[ รีวิวหนังโรง ] Leviticus (2026)



++  ความบรรลัยในหนังมันเกิดขึ้นเพราะดันมีคนที่ยังมองว่าการเป็น LGBTQIA+ นั้น เป็นเหมือนโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ (แบบกินยาพาราแล้วจะหายจากการเป็นเกย์ เป็นเลสเบี้ยน อะไรแบบนี้.. ตลกมาก) ในที่นี้หนังได้กล่าวถึง เด็กหนุ่ม 3 คน คือ Ryan (Stacy Clausen), Naim (Joe Bird) และ Hunter (Jeremy Blewitt) โดยทั้ง 3 คนนี้ เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนเดียวกัน หากแต่ Ryan กับ Naim ได้เกิดความรู้สึกที่มีต่อกันเกินเพื่อน ทุกอย่างก็เหมือนจะเริ่มต้นได้ดี และความสัมพันธ์นี้มันก็เป็นความลับที่รู้กันอยู่แค่ 2 คน หากแต่วันหนึ่ง Naim ดันไปเจอภาพของ Ryan กำลังหยอกล้อและจูบอยู่กับ Hunter ด้วยความหึงหวง นางก็เลยเอาเรื่องนี้ไปบอกกับพ่อแม่ของ Hunter คราวนี้เป็นเรื่องเลย คือ ต้องย้อนความก่อนว่า ครอบครัวของทั้ง 3 คนนี้ รู้จักกันในโบสถ์ และต่างเป็นพวกเคร่งศาสนาทั้งหมด ทำให้ครอบครัวของ Ryan กับ Hunter รับไม่ได้ จนบังคับให้ทั้งคู่มาเข้าพิธีลึกลับกับหมอผี หรือพระอะไรประมาณนั้น หนังไม่ได้เคลียร์ตรงนี้ จากนั้นเหตุการณ์ประหลาดจึงได้เกิดขึ้นกับทั้งคู่ ซึ่งตอนหลังหลังจากที่ Naim ไปยอมรับเรื่องพฤติกรรมของตัวเอง แม่ของเขาก็จับเขาไปเข้าพิธีเช่นเดียวกัน แล้วก็เจอเหตุการณ์ประหลาดเหมือนที่เกิดกับ Ryan และ Hunter เช่นกัน ส่วนจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ต้องติดตามดูในหนังนะครับ ไม่สปอย...



++  ภาพรวมของหนังเป็นแนว Psychological Horror ที่มีความ Coming-of-Age ติดอยู่ และแน่นอน! จากเนื้อเรื่องก็บอกอยู่แล้วว่านี่คือหนัง Queer โดยชื่อหนัง "Leviticus" เป็นคำที่นำมาจากคัมภีร์ไบเบิ้ล "Leviniti" มีความหมายว่า ความบริสุทธิ์ และการแยกแยะสิ่งที่เป็นมลทิน ซึ่งก็คือการนำเด็ก ๆ หรือคนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปเข้าพิธีนั่นแหละ โดยโครงเรื่องแล้ว หนังก็มีความแปลกใหม่อยู่เหมือนกัน คือ เอาเรื่องความรักในเพศเดียวกัน มายึดโยงกับความเชื่อทางศาสนา ก่อนที่จะโยนความสยองขวัญเข้าสู่ตัวหนัง...



++  ความจริงตัวหนังมันก็มาแนวเดียวกันกับหนังที่คนกล่าวถึงกันมาก 2 เรื่องก่อนหน้านี้ คือ Backrooms (2026) กับ Obsession (2025) ที่เข้าฉายและคนชื่นชอบไปก่อนหน้านี้ คือ เป็นการเล่นกับบรรยากาศ ความไม่รู้ ความไม่ไว้วางใจ ไม่ได้มีผีสางนางไม้แบบโฉ่งฉ่าง และไม่ได้มีซีน Jump Scare อะไรมากนัก ยิ่ง Leviticus นี้คือแทบไม่มีเลย ถ้า จขกท. จำไม่ผิด จะมีแค่ซีนเดียวเองมั้ง แต่ถึงอย่างไร Leviticus ก็ยังเสิร์ฟความสยองในแบบ Body Horror ได้ดีพอสมควรอยู่ คือ ไม่ได้จืดชืดเสียทีเดียว ใครที่อยากดูอะไรที่สยอง ๆ มีให้ดูแน่นอนครับ แต่ก็นะ พอเป็นหนัง Horror ที่มีความ Queer จะให้เสิร์ฟแต่สยอง ไม่เสิร์ฟสยิว ก็กระไรอยู่ จขกท. ยอมรับว่าชอบความพอดีในส่วนตรงนี้ของหนังมาก เพราะมันไม่มากไม่น้อยจนเกินไป และทำออกมาได้ไม่น่าเกลียด คือ มีความเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ดูยัดเยียด หรือ Wanna Be และนักแสดงก็เล่นกันได้ดีด้วย คือ ระหว่าง Stacy กับ Joe ที่เล่นเป็น Ryan กับ Naim มันมีเคมีที่เข้ากันได้ดี คนนึงดูแบด ๆ คนนึงดูเนิร์ด ๆ เข้าคอนเซ็ปต์บอยเลิฟมาก คนดูจึงเชื่อในสิ่งที่พวกเขาเป็นในหนังจริง ๆ...



