ช่วงนี้เห็นค่ายรถหลายค่ายชูจุดขายเรื่องระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ หรือ ADAS (Advanced Driver Assistance Systems) กันเยอะมาก ทั้งระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB), ระบบควบคุมความเร็วแปรผัน (ACC), หรือระบบรักษาเลน (LKA) จนหลายคนเริ่มมองว่ารถมันใกล้จะขับตัวเองได้ 100% แล้ว
แต่เมื่อได้ลองใช้ระบบพวกนี้ในรถยุโรปและรถจีนรุ่นใหม่ๆ บอกตรงๆ เลยว่า “เทคโนโลยีระดับโลก เจอตอระดับไทยแลนด์” โดยเฉพาะโจทย์หินที่สุดอย่าง “มอเตอร์ไซค์บ้านเรา”
วันนี้เลยอยากมาชวนวิเคราะห์กันแบบเจาะลึกว่า ทำไมระบบที่ฝรั่งหรือจีนเคลมว่าฉลาดนักหนา พอมาเจอถนนไทยแล้วถึงทำท่าจะเอ๋ออยู่บ่อยๆ
1. ปัญหาช่องว่างเลน (Filtering) และการมุดแบบกระชั้นชิด
ระบบ ACC (Adaptive Cruise Control) ของทุกค่าย ถูกเซ็ตมาบนสมมติฐานว่า "รถคันหน้าจะวิ่งอยู่ในเลนอย่างเป็นระเบียบตามที่กฎหมายกำหนด" ต่อให้เราตั้งค่าระยะห่างไว้ใกล้ที่สุด (ซึ่งมักจะเหลือช่องว่างประมาณ 1 คันรถ)
แต่บนถนนไทย ช่องว่าง 1 คันรถคือ "สวรรค์ของการมุด" ครับ มอเตอร์ไซค์บ้านเราสามารถปาดเข้ามาในช่องว่างนั้นได้ภายในเสี้ยววินาที สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
- เซนเซอร์ตรวจจับไม่ทัน/หรือจับได้กระชั้นชิดเกินไป : เพราะมุมของเรดาร์และกล้องหน้ามักจะมองเป็นมุมกว้างไปข้างหน้า พอมีวัตถุแทรกเข้ามาจากด้านข้างในระยะประชิด ระบบคอมพิวเตอร์จะเกิดอาการ "ชะงัก"
- เบรกหัวทิ่มโดยไม่จำเป็น : พอระบบตรวจเจอวัตถุตัดหน้ากะทันหัน มันจะสั่ง Brake Assist ทำงานเต็มเหนี่ยว ผลคือเราโดนรถยนต์คันหลังชนท้ายแทน
2. การขี่สวนเลน ย้อนศร และพฤติกรรม "นอกกรอบ"
กล้องและ AI ของระบบ ADAS ถูกเทรนข้อมูล (Machine Learning) มาจากภาพจำลองนับล้านกิโลเมตร ซึ่งเกือบทั้งหมดคือ "รถวิ่งตามทิศทางจราจรที่ถูกต้อง" เมื่อรถเจอไซส์มอเตอร์ไซค์วิ่งย้อนศรเบียดขอบทางขวา หรือโผล่พรวดมาจากมุมตึก AI จะใช้เวลาในการประมวลผลนานกว่าปกติ เพราะมันไม่แน่ใจว่าวัตถุนี้คืออะไร (เนื่องจากรูปทรงและทิศทางขัดกับสิ่งที่มันถูกสอนมา) ระบบเดาใจ (Predictive Behavior) ของ ADAS จะเดาไม่ออกเลยว่า มอเตอร์ไซค์คันข้างหน้าจะเลี้ยวซ้าย จะตรงไป หรือจะตบขวาเพื่อกลับรถตรงช่องเปิดเกาะกลางแบบกะทันหัน
3. ทัศนวิสัยและการบดบัง (Occlusion) ในช่วงรถติด
เวลาเลี้ยวซ้ายหรือเปลี่ยนเลนในกรุงเทพฯ เรามักจะเจอ "มุมอับ" ที่มอเตอร์ไซค์ขี่ขนานมากับตัวรถในช่องจราจรที่ 1.5 (แทรกระหว่างเลน) ระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Monitoring) มักจะร้องเตือนตลอดเวลาจนคนขับเกิดอาการ "ชินชา" (Alarm Fatigue) พอระบบเตือนบ่อยเข้า เราก็เริ่มไม่ฟัง
ที่ร้ายกว่านั้นคือ มอเตอร์ไซค์มักจะถูกบังโดยรถตู้หรือรถเมล์ พอรถคันใหญ่ขยับ มอเตอร์ไซค์ก็พุ่งพรวดออกมา ระบบ ADAS ไม่มีทางเห็นล่วงหน้าได้เลย เพราะมันไม่มี "สัญชาตญาณ" หรือประสบการณ์แบบที่คนขับรถชาวไทยมี
สรุปมุมมอง
ADAS ในไทยคือ "ผู้ช่วย" ไม่ใช่ "ผู้ขับ" ผมไม่ได้บอกว่าระบบ ADAS มันห่วยนะครับ ในทางกลับกัน มันช่วยชีวิตคนในจังหวะเผลอมาเยอะมาก โดยเฉพาะทางไกลหรือเวลารถโล่งๆ แต่ถ้าเอามาวิ่งในเมืองหลวงที่มีประชากรมอเตอร์ไซค์หนาแน่น ขี่แทรก ขี่ย้อนศร ปาดหน้าในระยะ 50 เซนติเมตร บอกได้คำเดียวว่า "อย่าไว้ใจระบบ 100%" เทคโนโลยีเซนเซอร์ระดับมิลลิเมตรก็สู้ "สายตาและประสบการณ์" ของคนไทยที่รู้ใจรู้จังหวะกันเองไม่ได้
ระบบ ADAS บนถนนเมืองไทย! อัจฉริยะแค่ไหน ก็แพ้ทางมอเตอร์ไซค์บ้านเรา?
