สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ผมจะมาขอรีวิวภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ผมเพิ่งได้ดูไป แล้วรู้สึกว่ามันดีงามจนต้องมาบอกต่อจริงๆ ครับ เรื่องนั้นก็คือ “El Infierno” หรือถ้าแปลตรงตัวก็คือ “นรก” นั่นแหละครับ หนังเรื่องนี้เป็นของเม็กซิกันนะครับ ออกฉายในปี 2010 ถึงแม้จะผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว แต่เนื้อหายังคงร่วมสมัยและกระแทกใจคนดูอย่างจังเลยครับ
ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าผมไม่ได้รู้จักหนังเรื่องนี้มาก่อนเลยครับ พอดีไปไถๆ ดูหนังเก่าๆ แล้วเจอชื่อนี้เข้าให้ พออ่านเรื่องย่อคร่าวๆ ว่าด้วยเรื่องของชายคนหนึ่งที่ถูกเนรเทศกลับเม็กซิโก แล้วต้องไปพัวพันกับแก๊งค้ายาบ้าเพื่อความอยู่รอด ผมก็รู้สึกสนใจทันทีครับ เพราะแนวนี้มันดูดิบเถื่อนและน่าจะมีอะไรให้คิดตามเยอะ
หนังเรื่องนี้มีเรตติ้งค่อนข้างสูงเลยนะครับ ได้ 7.9/10 จาก IMDB ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งครับว่าสมควรได้คะแนนประมาณนี้จริงๆ เพราะมันไม่ใช่แค่หนังแอคชั่นโฉ่งฉ่าง แต่เป็นหนังที่สะท้อนปัญหาทางสังคมได้อย่างถึงแก่น และทำให้เราเห็นภาพความจริงอันโหดร้ายของเม็กซิโกในช่วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจน
เนื้อเรื่องเริ่มต้นด้วย เบนจามิน การ์เซีย หรือ "เบนจามิน" ตัวเอกของเรา ที่ถูกส่งตัวกลับเม็กซิโกหลังจากไปใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกามานานถึง 20 ปีครับ พอกลับมาบ้านเกิดที่ซาน มิเกล บลังโก เขาก็พบว่าเมืองที่เคยรู้จักเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ จากเมืองเล็กๆ เงียบสงบ กลายเป็นรังของแก๊งค้ายาเสพติดไปแล้ว ผู้คนมากมายต้องตกเป็นเหยื่อของการคอร์รัปชั่น ความรุนแรง และความสิ้นหวัง
เบนจามินเองก็ไม่ใช่คนดีร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ เขากลับมาพร้อมกับความตั้งใจที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่แบบใสๆ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายที่ไร้ทางเลือก เขาก็ถูกบีบให้ต้องเข้าร่วมกับแก๊งค้ายาเพื่อความอยู่รอดครับ นี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นของ "นรก" ที่แท้จริงสำหรับเบนจามิน
สิ่งที่ผมชอบมากๆ ในหนังเรื่องนี้คือการแสดงของนักแสดงครับ โดยเฉพาะ Damián Alcázar ที่รับบทเป็นเบนจามิน เขาแสดงได้สมจริงมากๆ ครับ สีหน้า แววตา ท่าทาง มันสื่อถึงความรู้สึกสิ้นหวัง ความกลัว และความเจ็บปวดได้อย่างลึกซึ้งครับ เราจะเห็นพัฒนาการของตัวละครที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากคนธรรมดาที่พยายามจะต่อต้าน กลายเป็นส่วนหนึ่งของความชั่วร้ายได้อย่างน่าเชื่อถือ
หนังเรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอแค่ความรุนแรงของแก๊งค้ายาเท่านั้นนะครับ แต่ยังแฝงไปด้วยการเสียดสีสังคม การเมือง และศาสนาได้อย่างแสบสันต์ครับ มันสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อระบบมันเน่าเฟะ ผู้คนก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในแบบของตัวเอง บางคนเลือกที่จะเข้าร่วม บางคนเลือกที่จะนิ่งเฉย และบางคนก็ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ
ฉากต่างๆ ในเรื่องถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างดิบเถื่อนและสมจริงครับ มีฉากแอคชั่นที่รุนแรงและโหดร้าย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเกินจริงไปครับ มันทำให้เราเห็นภาพผลกระทบของยาเสพติดที่มีต่อผู้คนและสังคมได้อย่างชัดเจนมากๆ มันไม่ใช่แค่การยิงกันไปมา แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวด ความสูญเสีย และความไร้มนุษยธรรมที่เกิดขึ้น