++  ความแปลกใหม่ในการนำเสนอความ Horror ของหนังเรื่องนี้ คือ การที่สิ่งที่เรามองไม่เห็นมันจะจำแลงแปลงกายมาเป็นคนที่เรารัก เราชอบ หรือเราคลั่งไคล้ และมาทำร้ายเรา โดยที่เราจะไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นเป็นตัวจริง หรือตัวปลอม ซึ่งสิ่งนี้ได้นำมาซึ่งความไม่วางใจตามที่บอกว่าหนังได้นำเสนอ แต่ถึงแม้บทจะดูแปลกใหม่ แต่เอาเข้าจริงก็เหมือนหนังจะทิ้งคนดูไว้กลางทางเยอะอยู่เหมือนกัน คือ สุดท้ายหนังก็แทบจะไม่ได้เคลียร์อะไรให้คนดูแบบชัดเจน คือ เราก็จะไม่รู้ที่มาที่ไปอะไรทั้งสิ้นหรอก ด้วยความที่หนังมันสั้นมาก คือ แค่ 90 นาที แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่มากเท่าไหร่...



++  ผกก. ของหนังเรื่องนี้ คือ Adrian Chiarella ผกก. ชาว Australian เชื้อสาย Italian และ จีน ก่อนหน้านี้ จขกท. รู้จักงานของเขาจากเรื่อง Touch (2014) มาก่อน แต่ก็ไม่ได้รู้ตื้นลึกอะไรของเขามากนัก รู้แต่เพียงว่า Adrian ก็เป็น ผกก. ที่ยอมรับว่าตัวเป็นเกย์ ตรงนี้หล่ะมั้งที่ทำให้งานสไตล์ Queer เรื่องนี้ของเขามันค่อนข้างจะลงตัว โดยเฉพาะการสร้างเคมี และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงที่มันค่อนข้างจะลงตัวและดูดีมาก...



++  สุดท้ายสิ่งที่อยากพูดถึง คือ สารที่หนังต้องการนำเสนอ โดยการที่ให้วัยรุ่นที่อยู่ในครอบครัวที่เคร่งศาสนา ในขณะที่ตัวเองเป็น LGBTQIA+ มันเหมือนการสะท้อนซึ่งแนวความคิดของโลกยุคปัจจุบัน ที่คนเป็นปัจเจกมากขึ้น มันเหมือนการที่คนต้องต่อสู้ระหว่าง "ความเชื่อ" กับ "ตัวตนที่แท้จริง" ของตัวเอง โดยที่ฝ่ายหนึ่งก็คือ "ศาสนา" ที่โลกพร่ำสอนเราว่าเป็นแนวคิดแห่ง "ความดี" แต่ขณะเดียวกัน บทบัญญัติของศาสนาหากมันตรงข้ามกับตัวตนเรา ซึ่งเราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันผิด เราจะเลือกทำอย่างไร และการที่พ่อแม่เอาลูกไปเข้าพิธีประหลาดอะไรนั่น มันก็คือความคิดที่ว่า "คนที่เบี่ยงเบนนั้นมีบาป ต้องชำระ" ซึ่งมันเป็นความคิดที่ล้าสมัยไปแล้ว แต่เมื่อเด็ก ๆ โดนกระทำไปแล้ว สิ่งที่ตามมามันก็ยากที่จะยอมรับหรือหยุดมันได้ คล้ายสภาพที่คนต้องปิดบัง หรือต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับรสนิยมของตัวเอง สุดท้ายแล้วสิ่งที่มองไม่เห็นภายในตัวเรา มันก็จะหลอกหลอนตัวเรา เหมือนกับที่หนังเปรียบเทียบให้เห็น...



++  ปล. เห็นหลายคนชอบเอาเรื่องนี้ไปเทียยกับ Backrooms (2026) กับ Obsession (2025) จขกท. ก็จะบอกว่าสำหรับตัวเอง เรื่องนี้อ่อนสุดใน 3 เรื่อง แต่ จขกท. กลับชอบเรื่องนี้ที่สุดครับ...
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่