียกว่าดับสิ้นเชื้อ นี่สอนกันอย่างนี้
ในอรรถกถาก็สอนกันอยู่อย่างนี้ ในคัมภีร์ชั้นหลัง เช่น วิสุทธิมรรค ก็สอนอยู่อย่างนี้ แบบเรียนนักธรรม
ก็เอามาจากคัมภีร์เหล่านี้
ดังนั้น จึงเอามาสอนอยู่อย่างนี้ ภิกษุสามเณรก็สอนอยู่ต่อๆกันไปอย่างนี้ว่า นิพพานชนิดมีเชื้อเหลือคือ
คนยังเป็นๆอยู่ พระอรหันต์ยังเป็นๆอยู่
นิพพานไม่มีเชื้อเหลือคือพระอรหันต์ตายแล้ว นิพพานได้ต่อตายแล้ว.
นี้ เรามีตั้งข้อสังเกตว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรนิพพานต่อตายแล้ว ไปดูบาลี (พระบาลีไตรปิฎก) กันใหม่
ไปดูบาลีต้นตอเดิมในพระไตรปิฎก ในคัมภีร์อิติวุตตกะ หมวด 2 กันเสียใหม่ ก็พบคำอธิบายเป็นอย่างอื่น
ว่าไม่ได้ตาย ไม่ได้เกี่ยวกับตาย
อย่างที่บอกท่านทั้งหลายแล้วว่า นิพพานไม่ใช่ตาย นิพพานไม่เกี่ยวกับตาย นิพพานได้โดยไม่ต้องตาย
แต่จะทำอย่างไรได้ ในโรงเรียนสอนมาผิดๆเสียแล้ว สอนเด็กๆเรียนภาษาไทย ตายของคนเรียกว่าอย่างนั้น,
ตายของพระเจ้าแผ่นดินเรียกว่าอย่างนั้น, ตายของเจ้านายเรียกว่าอย่างนั้น, ตายของพระเรียกว่าอย่างนั้น,
ตายของช้างเรียกว่าอย่างนั้น, จนตายของพระอรหันต์เรียกว่านิพพาน
เด็กๆก็ได้รับความรู้ที่ผิดมาตั้งแต่เด็ก ว่าตายคือนิพพาน นิพพานคือตาย ตายของพระอรหันต์ แต่ในพระบาลี
แท้ๆ นิพพานไม่ได้เกี่ยวกับตาย นิพพาน คือ ดับไปแห่งของร้อนคือกิเลส ถ้ากิเลสมันดับก็คือความร้อนมันดับ
ก็เรียกว่าเย็น ความร้อนมันดับก็เรียกว่าเย็น การที่กิเลสซึ่งเป็นของร้อนดับเรียกว่า "นิพพาน" คือ "เย็น"
ที่นี้ ดับอย่างไรมีเชื้อเหลือ? ดับอย่างไรไม่มีเชื้อเหลือ? พระบาลีแท้ๆมีข้อความว่า สิ้นราคะ โทสะ โมหะ
มีประโยชน์ตนถึงที่สุดแล้ว คือหมดกิเลสแล้ว แต่ว่าอินทรีย์ยังไม่ถูกกำจัด ยังรู้สึกเจ็บปวดได้เหมือน
คนธรรมดาอยู่
เวทนาทั้งหลายของเขายังไม่เย็น คือว่าเครื่องรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยังไม่ถูกกำจัดถึงที่สุด
มันยังรู้สึกกระวนกระวายด้วยสิ่งที่มากระทบบ้างตามสมควร เวทนาทั้งหลายของบุคคลนั้นจึงยังไม่เย็นสนิท
นี่คือนิพพานที่มีเชื้อเหลือ
ส่วนนิพพานที่ไม่มีเชื้อเหลือนั้น เขาก็สิ้นกิเลสหมดแล้ว เวทนาเย็นสนิท อินทรีย์ถูกกำจัด เวทนาเย็นสนิท
เวทนาอย่างไรจะเกิดขึ้นมาแก่เขามันเย็นทั้งนั้น จะมาโดยเวทนาอย่างไร เมื่อจะเจ็บไข้ได้ป่วย จะถูกฆ่าถูกตัด
ถูกฟันอะไรก็ตาม เวทนานั้นจะเป็นของเย็น ไม่ร้อนได้ คือไม่เป็นทุกข์ได้ นี่คือว่านิพพานถึงที่สุด คือไม่มีเชื้อเหลือ
คนนั้นก็ไม่ได้ตาย พระอรหันต์นั้นไม่ได้ดับ ไม่ได้ตาย จะเหลือชีวิตอยู่เป็นอยู่ต่อไป ชนิดที่อินทรีย์ ตา หู จมูก
ลิ้น กาย ใจ ของเขา ได้รับการควบคุมถึงที่สุด จนเวทนาทั้งปวงเป็นของเย็น เย็นสนิท.
