
อยากเล่า..เฉยๆ...คนแบกข้าว
เดือนกันยายน 26 เข้าไปทำงานที่โรงสีข้าวที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในเอเชียอาคเนย์สมัยนั้น ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 66 บาท (มั๊ง) สีข้าวได้วันละ 1 พันตัน ห่างไปราว 4 กม. โรงสีขนาดรองลงไป สีได้ 500 ตัน ติดแม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนกัน มีพนักงงานจ้างตรงราว 100 ตน และสัญญาจ้าง กว่า 400 คน มีแต่ฝุ่นจากการสีข้าว รถบรรทุกข้าวเปลือก-ข้าวสาร วิ่งผ่านสำนักงานที่ติดถนนทางผ่านเล็กๆเข้าหมู่บ้านในแถบนั้น...เป็นถนนลูกรัง
ภาพที่เห็นแต่เช้า(ก่อน 8 โมง) จะมี “จับกัง” มาเข้าแถวรอกันยาวเหยียด ทั้งคนหนุ่ม กลางคน สูงวัย ผู้หญิง เด็กหนุ่ม ก็ไม่น้อย นั่งๆนอนๆ คุยกันเสียงสนั่นทุ่ง เป็นอย่างนี้ทุกวัน อีกฝั่งถนนดิน ก็มีกลุ่ม เมียๆ เด็กนักเรียน จับกลุ่มรอด้วย (วันอาทิตย์-วันหยุด บางครั้งก็มีมารอ) ถามได้ความว่า พวกนี้มารองาน...พวกอีกฝั่งมารอเงิน ?
ราว 7.30 น. ประตูใหญ่โรงสีเปิด มีชาย 2-3 คน (หยง-นายหน้า-ผู้รวบรวมจับกัง) เดินยกโค๊ะเตี้ย และเก้าอี้นั่งมา 2 ชุด คนหนึ่งถือสมุดจด มา 1 เล่ม แถวคนที่รอกันเริ่มขยับเข้าคิว ไปที่หน้าชายที่นั่งโต๊ะแรก คนที่ถือสมุดยกกระดาษขาวแผ่นหนึ่งขึ้นชูเหนือหัว เห็นตัวเลขบอกจำนวน คนที่อยู่ในแถวก็เริ่มนับลำดับเรียงไปอย่างรวดเร็ว จนครบจำนวน ใครที่ออกไปยืนสูบบุหรี่ ไปทะเลาะกับเมีย ไปดุลูกที่ไม่ยอมไปโรงเรียน ไปอ้อนวอนเจ้าหนี้ กลับเข้าแถวไม่ทัน ก็ต้องรีบวิ่งตามกลุ่มคนที่เกินจำนวนคนที่ต้องการในวันนั้น..ลูกเมีย เจ้าหนี้ก็ต้องวิ่งตามไปด้วย วิ่งไปหาโรงงานอื่นๆแถวนั้น ใกล้บ้าง ไกลบ้าง รู้ทั้งรู้ว่า แต่ละที่ๆวิ่งไป ก็มีกลุ่มจับกังขาประจำรออยู่แล้วเหมือนกัน
ตกงาน ไม่ได้เงินสำหรับวันนั้น เมียก็อดค่ากับข้าว ลูกก็ปาดน้ำตาไปโรงเรียนอย่างห่อเหี่ยว อดมื้อกลางวัน ส่วนเจ้าหนี้ บางคนเข้ามาคว้าคอลูกหนี้ แยกเขี้ยวใส่ พรุ่งนี้...เอานิ้วชี้ปาดคอขู่แถมอีกต่างหาก
จับกังที่ได้งาน ยิ้มกว้างเห็นฟันขาว เดินเข้าไปลงชื่อที่โต๊ะแรก แล้วเขยิบต่อไปรับเงินล่วงหน้าสำหรับวันนั้น 100-150 หรือกว่านั้นก็แจ้งไป เห็นไวๆนะ ได้ไม่ครบหรอก หักดอกเห็นๆ มือซ้ายรับ มือที่ยืนรออีกฝั่งก็มารับต่อไปทันที ค่ากับข้าว ใช้หนี้ ให้ลูกไปโรงเรียน...
