ข่าวนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวดีเพราะเห็นหลายคนรอบตัวมักมีพฤติกรรมแบบนี้บ่อยครั้ง พอเครื่องร้อนจัดๆก็ยัดเข้าตู้เย็นหวังให้มันคลายร้อน ค่ายผลิตยักษ์ใหญ่ 2 ค่ายจึงบอก “ อย่าหาทำ !! ”
ข้อมูลจาก FDA (องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา) แนะนำให้ตู้เย็นตามบ้านเรือนรักษาความเย็นของช่องแช่ธรรมดาไว้ที่ 4 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่านั้น ซึ่งระดับความเย็นนี้ไม่สอดคล้องกับกลไกการทำงานของโทรศัพท์มือถือเลย
เพราะเมื่อจับสมาร์ทโฟนที่กำลังร้อนระอุยัดเข้าตู้เย็น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ "ภาวะช็อกความร้อน" (Thermal Shock) คือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ต่างกันสุดขั้วอย่างฉับพลัน หลังจากนั้นก็จะทำให้สภาพอากาศรอบตัวเครื่องกลั่นตัวกลายเป็น "หยดน้ำและความชื้นแฝง"
พูดภาษาง่ายๆตามประสาคนกันเองคือ ความร้อนความเย็นเจอกันมันก็จะเป็นไอนั่นแหละ และแน่นอนมันก็จะจับตัวกับวงจรภายใน เข้าไปเกาะอยู่ตามเมนบอร์ดและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่อง อาจส่งผลให้มีอาการกระแสไฟฟ้าลัดวงจร เครื่องเปิดไม่ติด หรือสนิมกัดกินภายใน ซึ่งพังร้ายแรงกว่าการปล่อยให้เครื่องร้อนเสียอีก !!!!
ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนระดับโลกได้มีการระบุข้อจำกัดของอุปกรณ์ไว้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานนำเครื่องไปเสี่ยงอันตราย ดังนี้
ค่าย Apple: ระบุว่าอุปกรณ์อย่าง iPhone และ iPad ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีในอุณหภูมิแวดล้อมระหว่าง 0-35 องศาเซลเซียส หากนำไปไว้ในที่ที่เย็นจัดจนเกินไป แบตเตอรี่จะเกิดอาการลดฮวบฮาบอย่างรวดเร็ว ระบบปฏิบัติการจะทำงานผิดปกติ และระบบจะสั่งล็อกไม่ให้ชาร์จไฟเข้าจนกว่าอุณหภูมิจะกลับมาเป็นปกติ
ค่าย Google: ได้ออกคำเตือนสำหรับผู้ใช้งานโทรศัพท์ Pixel ในลักษณะเดียวกันว่า ห้ามใช้งานหรือชาร์จแบตเตอรี่ในสภาพแวดล้อมที่ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส หรือสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส เพราะตัวเครื่องจะเปิดระบบเซฟตี้ด้วยการดับหน้าจอ จำกัดความเร็วในการประมวลผล หรือปิดสวิตช์เครื่องเองเพื่อป้องกันความเสียหายของชิ้นส่วนภายใน
วิธีระบายความร้อนให้โทรศัพท์มือถืออย่างถูกต้องและปลอดภัย
1.หยุดใช้งานทันที
2.ถอดเคสโทรศัพท์
3.พึงพาพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ กรณีพัดลม แนะนำวางไว้หน้าพัดลม กรณีเครื่องปรับอากาศ ให้วางไว้ในห้องที่มีอุณหภูมินั้นจากการปรับอาการแล้ว เพื่อให้โทรศัพท์ค่อยๆลดระดับความร้อนด้วยตัวเองลงไป
ทริคง่ายๆอีกข้อไว้ลดการสะสมความร้อนของมือถือ คือ ปรับลดแสงสว่างของหน้าจอลง ห้ามเล่นมือถิอขณะชาร์จแบตพร้อมกัน และหลีกเลี่ยงการใช้สายชาร์จที่ไม่มีคุณภาพ
ขอบคุณข่าวสาร บทความจาก Sanook :
https://www.sanook.com/news/9896486/
ถ้าเราเอา ”โทรศัพท์ที่ร้อนจัด“ ไปใส่ไว้ในตู้เย็น จะเกิดอะไรขึ้น?