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นอีกอย่างคือบทพูดครับ แต่ละประโยคที่ตัวละครพูดออกมามันคมคายและกินใจมากๆ ครับ มันสะท้อนความคิดความรู้สึกของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง และทำให้เราได้คิดตามว่าในสถานการณ์ที่สิ้นหวังแบบนั้น เราจะเลือกทำอะไร จะรักษาความเป็นคนไว้ได้นานแค่ไหน
ผมประทับใจกับฉากจบมากๆ ครับ มันเป็นฉากจบที่ไม่ได้ให้ความหวังแบบสวยหรู แต่กลับทิ้งความรู้สึกหดหู่และสิ้นหวังไว้ในใจคนดูได้อย่างมหาศาลครับ มันทำให้เราตระหนักว่าปัญหานี้มันไม่ได้มีทางออกง่ายๆ และยังคงเป็นบาดแผลที่ฝังลึกอยู่ในสังคมเม็กซิกันมาจนถึงทุกวันนี้
โดยรวมแล้ว "El Infierno" เป็นหนังที่ผมแนะนำให้ทุกคนได้ดูครับ โดยเฉพาะคนที่ชอบหนังแนวอาชญากรรม ดราม่า ที่สะท้อนสังคมและวัฒนธรรมของประเทศอื่น มันเป็นหนังที่ไม่ได้มีแค่ความบันเทิง แต่ยังให้แง่คิดและทำให้เราได้กลับมาทบทวนอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับความดี ความชั่ว และการเอาชีวิตรอดในโลกที่โหดร้ายใบนี้
ข้อควรระวังสำหรับคนที่คิดจะดูนะครับ หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาที่รุนแรง โหดร้าย และมีฉากที่สร้างความสะเทือนใจได้พอสมควรครับ ใครที่ไม่ชอบแนวนี้อาจจะต้องพิจารณาให้ดีก่อนดูครับ แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นหนังที่ดีมากๆ และคุ้มค่าแก่การดูอย่างยิ่งครับ
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่า "El Infierno" ไม่ใช่แค่หนังอาชญากรรมธรรมดาๆ แต่มันคืองานศิลปะที่สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของสังคมเม็กซิกันได้อย่างถึงแก่นครับ มันเป็นหนังที่ทำให้ผมได้เปิดโลกทัศน์และเข้าใจปัญหาของประเทศเขามากขึ้นครับ ถ้าใครมีโอกาส ลองไปหาดูกันนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ แล้วมาคุยกันได้นะครับว่ารู้สึกยังไงกับหนังเรื่องนี้บ้าง ขอบคุณครับ
รีวิว El Infierno (2010): หนังเม็กซิกันเสียดสีสังคมที่โคตรเจ็บปวดและสมจริง
สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ผมจะมาขอรีวิวภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ผมเพิ่งได้ดูไป แล้วรู้สึกว่ามันดีงามจนต้องมาบอกต่อจริงๆ ครับ เรื่องนั้นก็คือ “El Infierno” หรือถ้าแปลตรงตัวก็คือ “นรก” นั่นแหละครับ หนังเรื่องนี้เป็นของเม็กซิกันนะครับ ออกฉายในปี 2010 ถึงแม้จะผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว แต่เนื้อหายังคงร่วมสมัยและกระแทกใจคนดูอย่างจังเลยครับ
ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าผมไม่ได้รู้จักหนังเรื่องนี้มาก่อนเลยครับ พอดีไปไถๆ ดูหนังเก่าๆ แล้วเจอชื่อนี้เข้าให้ พออ่านเรื่องย่อคร่าวๆ ว่าด้วยเรื่องของชายคนหนึ่งที่ถูกเนรเทศกลับเม็กซิโก แล้วต้องไปพัวพันกับแก๊งค้ายาบ้าเพื่อความอยู่รอด ผมก็รู้สึกสนใจทันทีครับ เพราะแนวนี้มันดูดิบเถื่อนและน่าจะมีอะไรให้คิดตามเยอะ
หนังเรื่องนี้มีเรตติ้งค่อนข้างสูงเลยนะครับ ได้ 7.9/10 จาก IMDB ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งครับว่าสมควรได้คะแนนประมาณนี้จริงๆ เพราะมันไม่ใช่แค่หนังแอคชั่นโฉ่งฉ่าง แต่เป็นหนังที่สะท้อนปัญหาทางสังคมได้อย่างถึงแก่น และทำให้เราเห็นภาพความจริงอันโหดร้ายของเม็กซิโกในช่วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจน
เนื้อเรื่องเริ่มต้นด้วย เบนจามิน การ์เซีย หรือ "เบนจามิน" ตัวเอกของเรา ที่ถูกส่งตัวกลับเม็กซิโกหลังจากไปใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกามานานถึง 20 ปีครับ พอกลับมาบ้านเกิดที่ซาน มิเกล บลังโก เขาก็พบว่าเมืองที่เคยรู้จักเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ จากเมืองเล็กๆ เงียบสงบ กลายเป็นรังของแก๊งค้ายาเสพติดไปแล้ว ผู้คนมากมายต้องตกเป็นเหยื่อของการคอร์รัปชั่น ความรุนแรง และความสิ้นหวัง
