ผมว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีที่สุดในสัปดาห์นี้เลย ใครอยากมาดูหนังผมแนะนำเรื่องนี้เลยครับ ดูตัวอย่างน่าสนใจมาก หนุ่มเกย์คู่รักดันไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่เปิดรับคู่รักเพศเดียวกัน ทั้งคู่เลยถูกทำพิธีล้างบาป เพื่อให้ทั้งคู่ไปรักในเพศที่ถูกที่ควร แต่พิธีกรรมนี่มันแลกมากับสิ่งที่จะทำให้ทั้งคู่กลัว และเกลียดกันและกันไปตลอดชีวิต!
Plot นี้คือดีมากสำหรับผม มันเหมือนตอกย้ำพวกศาสนาที่ยังเหยียดเพศอยู่ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องคิดในปัจจุบันนะคร้บว่า ”แนวคิดทางศาสนาที่สอนเรื่องของการชอบใคร่เพศเดียวกันนั้นเป็นสิ่งผิดบาป“ มันยังเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง หรือควรจะมีอยู่หรือไม่ เพราะส่วนตัวผมเชื่อว่าการที่ศาสนาบางศาสนามีแนวคิดแบบนี้มันก็คงจะมีเหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่ แต่ในปัจจุบันนี้บางทีมันก็ต้องดูความสมเหตุสมผลและบริบทของโลก
บท dialogue และประเด็นโอเครนะ ถ้าใครนึกไม่ออกหนังเรื่องนี้ mood and tone มันจะคล้ายๆ กับ it follows ครับ แต่ประเด็นที่ต้องการสื่อมันต่างกันในขณะที่ it follows ต้องการจะสะท้อนถึงเรื่อง ”โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์“ เรื่องนี้สะท้อนถึงเรื่อง ”เพศ และศาสนา“แทน dialogue ดีมาก หลายครั้งที่ฟังตัวละครมันพูดต่อบทกันทำไมผมรู้สึกจั๊กจี้จัง แบบคนในเมืองทำให้เรื่อง lgbt+ เป็นเรื่องใหญ่ ถึงขั้นต้องไปล้างบาป คือเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าไม่มีบาปหลวงคนนั้น และหนังมันก็จะกลายเป็น gay drama แทน
การแสดงดี หนังได้ joe bird และ stacy clusen มาแสดงนำ joe bird ก็คือคนที่เล่นใน talk to me แสดงดีมาก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
Scene ที่ร้องไห้ แล้วไปบอกตำรวจเรื่อง hunter คือแสดงได้แบบดีมาก จนทำให้ผมเข้าใจถึงอารมณ์เลย ณ ตอนนั้นว่า
ไม่มีใครเชื่อกู หรือไม่มีใครคิดจะเชื่อเลยมากกว่า
และกำกับโดย adrian chiarella ซึ่งยังไม่มีผลงานให้เราเห็นมากนัก แต่ทำเรื่องนี้ออกมาได้ดีมากๆ
การตัดต่อ ฉากต่างๆ การถ่ายทำก็ทำออกมาได้โอเคร คือ tone ของหนังมันจะออกแนวหม่นหมอง และจังหวะ ความยาวหนังกำลังดี เอาจริงหนังมันไม่ได้น่ากลัวเทียบเท่ากับ obsession นะ คือ obsession มันได้ทั้ง ประเด็น บท ความสยอง แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยน่ากลัวขนาดนั้น คือได้ประเด็น บท แต่ความสยองไม่เทียบเท่า แต่ใช่ว่าหนังจะไม่น่ากลัวเลยนะครับ ขึ้นชื่อว่าสยองขวัญ มันก็มี scene กระตุกจิตรกระชากใจอยู่
ตอนจบ อันนี้น่าคิดนะ มันออกแนว it follows แหละ แต่โดยรวมถ้าตัดเรื่องสัญญะออกก็อาจจะมีภาคต่อรึเปล่า?
