สวัสดีครับพี่ ๆ เพื่อน ๆ และนักวิ่งชาว Pantip ทุกคน
ปัจจุบันนี้ผมอายุ 56 ปีแล้วครับ (เกิด พ.ศ. 2514) ในวันที่ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ผมมองย้อนกลับไปในอดีตแล้วรู้สึกว่า เรื่องราวชีวิตของตัวเองน่าจะเป็นประโยชน์ เป็นกำลังใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังท้อแท้ หรือกำลังสู้ชีวิตเพื่อครอบครัวอยู่ในตอนนี้ได้ไม่มากก็น้อยครับ
นี่คือการก้าวเดินทางตลอด 40 กว่าปี บนเส้นทางสายนักวิ่งของผม..จากเด็กนักเรียนประถมในชนบทที่วิ่งแพ้มากกว่าชนะ เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือการกลับไปสร้างบ้านหลังใหม่ให้พ่อกับแม่ที่
หมู่บ้านโป่งหว้า ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ครับ
ย้อนกลับไปตอนอายุ 12 ขวบ (ปี พ.ศ. 2526) ในตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบชั้นประถมศึกษาจาก
โรงเรียนบ้านโป่งหว้า ครอบครัวของผมอาศัยอยู่ในบ้านไม้เก่า ๆ พื้นบ้านติดดิน ที่หมู่บ้านโป่งหว้า ทรุดโทรมมากครับ ยามใดที่พายุฝนเทกระหน่ำ ค่ำคืนนั้นจะเป็นคืนที่ยาวนานที่สุดของครอบครัว เพราะน้ำฝนจะรั่วไหลและสาดเข้ามาทั้งทางหลังคาและหน้าบ้าน จนพ่อกับแม่แทบไม่ได้นอนหลับเลยเพราะน้ำเข้าบ้าน
ท่ามกลางเสียงฝนและหยดน้ำที่เจิ่งนองเต็มบ้าน เด็กจบประถมอย่างผมไม่ได้ร้องไห้เสียใจให้กับความจน แต่ผมกลับตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เกินตัวไว้ในใจตั้งแต่วันนั้นว่า
“วันหนึ่ง ผมจะวิ่งล่าเงินรางวัล เพื่อเอามาสร้างบ้านใหม่ให้พ่อแม่ได้นอนหลับสบายให้ได้”
ผมเริ่มซ้อมวิ่งระยะไกลตั้งแต่อายุ 12 ขวบเพราะแรงจูงใจความหวังเกิดจากเห็นโฆษณาทางทีวีของบ้านคนอื่นที่บังเอิญผ่านไปเห็นเขาโฆษณางานวิ่งช่อง7สีชิงรางวัลทีวีสีตอนนั้น พออายุเข้า 13 ขวบ ก็เริ่มก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันบนถนนจริง ตระเวนไปแข่งทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด สนามแล้วสนามเล่า... ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ในตอนนั้นคือ "ความพ่ายแพ้" ครับ แต่ผมไม่เคยท้อใจเลย ยังคงมุ่งมั่นต่อไป ยิ่งแพ้ผมยิ่งซ้อมให้หนักขึ้น เพราะทุกก้าวที่ผมวิ่ง มีความฝันเรื่องสร้างบ้านหลังใหม่ให้พ่อกับแม่ ผมซ้อมอย่างหนักและเผชิญความพ่ายแพ้มานานถึง 9 ปีเต็ม จนกระทั่งปี พ.ศ. 2535 (ตอนนั้นผมอายุประมาณ 21 ปี) ในที่สุดหยาดเหงื่อก็แปรเปลี่ยนเป็นความสำเร็จครั้งแรก ผมเริ่มเก็บเงินรางวัลก้อนแรกได้สำเร็จ มันไม่ใช่แค่เงินรางวัล แต่งานนี้คือจุดเริ่มต้นที่พิสูจน์ว่าความฝันของผมกำลังขยับเข้าใกล้ความจริง
นักวิ่งสายล่าเงินรางวัล ตั้งแต่บิ๊กแมตช์ระดับประเทศ ยันบุกแดนเสือเหลือง