2 มือล้วงกระเป๋า 2 เท้าก้าวเข้าโรงงานไป
การแบกข้าวสารในโรงสีสมัยนั้น แม้จะมีเครนบ้างแล้ว (สำหรับยกลงเรือ-กระสอบขนาดใหญ่-เป็นตัน) แต่บางงานก็ยังต้องใช้คนแบกอยู่ โดยมากจะ “แบกตั้งกอง” สูงเป็นชั้นๆขึ้นไป กระสอบนึงก็หนักตั้งแต่ 30 50 จนถึง 100 โล ค่าจ้างก็ไม่เท่ากัน สลึง-บาทกว่า/กระสอบ ยิ่งชั้นสูงก็ยิ่งได้เยอะ
เคยไปยืนดูเพื่อพยายามนับ “ติ้ว” ที่ใช้กัน นับไม่ทัน ไม่เคยรู้เรื่องเลย ข้าวขึ้นบ่า มือรับติ้ว เดินไป 3-4 ก้าว โยนติ้วลงข้างทาง แบกข้าวไป จะมีคนแจกติ้ว และนับติ้ว อย่างละคน แต่พวกเขารู้กันเองว่า วันนี้แบกอะไร กี่กระสอบ..ไม่มีโกง โกงกันไม่ได้
แบกไปเฮฮา ด่ากันไป จีบกับไป ถอง-ถีบกันมั่ง ใครเหนื่อยก็พัก จะไปสูบบุหรี่ หรือจูงมือออกไปนั่งจีบกัน ไม่ว่ากันครับ ไม่ใช่รักกันนะ แต่คนแบกน้อยลง ตัวก็ได้แบกมากขึ้น...ทุกคนรู้กัน
ใกล้เที่ยง จะเห็นมีหลายคน เลิกแบก แยกไปด้านหนึ่งของโรงสี เพื่อไป “โกยข้าวร่วง” สำหรับหุงเป็นมื้อกลางวัน โรงอาหารโกโรโกโศ เป็นเพิงมุงหญ้า กันฝุ่นกันลมไม่ได้เลย พนักงานก็กินข้าวร่วมกับคนเหล่านั้น เพราะโรงสีอยู่ห่างถนนใหญ่ร่วม 2 กม. ไม่มีร้านค้าด้วย จานข้าว และจานกับ เป็นสังกะสีเคลือบ แพงสุดอย่างละ 10 บาท 3-5 บาทยังมี
คนแบกข้าวจะรวมกันเป็นกลุ่มๆ 5-8 คนบ้าง มีกับข้าวไม่เกิน 3 จาน ตรงกลางจะเป็น “ชามพริกน้ำปลาใหญ่หน่อย” พริกพูนๆ แต่เบื้องหน้าของเขาเหล่านั้น มีกาละมังข้าวทุกคน เคยถามว่าทำไมกินเยอะจัง...ได้รับคำตอบพร้อมรอยยิ้มว่า ไม่งั้นไม่มีแรงแบกครับ..หัวหน้า...(จับกังเรียกลูกจ้างทุกคนว่าหัวหน้า)
นานทีก็มีคนถูกยันกระเด็นจากวง ถามทำไมถึงทำเพื่อนอย่างนั้น ได้ยินเสียงจากคนในกลุ่มว่า มันจิ้มช้อนนาน ไอ้นี่มันตักกับเยอะ ให้มันกินตีนมั่ง เอาเปรียบคนอื่น...เป็นข้าวร่วงที่ไปโกยมาก่อนหน้านี้เอง โรงสีไม่ว่าอะไร
ไม่นานเก็บถ้วยจานเสร็จ คนหนึ่งรวบรวมไปล้าง ที่เหลือก็หาที่ “ซุกหัวนอน” ใต้ท้องรถขนข้าวเปลือกบ้าง ใต้โต๊ะกินข้าวก็ไม่ค่อยว่าง...เสียงหวูดดัง ก็วิ่งเข้าไปแบกข้าวต่อ
ไม่มีกำหนดเวลาเลิกงานแน่นอน ขึ้นอยู่กับจำนวนข้าวที่ต้องจัดการในวันนั้น 3-5-6 โมงบางทีถึงมืด...หมดงานก็พากันวิ่งกระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยาที่ห่างไป 300 เมตรหลังโรงสี เดินตัวเปียกออกมาหน้าโรงสี เสื้อผ้าแห้งพอดี