สรุป leviticus เป็นหนังที่สะท้อนมุมมองของ เพศ และศาสนาออกมาได้จี้จุด ยิ่งถ้าใครเป็น lgbt+ แล้วเคยเผชิญกับการหลบซ้อนตัวตน เพราะกลัวสังคม ล้อเลียนหรือรังเกียจ บวกกับใครที่คิดถึงหนังแนว it follows ผมแนะนำครับ ในสัปดาห์นี้หนังเรื่องนี้แหละดีสุดแล้ว แมสสุด
8/10
รีวิวหลังชม “leviticus”
ผมว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีที่สุดในสัปดาห์นี้เลย ใครอยากมาดูหนังผมแนะนำเรื่องนี้เลยครับ ดูตัวอย่างน่าสนใจมาก หนุ่มเกย์คู่รักดันไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่เปิดรับคู่รักเพศเดียวกัน ทั้งคู่เลยถูกทำพิธีล้างบาป เพื่อให้ทั้งคู่ไปรักในเพศที่ถูกที่ควร แต่พิธีกรรมนี่มันแลกมากับสิ่งที่จะทำให้ทั้งคู่กลัว และเกลียดกันและกันไปตลอดชีวิต!
Plot นี้คือดีมากสำหรับผม มันเหมือนตอกย้ำพวกศาสนาที่ยังเหยียดเพศอยู่ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องคิดในปัจจุบันนะคร้บว่า ”แนวคิดทางศาสนาที่สอนเรื่องของการชอบใคร่เพศเดียวกันนั้นเป็นสิ่งผิดบาป“ มันยังเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง หรือควรจะมีอยู่หรือไม่ เพราะส่วนตัวผมเชื่อว่าการที่ศาสนาบางศาสนามีแนวคิดแบบนี้มันก็คงจะมีเหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่ แต่ในปัจจุบันนี้บางทีมันก็ต้องดูความสมเหตุสมผลและบริบทของโลก
บท dialogue และประเด็นโอเครนะ ถ้าใครนึกไม่ออกหนังเรื่องนี้ mood and tone มันจะคล้ายๆ กับ it follows ครับ แต่ประเด็นที่ต้องการสื่อมันต่างกันในขณะที่ it follows ต้องการจะสะท้อนถึงเรื่อง ”โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์“ เรื่องนี้สะท้อนถึงเรื่อง ”เพศ และศาสนา“แทน dialogue ดีมาก หลายครั้งที่ฟังตัวละครมันพูดต่อบทกันทำไมผมรู้สึกจั๊กจี้จัง แบบคนในเมืองทำให้เรื่อง lgbt+ เป็นเรื่องใหญ่ ถึงขั้นต้องไปล้างบาป คือเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าไม่มีบาปหลวงคนนั้น และหนังมันก็จะกลายเป็น gay drama แทน
การแสดงดี หนังได้ joe bird และ stacy clusen มาแสดงนำ joe bird ก็คือคนที่เล่นใน talk to me แสดงดีมาก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
และกำกับโดย adrian chiarella ซึ่งยังไม่มีผลงานให้เราเห็นมากนัก แต่ทำเรื่องนี้ออกมาได้ดีมากๆ
การตัดต่อ ฉากต่างๆ การถ่ายทำก็ทำออกมาได้โอเคร คือ tone ของหนังมันจะออกแนวหม่นหมอง และจังหวะ ความยาวหนังกำลังดี เอาจริงหนังมันไม่ได้น่ากลัวเทียบเท่ากับ obsession นะ คือ obsession มันได้ทั้ง ประเด็น บท ความสยอง แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยน่ากลัวขนาดนั้น คือได้ประเด็น บท แต่ความสยองไม่เทียบเท่า แต่ใช่ว่าหนังจะไม่น่ากลัวเลยนะครับ ขึ้นชื่อว่าสยองขวัญ มันก็มี scene กระตุกจิตรกระชากใจอยู่
ตอนจบ อันนี้น่าคิดนะ มันออกแนว it follows แหละ แต่โดยรวมถ้าตัดเรื่องสัญญะออกก็อาจจะมีภาคต่อรึเปล่า?
สรุป leviticus เป็นหนังที่สะท้อนมุมมองของ เพศ และศาสนาออกมาได้จี้จุด ยิ่งถ้าใครเป็น lgbt+ แล้วเคยเผชิญกับการหลบซ้อนตัวตน เพราะกลัวสังคม ล้อเลียนหรือรังเกียจ บวกกับใครที่คิดถึงหนังแนว it follows ผมแนะนำครับ ในสัปดาห์นี้หนังเรื่องนี้แหละดีสุดแล้ว แมสสุด
8/10