ต้องบอกว่าข้อดีอย่างหนึ่งของวงการวิ่งในยุคสมัยก่อน (ช่วงปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นไป) คือเรามีแมตช์ล่าเงินรางวัลงานเล็กๆจัดขึ้นแทบจะทุกสัปดาห์เลยครับ โดยค้นหาข่าวจากหนังสือพิมพ์หน้ากีฬาและโทรหยอดตู้ถามประชาสัมพันธ์จังหวัดโดยค้นเบอร์จากสมุดหน้าเหลือง ทำให้คนที่มีความตั้งใจซ้อม มีฝีเท้าดี และมีวินัยสูง มีโอกาสลงแข่งเพื่อเก็บสะสมเงินรางวัลได้สูงมาก
หลังจากปี 2535 เป็นต้นมา ผมกลายเป็นนักวิ่งสายล่าเงินรางวัลอย่างเต็มตัว ตระเวนไปทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะภาคเหนือหรือภาคอีสานเดินทางโดยรถเมล์และรถโดยสารประจำทาง รายการเล็กรายการน้อยผมไปหมด ไม่เคยหมิ่นเงินน้อย ไม่เคยเกี่ยงสนาม เงินรางวัลตั้งแต่วิ่งชนะได้ 1,500 บาท, 3,000 บาท, 5,000 บาท ไปจนถึงมากกว่า 50,000 บาท
โดยเฉพาะสนามบิ๊กแมตช์ระดับประเทศที่เงินรางวัลสูง ๆ และเป็นแหล่งทำเงินก้อนสำคัญของผมเลยก็คือ
กรุงเทพมาราธอน, พัทยามาราธอน, สงขลามาราธอน, ภูเก็ตมาราธอน และเชียงใหม่มาราธอน สนามเหล่านี้ผมไปลุยมาหมดเพื่อล่าเงินรางวัลชิ้นโบแดง ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งผมข้ามฝั่งไปไกลถึง
ประเทศมาเลเซีย เพื่อลงแข่งล่าเงินรางวัล ทั้งระยะฮาล์ฟมาราธอนและฟูลมาราธอน ขยันวิ่งขยันเก็บสะสมสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มาจากการวิ่งสู้ฟัดในแต่ละสนาม ผมเก็บออมเงียบ ๆ ไว้ในบัญชี เพื่อเป้าหมายเดียวคือเอาไปสร้างบ้านให้พ่อกับแม่ให้ได้ครับ

ด้วยความมุ่งมั่นทำตามฝัน ในที่สุดผมได้รับโอกาสอันทรงเกียรติ ได้เป็น
"นักวิ่งมาราธอนตัวแทนทีมชาติไทย" ได้สวมเสื้อที่มีธงชาติไทยติดอยู่บนอกซ้าย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมละทิ้งความฝันแรกในชีวิต ผมยังคงรักษาหน้าที่ลูก ตระเวนวิ่งล่าเงินรางวัลควบคู่ไปด้วยเพื่อสร้างบ้านให้เสร็จให้ได้
การวิ่งในระยะหลังของผม มันคือการวิ่งแข่งกับเวลาครับ เพราะวันเวลาไม่เคยรอใคร พ่อแม่แก่ชราลงในทุก ๆ วัน สิ่งที่ผมกลัวที่สุดไม่ใช่ความเหนื่อยจากการวิ่งมาราธอน 42.195 กิโลเมตร แต่คือกลัวว่าพ่อแม่จะอยู่ไม่ทันเห็นบ้านหลังใหม่ ผมบอกตัวเองเสมอว่า
“ผมต้องทำให้ท่านให้ได้ ต้องให้ท่านได้อยู่บ้านสบาย ๆ ก่อนที่ท่านจะไม่ได้อยู่กับเรา”
22 ปีแห่งความสุขในบ้านหลังใหม่ และรางวัลที่แท้จริงของชีวิต
ผมวิ่งมาราธอนสะสมเงินรางวัลยาวนานถึง 12 ปีเต็ม (ตั้งแต่ปี 2535 - 2547) และในปี พ.ศ. 2547 ความฝันใต้หลังคารั่วในวัยเด็กก็กลายเป็นความจริง ผมสามารถรวบรวมเงินสร้างบ้านปูนหลังงามที่มั่นคงถาวรให้พ่อกับแม่ได้สำเร็จที่หมู่บ้านโป่งหว้า พ่อแม่ได้ย้ายเข้ามานอนหลับอย่างสนิทใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องฟ้าฝนอีกต่อไปครับ

นับจากวันที่บ้านเสร็จในปี 2547 จนถึงปัจจุบันนี้ ผ่านมาแล้วกว่า 22 ปี บ้านหลังนี้ยังคงตั้งตระหง่านเป็นพยานแด่ความมุ่งมั่น รอยยิ้มอันอบอุ่นของพ่อแม่ในบ้านที่ปลอดภัย คือรางวัลที่แท้จริงและมีความหมายที่สุดในชีวิตนักวิ่งของผม ยิ่งใหญ่กว่ารางวัลใด ๆ ที่เคยได้รับบนแท่นโพเดียม
ผม...