เข้าคิวไปหน้าโต๊ะ 2 ตัว ตัวแรกลงชื่อนับจำนวน ถัดไปลงชื่อ-รับเงิน แล้วก็ยื่น-คืน-เซ็นรับหนี้ใหม่ (ตอนเช้าเบิกเกิน)...2 มือล้วงกระเป๋าที่ว่างเปล่ากันเกือบทุกคน พรุ่งนี้แต่มืด..มาแย่งที่ มากู้ มาแบกกันใหม่
ก็ไม่คิดว่าจะเล่าเรื่องนี้ ถ้าไม่มีเรื่องการขายข้าวถุงให้กับผู้คนแถบนั้น ใครจะซื้อไปกิน ซื้อไปขาย เอารถเล็ก-รถใหญ่ กี่ถุงก็ได้ พนักงานฝ่ายขาย-ฝ่ายบัญชี รวมทั้งธุรการ-บุคคล ลงไปช่วยกันขายแต่เช้าทุกเสาร์ ราคาถูกกว่าทั่วไปถุงละ 2 บาท หอมมะลิ 5 โล 39 บาท ข้างนอกขาย 42 ขายกันมาตั้งแต่เปิดโรงสี ปี 2522
ใกล้เลิกขายวันหนึ่ง ก็มีเสียงโห่กันลั่น คิดว่าเกิดเรื่องแย่งกัน/ตีกัน...แต่ไม่ใช่ เห็นจับกังคนหนึ่ง ตัวผอมลีบ เดินหิ้วถุงข้าว 25 % (ข้าวหัก-เศษข้าว) ถุงละ 15 บาท เดินกลับบ้าน ท่ามกลางเสียงคนอื่นๆตะโกนใส่...พอจับใจความได้ว่า “ไอ้สั...เดี่ยวนี้หัวสูง.... แดกข้าวถุงเลยหรือ”
หดหู่อย่างไรชอบกล..มีเสียงเด็กสำนักงานพึมพำกันพอได้ยินว่า "จับกังต้องกินแต่ข้าวร่วงเท่านั้น....หรือ ?"
คนแบกข้าว..
อยากเล่า..เฉยๆ...คนแบกข้าว
เดือนกันยายน 26 เข้าไปทำงานที่โรงสีข้าวที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในเอเชียอาคเนย์สมัยนั้น ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 66 บาท (มั๊ง) สีข้าวได้วันละ 1 พันตัน ห่างไปราว 4 กม. โรงสีขนาดรองลงไป สีได้ 500 ตัน ติดแม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนกัน มีพนักงงานจ้างตรงราว 100 ตน และสัญญาจ้าง กว่า 400 คน มีแต่ฝุ่นจากการสีข้าว รถบรรทุกข้าวเปลือก-ข้าวสาร วิ่งผ่านสำนักงานที่ติดถนนทางผ่านเล็กๆเข้าหมู่บ้านในแถบนั้น...เป็นถนนลูกรัง
ภาพที่เห็นแต่เช้า(ก่อน 8 โมง) จะมี “จับกัง” มาเข้าแถวรอกันยาวเหยียด ทั้งคนหนุ่ม กลางคน สูงวัย ผู้หญิง เด็กหนุ่ม ก็ไม่น้อย นั่งๆนอนๆ คุยกันเสียงสนั่นทุ่ง เป็นอย่างนี้ทุกวัน อีกฝั่งถนนดิน ก็มีกลุ่ม เมียๆ เด็กนักเรียน จับกลุ่มรอด้วย (วันอาทิตย์-วันหยุด บางครั้งก็มีมารอ) ถามได้ความว่า พวกนี้มารองาน...พวกอีกฝั่งมารอเงิน ?