ข้อมูลจาก FDA (องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา) แนะนำให้ตู้เย็นตามบ้านเรือนรักษาความเย็นของช่องแช่ธรรมดาไว้ที่ 4 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่านั้น ซึ่งระดับความเย็นนี้ไม่สอดคล้องกับกลไกการทำงานของโทรศัพท์มือถือเลย
เพราะเมื่อจับสมาร์ทโฟนที่กำลังร้อนระอุยัดเข้าตู้เย็น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ "ภาวะช็อกความร้อน" (Thermal Shock) คือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ต่างกันสุดขั้วอย่างฉับพลัน หลังจากนั้นก็จะทำให้สภาพอากาศรอบตัวเครื่องกลั่นตัวกลายเป็น "หยดน้ำและความชื้นแฝง"
พูดภาษาง่ายๆตามประสาคนกันเองคือ ความร้อนความเย็นเจอกันมันก็จะเป็นไอนั่นแหละ และแน่นอนมันก็จะจับตัวกับวงจรภายใน เข้าไปเกาะอยู่ตามเมนบอร์ดและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่อง อาจส่งผลให้มีอาการกระแสไฟฟ้าลัดวงจร เครื่องเปิดไม่ติด หรือสนิมกัดกินภายใน ซึ่งพังร้ายแรงกว่าการปล่อยให้เครื่องร้อนเสียอีก !!!!
ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนระดับโลกได้มีการระบุข้อจำกัดของอุปกรณ์ไว้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานนำเครื่องไปเสี่ยงอันตราย ดังนี้
ค่าย Apple: ระบุว่าอุปกรณ์อย่าง iPhone และ iPad ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีในอุณหภูมิแวดล้อมระหว่าง 0-35 องศาเซลเซียส หากนำไปไว้ในที่ที่เย็นจัดจนเกินไป แบตเตอรี่จะเกิดอาการลดฮวบฮาบอย่างรวดเร็ว ระบบปฏิบัติการจะทำงานผิดปกติ และระบบจะสั่งล็อกไม่ให้ชาร์จไฟเข้าจนกว่าอุณหภูมิจะกลับมาเป็นปกติ
ค่าย Google: ได้ออกคำเตือนสำหรับผู้ใช้งานโทรศัพท์ Pixel ในลักษณะเดียวกันว่า ห้ามใช้งานหรือชาร์จแบตเตอรี่ในสภาพแวดล้อมที่ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส หรือสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส เพราะตัวเครื่องจะเปิดระบบเซฟตี้ด้วยการดับหน้าจอ จำกัดความเร็วในการประมวลผล หรือปิดสวิตช์เครื่องเองเพื่อป้องกันความเสียหายของชิ้นส่วนภายใน
วิธีระบายความร้อนให้โทรศัพท์มือถืออย่างถูกต้องและปลอดภัย
1.หยุดใช้งานทันที
2.ถอดเคสโทรศัพท์
3.พึงพาพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ กรณีพัดลม แนะนำวางไว้หน้าพัดลม กรณีเครื่องปรับอากาศ ให้วางไว้ในห้องที่มีอุณหภูมินั้นจากการปรับอาการแล้ว เพื่อให้โทรศัพท์ค่อยๆลดระดับความร้อนด้วยตัวเองลงไป
ทริคง่ายๆอีกข้อไว้ลดการสะสมความร้อนของมือถือ คือ ปรับลดแสงสว่างของหน้าจอลง ห้ามเล่นมือถิอขณะชาร์จแบตพร้อมกัน และหลีกเลี่ยงการใช้สายชาร์จที่ไม่มีคุณภาพ
ขอบคุณข่าวสาร บทความจาก Sanook : https://www.sanook.com/news/9896486/