โอภาส ศรีมาศ อดีตนักวิ่งมาราธอนทีมชาติไทย ศิษย์เก่า
โรงเรียนบ้านโป่งหว้า ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ อยากฝากเรื่องราวนี้ถึงคนรุ่นหลัง หรือใครก็ตามที่กำลังท้อแท้กับชีวิตในตอนนี้ครับ ความจนไม่ใช่ขีดจำกัดของความฝัน และตราบใดที่หัวใจเรายังไม่ยอมแพ้ มีความกตัญญูเป็นที่ตั้ง สองเท้าของเราจะพาร่างกายข้ามผ่านทุกอุปสรรคไปสู่วันแห่งความสำเร็จได้อย่างแน่นอนครับ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและร่วมเดินทางไปกับเรื่องราวชีวิตของผมครับ
วันเวลาไม่เคยรอใครเรื่องราวของเด็กอายุ 12 ปีฝึกซ้อมวิ่งมาราธอนเพื่อวิ่งล่าเงินมาสร้างบ้านให้พ่อกับแม่
ปัจจุบันนี้ผมอายุ 56 ปีแล้วครับ (เกิด พ.ศ. 2514) ในวันที่ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ผมมองย้อนกลับไปในอดีตแล้วรู้สึกว่า เรื่องราวชีวิตของตัวเองน่าจะเป็นประโยชน์ เป็นกำลังใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังท้อแท้ หรือกำลังสู้ชีวิตเพื่อครอบครัวอยู่ในตอนนี้ได้ไม่มากก็น้อยครับ
นี่คือการก้าวเดินทางตลอด 40 กว่าปี บนเส้นทางสายนักวิ่งของผม..จากเด็กนักเรียนประถมในชนบทที่วิ่งแพ้มากกว่าชนะ เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือการกลับไปสร้างบ้านหลังใหม่ให้พ่อกับแม่ที่ หมู่บ้านโป่งหว้า ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ครับ
ย้อนกลับไปตอนอายุ 12 ขวบ (ปี พ.ศ. 2526) ในตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบชั้นประถมศึกษาจาก โรงเรียนบ้านโป่งหว้า ครอบครัวของผมอาศัยอยู่ในบ้านไม้เก่า ๆ พื้นบ้านติดดิน ที่หมู่บ้านโป่งหว้า ทรุดโทรมมากครับ ยามใดที่พายุฝนเทกระหน่ำ ค่ำคืนนั้นจะเป็นคืนที่ยาวนานที่สุดของครอบครัว เพราะน้ำฝนจะรั่วไหลและสาดเข้ามาทั้งทางหลังคาและหน้าบ้าน จนพ่อกับแม่แทบไม่ได้นอนหลับเลยเพราะน้ำเข้าบ้าน
ท่ามกลางเสียงฝนและหยดน้ำที่เจิ่งนองเต็มบ้าน เด็กจบประถมอย่างผมไม่ได้ร้องไห้เสียใจให้กับความจน แต่ผมกลับตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เกินตัวไว้ในใจตั้งแต่วันนั้นว่า “วันหนึ่ง ผมจะวิ่งล่าเงินรางวัล เพื่อเอามาสร้างบ้านใหม่ให้พ่อแม่ได้นอนหลับสบายให้ได้”
