ปัญหาการแย่งเครดิตรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการสร้างฉันทามติ
การอธิบายที่มาของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จำเป็นต้องพิจารณาในฐานะ “กระบวนการปฏิรูปเชิงสถาบัน” มิใช่เพียงผลผลิตของการร่างกฎหมายโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น
ภายใต้ก หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ การพัฒนาประเทศไม่ได้เกิดจากคำสั่งของรัฐฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการสร้าง ฉันทามติ (consensus building) ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน การลงทุนในทุนมนุษย์ และการสร้างสถาบันที่ประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกัน
ในบริบทนี้ บทบาทของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ควรวิเคราะห์จากหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายในช่วงก่อนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 โดยเฉพาะ
การสร้างฉันทามติผ่านการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538
การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ภายใต้การนำของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล เป็นกระบวนการปฏิรูปที่ใช้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกลไกสำคัญ โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครอง ชุมชน ภาคเอกชน และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานศึกษา
หลักฐานเชิงประจักษ์ ได้แก่
การระดมความร่วมมือจากประชาชนทั่วประเทศ
การจัดตั้งกลไกการมีส่วนร่วมระดับโรงเรียน
การพัฒนาโรงเรียนจำนวนมากผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน
การสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า “การศึกษาเป็นภารกิจของทั้งสังคม”
กระบวนการดังกล่าวเป็นการสร้าง ทุนทางสังคม (social capital) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
การเชื่อมโยงระหว่างการปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปการเมือง
การปฏิรูปการเมืองไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน หากประชาชนขาดความรู้ ความเข้าใจ และศักยภาพในการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตย
ดังนั้น การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 จึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเป็นการสร้าง “ฐานประชาธิปไตยทางสังคม” ก่อนการจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
กล่าวในเชิงสถาบันคือ
การศึกษา → การสร้างพลเมือง → การมีส่วนร่วม → ฉันทามติแห่งชาติ → การปฏิรูปการเมือง
บทบาทของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ในฐานะผู้สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม
การอภิปรายบทบาทของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ไม่ควรจำกัดเฉพาะตำแหน่งทางการเมือง แต่ควรพิจารณาจากบทบาทเชิงสถาปนิกของกระบวนการ (institutional architect)
กล่าวคือ เป็นผู้ผลักดันแนวทางที่ให้ประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ผ่าน
การกระจายโอกาสทางการศึกษา
การสร้างกลไกประชาชนมีส่วนร่วม
การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐกับสังคม
การเปลี่ยนการศึกษาให้เป็นวาระแห่งชาติ
กระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ที่มองว่า การพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาคน และให้ประชาชนเป็นพลัง
ร่วมในการสร้างอนาคตของชาติ
ปัญหาการแย่งเครดิตกับความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์
ในทางประวัติศาสตร์ การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นผลจากหลายปัจจัยและหลายฝ่าย ทั้งแรงผลักดันจากประชาชน นักวิชาการ นักการเมือง และองค์กรที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม การให้เครดิตอย่างครบถ้วนจำเป็นต้องยอมรับว่า กระบวนการสร้างฉันทามติไม่ได้เริ่มต้นเฉพาะในช่วงการร่างรัฐธรรมนูญ แต่มีรากฐานจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมก่อนหน้า รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมผ่านการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538
ดังนั้น ประเด็นทางวิชาการที่ควรศึกษาไม่ใช่เพียง “ใครเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540” แต่คือ
“กระบวนการใดสร้างเงื่อนไขทางสังคมและทุนมนุษย์ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถสร้างฉันทามติแห่งชาติและจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้สำเร็จ”
ภายใต้หลักคิดนี้ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล สามารถถูกวิเคราะห์ในฐานะ หนึ่งในผู้สร้างกลไกการมีส่วนร่วมและการสร้างฉันทามติผ่านการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของแนวทางการพัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์.
ปัญหาการแย่งเครดิตรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการสร้างฉันทามติ
การอธิบายที่มาของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จำเป็นต้องพิจารณาในฐานะ “กระบวนการปฏิรูปเชิงสถาบัน” มิใช่เพียงผลผลิตของการร่างกฎหมายโดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น
ภายใต้ก หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ การพัฒนาประเทศไม่ได้เกิดจากคำสั่งของรัฐฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการสร้าง ฉันทามติ (consensus building) ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน การลงทุนในทุนมนุษย์ และการสร้างสถาบันที่ประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกัน
ในบริบทนี้ บทบาทของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ควรวิเคราะห์จากหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายในช่วงก่อนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 โดยเฉพาะ
การสร้างฉันทามติผ่านการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538
การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ภายใต้การนำของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล เป็นกระบวนการปฏิรูปที่ใช้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกลไกสำคัญ โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครอง ชุมชน ภาคเอกชน และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานศึกษา
หลักฐานเชิงประจักษ์ ได้แก่
การระดมความร่วมมือจากประชาชนทั่วประเทศ
การจัดตั้งกลไกการมีส่วนร่วมระดับโรงเรียน
การพัฒนาโรงเรียนจำนวนมากผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน
การสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า “การศึกษาเป็นภารกิจของทั้งสังคม”
กระบวนการดังกล่าวเป็นการสร้าง ทุนทางสังคม (social capital) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
การเชื่อมโยงระหว่างการปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปการเมือง
การปฏิรูปการเมืองไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน หากประชาชนขาดความรู้ ความเข้าใจ และศักยภาพในการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตย
ดังนั้น การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 จึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเป็นการสร้าง “ฐานประชาธิปไตยทางสังคม” ก่อนการจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
กล่าวในเชิงสถาบันคือ
การศึกษา → การสร้างพลเมือง → การมีส่วนร่วม → ฉันทามติแห่งชาติ → การปฏิรูปการเมือง
บทบาทของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ในฐานะผู้สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม
การอภิปรายบทบาทของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ไม่ควรจำกัดเฉพาะตำแหน่งทางการเมือง แต่ควรพิจารณาจากบทบาทเชิงสถาปนิกของกระบวนการ (institutional architect)
กล่าวคือ เป็นผู้ผลักดันแนวทางที่ให้ประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ผ่าน
การกระจายโอกาสทางการศึกษา
การสร้างกลไกประชาชนมีส่วนร่วม
การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐกับสังคม
การเปลี่ยนการศึกษาให้เป็นวาระแห่งชาติ
กระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ที่มองว่า การพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาคน และให้ประชาชนเป็นพลัง
ร่วมในการสร้างอนาคตของชาติ
ปัญหาการแย่งเครดิตกับความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์
ในทางประวัติศาสตร์ การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นผลจากหลายปัจจัยและหลายฝ่าย ทั้งแรงผลักดันจากประชาชน นักวิชาการ นักการเมือง และองค์กรที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม การให้เครดิตอย่างครบถ้วนจำเป็นต้องยอมรับว่า กระบวนการสร้างฉันทามติไม่ได้เริ่มต้นเฉพาะในช่วงการร่างรัฐธรรมนูญ แต่มีรากฐานจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมก่อนหน้า รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมผ่านการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538
ดังนั้น ประเด็นทางวิชาการที่ควรศึกษาไม่ใช่เพียง “ใครเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540” แต่คือ
“กระบวนการใดสร้างเงื่อนไขทางสังคมและทุนมนุษย์ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถสร้างฉันทามติแห่งชาติและจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้สำเร็จ”
ภายใต้หลักคิดนี้ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล สามารถถูกวิเคราะห์ในฐานะ หนึ่งในผู้สร้างกลไกการมีส่วนร่วมและการสร้างฉันทามติผ่านการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของแนวทางการพัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์.