พระอรหันต์ทีแรกนั้น คล้ายๆ กับพระอรหันต์ใหม่ๆ เวทนายังไม่เย็นสนิท อาตมาเรียกอย่างนี้ มีคนคัดค้านว่า
พระอรหันต์ใหม่ พระอรหันต์เก่า เขาไม่ชอบฟัง แต่ที่จริงมันคล้ายๆกับอย่างนั้น พระอรหันต์ที่ยังใหม่ๆอยู่อะไรๆ
มันยังไม่ลงถึงที่สุด เวทนายังเป็นของร้อนอยู่บ้าง แต่ไม่มีกิเลสดอก คือไม่เกิดเวทนาชนิดที่ทำให้เกิดกิเลส
แต่มันก็ยังไม่เย็น เพราะมันรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง
ในพระบาลีมีเล่าเรื่องนี้ พอที่จะเป็นอุปมาได้ว่า ช่างเผาหม้อเขาเผาหม้อในเตา ไฟลุกโชนแดงจนหม้อสุกแล้ว
เขาก็เห็นว่าควรจะเอาออก เขาเขี่ย เขาปิดตา เขาเขี่ยหม้อแดงๆนั้น ไฟลุกแดงนั้นออกมาจากเตา พอมันออกมา
จากเตามันก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ ดำสนิทแหละ แต่ไปจับเข้ามือยังพอง แม้มันจะดำอย่างนั้นแล้วมือยังพอง
เขาต้องรอไว้อีกระยะหนึ่ง ทิ้งไว้นานต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าไปจับเข้าได้มือไม่พอง ไม่มีความร้อนเหลือ
นี่อุปมาของสอุปาทิเสสนิพพาน และ อนุปาทิเสส ทีแรกมันเพียงสักว่าดับ แต่ความร้อนยังเหลืออยู่ในนั้น
ต่อมาความร้อนมันระเหยไปหมด ไม่ร้อนเหลืออยู่เลย นั่นคือ"อนุปาทิเสสนิพพาน" ดับไม่มีเชื้อเหลือ.
พอจะเรียกได้ไหมว่า พระอรหันต์ใหม่ พระอรหันต์เก่า เหมือนกับจีนใหม่ จีนเก่า เพิ่งมาจากเมืองจีน ยังเป็น
จีนอยู่มาก ยังไม่หมดจีน แต่อยู่ไปนานๆหมดความเป็นจีน เป็นไทย ลูกจีนเก่า
นี้ พระอรหันต์ใหม่ พระอรหันต์เก่า ก็คล้ายๆกัน โดยอุปมาน่ะ! เพิ่งสิ้นกิเลสชนิดที่อินทรีย์ยังไม่เย็น ก็มี,
สิ้นกิเลสทันทีอินทรีย์เย็นทันทีก็มีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะต้องรอนานนัก เพราะว่าที่อินทรีย์ยังไม่ถูกกำจัด
เวทนายังไม่เย็น อาจจะระยะยาวก็ได้ พระอรหันต์พวกนี้ยังรู้สึกเจ็บปวดมาก
เมื่อมีกล่าวถึงเรื่องพระอรหันต์ทำลายชีวิตตนเอง เพราะทนต่อความเจ็บปวดทุกขเวทนาของโรคไม่ไหว
ฆ่าตัวตาย ถ้าว่ามันจริงอย่างนั้น ว่าพระอรหันต์มีการฆ่าตัวตายแล้ว ก็คือพระอรหันต์ใหม่นั่นเอง พระอรหันต์
ที่อินทรีย์ยังไม่ถูกกำจัด เวทนายังไม่เป็นของเย็น เพราะจิตใจของท่านไม่ได้เปลี่ยนถึงที่สุด อย่างนี้ก็มีพูดถึง
เหมือนกัน
แต่อาตมาไม่ค่อยเชื่อดอก ว่าพระอรหันต์ฆ่าตัวตาย ยังต้องสอบสวนดูกันอีก แต่ในบาลีมันมีฆ่าตัวตายเพราะ
ความเจ็บปวดด้วยทุกข์ด้วยโรค เกิดทรมาน ก็เลยทำลายชีวิตตนเอง
เรื่องนี้มันอธิบายยาก ถ้าสำหรับพระอรหันต์ก็ไม่มีความหมายดอก แต่ถ้าคนธรรมดาฆ่าตัวเองแล้วมันมี
ความหมายมาก ฆ่าตัวเองเพราะว่าไม่อยากจะทนทุกขเวทนาอันเจ็บปวด.
เอาละ นี้คือคำว่า "นิพพาน" ที่จะต้องอธิบายกันเสียใหม่ เพื่อเอาใจความนิดเดียวเท่านั้นแหละ ว่านิพพานๆ นี้
แปลว่าเย็น และไม่เกี่ยวกับความตาย ความตายไม่เย็น ความตายไม่ช่วยให้เย็น และนิพพานไม่เกี่ยวกับความตาย
นิพพานถึงที่สุดเป็นอนุปาทิเสสนิพพาน แล้วก็ไม่ต้องตาย ยังอยู่ไปจนกว่าสังขารร่างกายนั้นมันจะดับลง ก็ดับลง
โดยอำนาจแห่งนิพพานชนิดนั้น
พระอรหันต์บางองค์อาจจะนิพพานลงด้วยสอุปาทิเสสนิพพานก็ได้ ไม่น่าดู พระอรหันต์บางองค์หรือส่วนมากจะ
นิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ พระอรหันต์ไม่ได้นิพพาน ร่างกายของพระอรหันต์ดับลง ด้วยอำนาจของ
นิพพานชนิดใดชนิดหนึ่งใน 2 ชนิดนั้น.
ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้วก็เรียกว่าเข้าใจเรื่องนิพพานถูกต้อง ถูกต้องอย่างอาตมาว่า แต่ก็ไม่รับรองว่าจะไม่ถูกด่า
โดยคนบางพวก คณาจารย์บางพวกเขาจะไม่อธิบายอย่างนี้."
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : บรรยายธรรมประจำวันเสาร์ ภาควิสาขบูชา ชุดฟ้าสางระหว่าง 50 ปีที่มีสวนโมกข์ ครั้งที่ 9 เมื่อ
28 พฤษภาคม 2526 ณ ศาลามหานาวา สวนโมกขพลาราม จากหนังสือ "ฟ้าสางทางธรรม" หน้า 61-69