กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ยุคที่พระผู้ทรงปัญญามากมายต่างพำนักในวัดที่มั่นคง มีศิษย์มากมายกราบไหว้ โทซุยกลับเลือกทางตรงกันข้าม ท่านทิ้งวิถีแห่งพิธีกรรมในวัด ทิ้งห้องสมาธิอันโอ่อ่า และไปอาศัยอยู่ใต้สะพานกับเหล่าขอทาน
“ธรรมะไม่จำเป็นต้องอยู่ในวิหาร” โทซุยกล่าวเสมอ “หากเข้าใจจริง แม้ในฝุ่นธุลี…ก็เห็นพุทธะได้”
ท่านสวมเสื้อผ้าธรรมดา มือหยาบกร้านจากการเก็บข้าวเปลือกตามตลาดเพื่อกินประทังชีวิต ไม่มีใครรู้ว่า ชายชราผู้นี้เคยเป็นถึงอาจารย์เซนอาวุโสในวัดใหญ่
วันหนึ่ง ขณะนั่งอยู่ข้างกองฟาง มีชายคนหนึ่งเดินผ่านและจำท่านได้ ชายคนนั้นเคยเป็นศิษย์ในวัดเก่า เขาตกใจที่เห็นอาจารย์ผู้ทรงปัญญาต้องใช้ชีวิตเช่นนี้ และจึงกล่าวด้วยความเป็นห่วง
“ท่านอาจารย์…เหตุใดท่านจึงต้องลำบากถึงเพียงนี้?”
โทซุยยิ้มบาง ๆ แล้วตอบกลับด้วยแววตามั่นคง “นี่ไม่ใช่ความลำบาก นี่คืออิสรภาพ…ข้าได้พบธรรมะที่ไม่มีผนังวัดกั้น”
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของโทซุยเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ มีเพื่อนเก่าผู้หนึ่งเสนอทางให้โทซุยได้มีอาชีพโดยไม่ต้องขอทานอีก เขาสอนโทซุยให้เก็บข้าวสารและหมักเป็นน้ำส้มสายชู โทซุยยอมเรียนรู้และเริ่มทำด้วยใจสงบ
ท่านสร้างกระท่อมเล็ก ๆ ข้างลำธาร วางไหดินเรียงกันเป็นแถว ในนั้นคือข้าวหมักที่ค่อย ๆ กลายเป็นน้ำส้มสายชู กลิ่นเปรี้ยวอ่อน ๆ โชยออกทุกเช้า มีกระดานไม้หน้ากระท่อมเขียนไว้ว่า “น้ำส้มสายชูโทซุย ผลิตด้วยความว่างเปล่า”
ท่านยังคงหมักข้าวในความเงียบ ขัดไหในความว่าง และส่งกลิ่นเปรี้ยวออกไปกับสายลม เหมือนกับชีวิตของท่าน… ที่เคยขม เปรี้ยว และค่อย ๆ กลั่นออกมาเป็นธรรมะบริสุทธิ์โดยไม่ต้องเอ่ยวาจา
วันหนึ่ง มีขอทานคนหนึ่งมอบรูปพระอมิตาภพุทธะให้ท่าน โทซุยน้อมรับภาพนั้น แขวนไว้บนผนังไม้ไผ่ และเขียนข้อความสั้นๆ ข้างๆ ภาพนั้นว่า:
“ท่านพระอมิตาภพุทธเจ้า ห้องเล็ก ๆ นี้ค่อนข้างแคบ ข้าอนุญาตให้ท่านอยู่ชั่วคราวได้ แต่อย่าคิดว่าข้ากำลังขอให้ข้าไปเกิดใหม่ในสรวงสวรรค์ของท่าน”
หลายคนที่เห็นข้อความนี้ ต่างสงสัยว่าท่านหมายความว่าอย่างไร ทำไมจึงไม่อยากเกิดในแดนสุขาวดี(แดนสวรรค์)?
มีนักบวชหนุ่มจากวัดใหญ่คนหนึ่งเดินทางมาหา พอเห็นข้อความก็ถามด้วยความลังเลว่า
“ท่านโทซุย…ข้อความนี้หมายถึงอะไรหรือครับ? ทำไมไม่ยินดีต่อแดนสุขาวดี?”
โทซุยมองนักบวชหนุ่มพลางหัวเราะเบา ๆ แล้วตอบว่า
“เพราะสุขาวดีนั้น เป็นเพียงภาพในใจคนที่ยังไม่เห็นธรรมแท้ ผู้เห็นธรรมแล้ว…ไม่ยึดมั่นแม้แต่แดนสุขาวดี”
นักบวชหนุ่มนิ่งเงียบ ไม่กล้าโต้ตอบ สิ่งที่เขาคิดว่าคือเป้าหมายสูงสุดในชีวิต กลับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของอีกคนหนึ่ง
ฤดูใบไม้ร่วงในปีสุดท้ายของชีวิตโทซุย ลมเย็นเริ่มพัดผ่านภูเขา ใบไม้ปลิวตกตามทาง และในยามค่ำ กลิ่นเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชูยังคงอบอวลเช่นเดิม
ไม่มีใครรู้ว่าโทซุยป่วย ไม่มีการร่ำลา ไม่มีพิธี ไม่มีศิษย์หรือเครื่องสักการะ
มีเพียงร่างของท่านที่นั่งพิงผนัง ห่มผ้าบาง ๆ และยิ้มน้อย ๆ ขณะหลับตา ในมือยังถือช้อนคนหมักน้ำส้ม
ชายชราผู้เคยเป็นอาจารย์ กลายเป็นขอทาน ขอทานกลายเป็นผู้ผลิตน้ำส้ม ผู้ผลิตน้ำส้มกลายเป็นธรรมะ
คนที่มองเห็นท่านในวาระสุดท้าย ต่างพูดกันว่า “แม้จะไร้ลาภ ยศ หรือตำแหน่ง แต่กลิ่นน้ำส้มสายชูของโทซุย…หอมกว่าเครื่องหอมใด ๆ ที่เคยพบมา”
*** (นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แม้จะเคยมีอดีตอันรุ่งโรจน์หรือดำมืดเพียงใด ชีวิตยังสามารถเลือกหนทางใหม่ได้เสมอ เปรียบเสมือนชีวิตคนเรา… เมื่อปล่อยวางจากกรอบความคิด คำจำกัดความ และความคาดหวังได้ เราจะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีอิสรภาพ แม้ในความเรียบง่ายก็ยังเต็มไปด้วยความหมาย และแม้จะอยู่ในที่คับแคบหรือต่ำต้อยเพียงใด ใจเราก็ยังสามารถเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง)
ปรมาจารย์ผู้ยิ่ง- ..... ใหญ่เซน
วิถีวัด,ละทิ้งเป็น ..... อิสระแท้
มุ่งธรรมจิตว่างเย็น ..... เป็นสุข
ทุกขณะไร้ยึดแม้- ..... แต่ฟ้าสุขาวดี.
Kitaro - Spirit Of The West Lake
🤍🤍🤍 นิทานเซน: น้ำส้มสายชูของโทซุย 🤍🤍🤍