เบนจามินเองก็ไม่ใช่คนดีร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ เขากลับมาพร้อมกับความตั้งใจที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่แบบใสๆ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายที่ไร้ทางเลือก เขาก็ถูกบีบให้ต้องเข้าร่วมกับแก๊งค้ายาเพื่อความอยู่รอดครับ นี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นของ "นรก" ที่แท้จริงสำหรับเบนจามิน
สิ่งที่ผมชอบมากๆ ในหนังเรื่องนี้คือการแสดงของนักแสดงครับ โดยเฉพาะ Damián Alcázar ที่รับบทเป็นเบนจามิน เขาแสดงได้สมจริงมากๆ ครับ สีหน้า แววตา ท่าทาง มันสื่อถึงความรู้สึกสิ้นหวัง ความกลัว และความเจ็บปวดได้อย่างลึกซึ้งครับ เราจะเห็นพัฒนาการของตัวละครที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากคนธรรมดาที่พยายามจะต่อต้าน กลายเป็นส่วนหนึ่งของความชั่วร้ายได้อย่างน่าเชื่อถือ
หนังเรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอแค่ความรุนแรงของแก๊งค้ายาเท่านั้นนะครับ แต่ยังแฝงไปด้วยการเสียดสีสังคม การเมือง และศาสนาได้อย่างแสบสันต์ครับ มันสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อระบบมันเน่าเฟะ ผู้คนก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในแบบของตัวเอง บางคนเลือกที่จะเข้าร่วม บางคนเลือกที่จะนิ่งเฉย และบางคนก็ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ
ฉากต่างๆ ในเรื่องถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างดิบเถื่อนและสมจริงครับ มีฉากแอคชั่นที่รุนแรงและโหดร้าย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเกินจริงไปครับ มันทำให้เราเห็นภาพผลกระทบของยาเสพติดที่มีต่อผู้คนและสังคมได้อย่างชัดเจนมากๆ มันไม่ใช่แค่การยิงกันไปมา แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวด ความสูญเสีย และความไร้มนุษยธรรมที่เกิดขึ้น
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นอีกอย่างคือบทพูดครับ แต่ละประโยคที่ตัวละครพูดออกมามันคมคายและกินใจมากๆ ครับ มันสะท้อนความคิดความรู้สึกของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง และทำให้เราได้คิดตามว่าในสถานการณ์ที่สิ้นหวังแบบนั้น เราจะเลือกทำอะไร จะรักษาความเป็นคนไว้ได้นานแค่ไหน
ผมประทับใจกับฉากจบมากๆ ครับ มันเป็นฉากจบที่ไม่ได้ให้ความหวังแบบสวยหรู แต่กลับทิ้งความรู้สึกหดหู่และสิ้นหวังไว้ในใจคนดูได้อย่างมหาศาลครับ มันทำให้เราตระหนักว่าปัญหานี้มันไม่ได้มีทางออกง่ายๆ และยังคงเป็นบาดแผลที่ฝังลึกอยู่ในสังคมเม็กซิกันมาจนถึงทุกวันนี้
โดยรวมแล้ว "El Infierno" เป็นหนังที่ผมแนะนำให้ทุกคนได้ดูครับ โดยเฉพาะคนที่ชอบหนังแนวอาชญากรรม ดราม่า ที่สะท้อนสังคมและวัฒนธรรมของประเทศอื่น มันเป็นหนังที่ไม่ได้มีแค่ความบันเทิง แต่ยังให้แง่คิดและทำให้เราได้กลับมาทบทวนอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับความดี ความชั่ว และการเอาชีวิตรอดในโลกที่โหดร้ายใบนี้
ข้อควรระวังสำหรับคนที่คิดจะดูนะครับ หนังเรื่องนี้มีเนื้อหาที่รุนแรง โหดร้าย และมีฉากที่สร้างความสะเทือนใจได้พอสมควรครับ ใครที่ไม่ชอบแนวนี้อาจจะต้องพิจารณาให้ดีก่อนดูครับ แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นหนังที่ดีมากๆ และคุ้มค่าแก่การดูอย่างยิ่งครับ
สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่า "El Infierno" ไม่ใช่แค่หนังอาชญากรรมธรรมดาๆ แต่มันคืองานศิลปะที่สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของสังคมเม็กซิกันได้อย่างถึงแก่นครับ มันเป็นหนังที่ทำให้ผมได้เปิดโลกทัศน์และเข้าใจปัญหาของประเทศเขามากขึ้นครับ ถ้าใครมีโอกาส ลองไปหาดูกันนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ แล้วมาคุยกันได้นะครับว่ารู้สึกยังไงกับหนังเรื่องนี้บ้าง ขอบคุณครับ