ราว 7.30 น. ประตูใหญ่โรงสีเปิด มีชาย 2-3 คน (หยง-นายหน้า-ผู้รวบรวมจับกัง) เดินยกโค๊ะเตี้ย และเก้าอี้นั่งมา 2 ชุด คนหนึ่งถือสมุดจด มา 1 เล่ม แถวคนที่รอกันเริ่มขยับเข้าคิว ไปที่หน้าชายที่นั่งโต๊ะแรก คนที่ถือสมุดยกกระดาษขาวแผ่นหนึ่งขึ้นชูเหนือหัว เห็นตัวเลขบอกจำนวน คนที่อยู่ในแถวก็เริ่มนับลำดับเรียงไปอย่างรวดเร็ว จนครบจำนวน ใครที่ออกไปยืนสูบบุหรี่ ไปทะเลาะกับเมีย ไปดุลูกที่ไม่ยอมไปโรงเรียน ไปอ้อนวอนเจ้าหนี้ กลับเข้าแถวไม่ทัน ก็ต้องรีบวิ่งตามกลุ่มคนที่เกินจำนวนคนที่ต้องการในวันนั้น..ลูกเมีย เจ้าหนี้ก็ต้องวิ่งตามไปด้วย วิ่งไปหาโรงงานอื่นๆแถวนั้น ใกล้บ้าง ไกลบ้าง รู้ทั้งรู้ว่า แต่ละที่ๆวิ่งไป ก็มีกลุ่มจับกังขาประจำรออยู่แล้วเหมือนกัน
ตกงาน ไม่ได้เงินสำหรับวันนั้น เมียก็อดค่ากับข้าว ลูกก็ปาดน้ำตาไปโรงเรียนอย่างห่อเหี่ยว อดมื้อกลางวัน ส่วนเจ้าหนี้ บางคนเข้ามาคว้าคอลูกหนี้ แยกเขี้ยวใส่ พรุ่งนี้...เอานิ้วชี้ปาดคอขู่แถมอีกต่างหาก
จับกังที่ได้งาน ยิ้มกว้างเห็นฟันขาว เดินเข้าไปลงชื่อที่โต๊ะแรก แล้วเขยิบต่อไปรับเงินล่วงหน้าสำหรับวันนั้น 100-150 หรือกว่านั้นก็แจ้งไป เห็นไวๆนะ ได้ไม่ครบหรอก หักดอกเห็นๆ มือซ้ายรับ มือที่ยืนรออีกฝั่งก็มารับต่อไปทันที ค่ากับข้าว ใช้หนี้ ให้ลูกไปโรงเรียน...
2 มือล้วงกระเป๋า 2 เท้าก้าวเข้าโรงงานไป
การแบกข้าวสารในโรงสีสมัยนั้น แม้จะมีเครนบ้างแล้ว (สำหรับยกลงเรือ-กระสอบขนาดใหญ่-เป็นตัน) แต่บางงานก็ยังต้องใช้คนแบกอยู่ โดยมากจะ “แบกตั้งกอง” สูงเป็นชั้นๆขึ้นไป กระสอบนึงก็หนักตั้งแต่ 30 50 จนถึง 100 โล ค่าจ้างก็ไม่เท่ากัน สลึง-บาทกว่า/กระสอบ ยิ่งชั้นสูงก็ยิ่งได้เยอะ
เคยไปยืนดูเพื่อพยายามนับ “ติ้ว” ที่ใช้กัน นับไม่ทัน ไม่เคยรู้เรื่องเลย ข้าวขึ้นบ่า มือรับติ้ว เดินไป 3-4 ก้าว โยนติ้วลงข้างทาง แบกข้าวไป จะมีคนแจกติ้ว และนับติ้ว อย่างละคน แต่พวกเขารู้กันเองว่า วันนี้แบกอะไร กี่กระสอบ..ไม่มีโกง โกงกันไม่ได้
แบกไปเฮฮา ด่ากันไป จีบกับไป ถอง-ถีบกันมั่ง ใครเหนื่อยก็พัก จะไปสูบบุหรี่ หรือจูงมือออกไปนั่งจีบกัน ไม่ว่ากันครับ ไม่ใช่รักกันนะ แต่คนแบกน้อยลง ตัวก็ได้แบกมากขึ้น...ทุกคนรู้กัน