แต่เมื่อได้ลองใช้ระบบพวกนี้ในรถยุโรปและรถจีนรุ่นใหม่ๆ บอกตรงๆ เลยว่า “เทคโนโลยีระดับโลก เจอตอระดับไทยแลนด์” โดยเฉพาะโจทย์หินที่สุดอย่าง “มอเตอร์ไซค์บ้านเรา”
วันนี้เลยอยากมาชวนวิเคราะห์กันแบบเจาะลึกว่า ทำไมระบบที่ฝรั่งหรือจีนเคลมว่าฉลาดนักหนา พอมาเจอถนนไทยแล้วถึงทำท่าจะเอ๋ออยู่บ่อยๆ
1. ปัญหาช่องว่างเลน (Filtering) และการมุดแบบกระชั้นชิด
ระบบ ACC (Adaptive Cruise Control) ของทุกค่าย ถูกเซ็ตมาบนสมมติฐานว่า "รถคันหน้าจะวิ่งอยู่ในเลนอย่างเป็นระเบียบตามที่กฎหมายกำหนด" ต่อให้เราตั้งค่าระยะห่างไว้ใกล้ที่สุด (ซึ่งมักจะเหลือช่องว่างประมาณ 1 คันรถ)
แต่บนถนนไทย ช่องว่าง 1 คันรถคือ "สวรรค์ของการมุด" ครับ มอเตอร์ไซค์บ้านเราสามารถปาดเข้ามาในช่องว่างนั้นได้ภายในเสี้ยววินาที สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
- เซนเซอร์ตรวจจับไม่ทัน/หรือจับได้กระชั้นชิดเกินไป : เพราะมุมของเรดาร์และกล้องหน้ามักจะมองเป็นมุมกว้างไปข้างหน้า พอมีวัตถุแทรกเข้ามาจากด้านข้างในระยะประชิด ระบบคอมพิวเตอร์จะเกิดอาการ "ชะงัก"
- เบรกหัวทิ่มโดยไม่จำเป็น : พอระบบตรวจเจอวัตถุตัดหน้ากะทันหัน มันจะสั่ง Brake Assist ทำงานเต็มเหนี่ยว ผลคือเราโดนรถยนต์คันหลังชนท้ายแทน
2. การขี่สวนเลน ย้อนศร และพฤติกรรม "นอกกรอบ"
กล้องและ AI ของระบบ ADAS ถูกเทรนข้อมูล (Machine Learning) มาจากภาพจำลองนับล้านกิโลเมตร ซึ่งเกือบทั้งหมดคือ "รถวิ่งตามทิศทางจราจรที่ถูกต้อง" เมื่อรถเจอไซส์มอเตอร์ไซค์วิ่งย้อนศรเบียดขอบทางขวา หรือโผล่พรวดมาจากมุมตึก AI จะใช้เวลาในการประมวลผลนานกว่าปกติ เพราะมันไม่แน่ใจว่าวัตถุนี้คืออะไร (เนื่องจากรูปทรงและทิศทางขัดกับสิ่งที่มันถูกสอนมา) ระบบเดาใจ (Predictive Behavior) ของ ADAS จะเดาไม่ออกเลยว่า มอเตอร์ไซค์คันข้างหน้าจะเลี้ยวซ้าย จะตรงไป หรือจะตบขวาเพื่อกลับรถตรงช่องเปิดเกาะกลางแบบกะทันหัน
3. ทัศนวิสัยและการบดบัง (Occlusion) ในช่วงรถติด
เวลาเลี้ยวซ้ายหรือเปลี่ยนเลนในกรุงเทพฯ เรามักจะเจอ "มุมอับ" ที่มอเตอร์ไซค์ขี่ขนานมากับตัวรถในช่องจราจรที่ 1.5 (แทรกระหว่างเลน) ระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Monitoring) มักจะร้องเตือนตลอดเวลาจนคนขับเกิดอาการ "ชินชา" (Alarm Fatigue) พอระบบเตือนบ่อยเข้า เราก็เริ่มไม่ฟัง
ที่ร้ายกว่านั้นคือ มอเตอร์ไซค์มักจะถูกบังโดยรถตู้หรือรถเมล์ พอรถคันใหญ่ขยับ มอเตอร์ไซค์ก็พุ่งพรวดออกมา ระบบ ADAS ไม่มีทางเห็นล่วงหน้าได้เลย เพราะมันไม่มี "สัญชาตญาณ" หรือประสบการณ์แบบที่คนขับรถชาวไทยมี
สรุปมุมมอง
ADAS ในไทยคือ "ผู้ช่วย" ไม่ใช่ "ผู้ขับ" ผมไม่ได้บอกว่าระบบ ADAS มันห่วยนะครับ ในทางกลับกัน มันช่วยชีวิตคนในจังหวะเผลอมาเยอะมาก โดยเฉพาะทางไกลหรือเวลารถโล่งๆ แต่ถ้าเอามาวิ่งในเมืองหลวงที่มีประชากรมอเตอร์ไซค์หนาแน่น ขี่แทรก ขี่ย้อนศร ปาดหน้าในระยะ 50 เซนติเมตร บอกได้คำเดียวว่า "อย่าไว้ใจระบบ 100%" เทคโนโลยีเซนเซอร์ระดับมิลลิเมตรก็สู้ "สายตาและประสบการณ์" ของคนไทยที่รู้ใจรู้จังหวะกันเองไม่ได้