ใกล้เที่ยง จะเห็นมีหลายคน เลิกแบก แยกไปด้านหนึ่งของโรงสี เพื่อไป “โกยข้าวร่วง” สำหรับหุงเป็นมื้อกลางวัน โรงอาหารโกโรโกโศ เป็นเพิงมุงหญ้า กันฝุ่นกันลมไม่ได้เลย พนักงานก็กินข้าวร่วมกับคนเหล่านั้น เพราะโรงสีอยู่ห่างถนนใหญ่ร่วม 2 กม. ไม่มีร้านค้าด้วย จานข้าว และจานกับ เป็นสังกะสีเคลือบ แพงสุดอย่างละ 10 บาท 3-5 บาทยังมี
คนแบกข้าวจะรวมกันเป็นกลุ่มๆ 5-8 คนบ้าง มีกับข้าวไม่เกิน 3 จาน ตรงกลางจะเป็น “ชามพริกน้ำปลาใหญ่หน่อย” พริกพูนๆ แต่เบื้องหน้าของเขาเหล่านั้น มีกาละมังข้าวทุกคน เคยถามว่าทำไมกินเยอะจัง...ได้รับคำตอบพร้อมรอยยิ้มว่า ไม่งั้นไม่มีแรงแบกครับ..หัวหน้า...(จับกังเรียกลูกจ้างทุกคนว่าหัวหน้า)
นานทีก็มีคนถูกยันกระเด็นจากวง ถามทำไมถึงทำเพื่อนอย่างนั้น ได้ยินเสียงจากคนในกลุ่มว่า มันจิ้มช้อนนาน ไอ้นี่มันตักกับเยอะ ให้มันกินตีนมั่ง เอาเปรียบคนอื่น...เป็นข้าวร่วงที่ไปโกยมาก่อนหน้านี้เอง โรงสีไม่ว่าอะไร
ไม่นานเก็บถ้วยจานเสร็จ คนหนึ่งรวบรวมไปล้าง ที่เหลือก็หาที่ “ซุกหัวนอน” ใต้ท้องรถขนข้าวเปลือกบ้าง ใต้โต๊ะกินข้าวก็ไม่ค่อยว่าง...เสียงหวูดดัง ก็วิ่งเข้าไปแบกข้าวต่อ
ไม่มีกำหนดเวลาเลิกงานแน่นอน ขึ้นอยู่กับจำนวนข้าวที่ต้องจัดการในวันนั้น 3-5-6 โมงบางทีถึงมืด...หมดงานก็พากันวิ่งกระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยาที่ห่างไป 300 เมตรหลังโรงสี เดินตัวเปียกออกมาหน้าโรงสี เสื้อผ้าแห้งพอดี
เข้าคิวไปหน้าโต๊ะ 2 ตัว ตัวแรกลงชื่อนับจำนวน ถัดไปลงชื่อ-รับเงิน แล้วก็ยื่น-คืน-เซ็นรับหนี้ใหม่ (ตอนเช้าเบิกเกิน)...2 มือล้วงกระเป๋าที่ว่างเปล่ากันเกือบทุกคน พรุ่งนี้แต่มืด..มาแย่งที่ มากู้ มาแบกกันใหม่
ก็ไม่คิดว่าจะเล่าเรื่องนี้ ถ้าไม่มีเรื่องการขายข้าวถุงให้กับผู้คนแถบนั้น ใครจะซื้อไปกิน ซื้อไปขาย เอารถเล็ก-รถใหญ่ กี่ถุงก็ได้ พนักงานฝ่ายขาย-ฝ่ายบัญชี รวมทั้งธุรการ-บุคคล ลงไปช่วยกันขายแต่เช้าทุกเสาร์ ราคาถูกกว่าทั่วไปถุงละ 2 บาท หอมมะลิ 5 โล 39 บาท ข้างนอกขาย 42 ขายกันมาตั้งแต่เปิดโรงสี ปี 2522
ใกล้เลิกขายวันหนึ่ง ก็มีเสียงโห่กันลั่น คิดว่าเกิดเรื่องแย่งกัน/ตีกัน...แต่ไม่ใช่ เห็นจับกังคนหนึ่ง ตัวผอมลีบ เดินหิ้วถุงข้าว 25 % (ข้าวหัก-เศษข้าว) ถุงละ 15 บาท เดินกลับบ้าน ท่ามกลางเสียงคนอื่นๆตะโกนใส่...พอจับใจความได้ว่า “ไอ้สั...เดี่ยวนี้หัวสูง.... แดกข้าวถุงเลยหรือ”
หดหู่อย่างไรชอบกล..มีเสียงเด็กสำนักงานพึมพำกันพอได้ยินว่า "จับกังต้องกินแต่ข้าวร่วงเท่านั้น....หรือ ?"