ผมเริ่มซ้อมวิ่งระยะไกลตั้งแต่อายุ 12 ขวบเพราะแรงจูงใจความหวังเกิดจากเห็นโฆษณาทางทีวีของบ้านคนอื่นที่บังเอิญผ่านไปเห็นเขาโฆษณางานวิ่งช่อง7สีชิงรางวัลทีวีสีตอนนั้น พออายุเข้า 13 ขวบ ก็เริ่มก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันบนถนนจริง ตระเวนไปแข่งทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด สนามแล้วสนามเล่า... ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ในตอนนั้นคือ "ความพ่ายแพ้" ครับ แต่ผมไม่เคยท้อใจเลย ยังคงมุ่งมั่นต่อไป ยิ่งแพ้ผมยิ่งซ้อมให้หนักขึ้น เพราะทุกก้าวที่ผมวิ่ง มีความฝันเรื่องสร้างบ้านหลังใหม่ให้พ่อกับแม่ ผมซ้อมอย่างหนักและเผชิญความพ่ายแพ้มานานถึง 9 ปีเต็ม จนกระทั่งปี พ.ศ. 2535 (ตอนนั้นผมอายุประมาณ 21 ปี) ในที่สุดหยาดเหงื่อก็แปรเปลี่ยนเป็นความสำเร็จครั้งแรก ผมเริ่มเก็บเงินรางวัลก้อนแรกได้สำเร็จ มันไม่ใช่แค่เงินรางวัล แต่งานนี้คือจุดเริ่มต้นที่พิสูจน์ว่าความฝันของผมกำลังขยับเข้าใกล้ความจริง
ต้องบอกว่าข้อดีอย่างหนึ่งของวงการวิ่งในยุคสมัยก่อน (ช่วงปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นไป) คือเรามีแมตช์ล่าเงินรางวัลงานเล็กๆจัดขึ้นแทบจะทุกสัปดาห์เลยครับ โดยค้นหาข่าวจากหนังสือพิมพ์หน้ากีฬาและโทรหยอดตู้ถามประชาสัมพันธ์จังหวัดโดยค้นเบอร์จากสมุดหน้าเหลือง ทำให้คนที่มีความตั้งใจซ้อม มีฝีเท้าดี และมีวินัยสูง มีโอกาสลงแข่งเพื่อเก็บสะสมเงินรางวัลได้สูงมาก
หลังจากปี 2535 เป็นต้นมา ผมกลายเป็นนักวิ่งสายล่าเงินรางวัลอย่างเต็มตัว ตระเวนไปทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะภาคเหนือหรือภาคอีสานเดินทางโดยรถเมล์และรถโดยสารประจำทาง รายการเล็กรายการน้อยผมไปหมด ไม่เคยหมิ่นเงินน้อย ไม่เคยเกี่ยงสนาม เงินรางวัลตั้งแต่วิ่งชนะได้ 1,500 บาท, 3,000 บาท, 5,000 บาท ไปจนถึงมากกว่า 50,000 บาท
โดยเฉพาะสนามบิ๊กแมตช์ระดับประเทศที่เงินรางวัลสูง ๆ และเป็นแหล่งทำเงินก้อนสำคัญของผมเลยก็คือ กรุงเทพมาราธอน, พัทยามาราธอน, สงขลามาราธอน, ภูเก็ตมาราธอน และเชียงใหม่มาราธอน สนามเหล่านี้ผมไปลุยมาหมดเพื่อล่าเงินรางวัลชิ้นโบแดง ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งผมข้ามฝั่งไปไกลถึง ประเทศมาเลเซีย เพื่อลงแข่งล่าเงินรางวัล ทั้งระยะฮาล์ฟมาราธอนและฟูลมาราธอน ขยันวิ่งขยันเก็บสะสมสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มาจากการวิ่งสู้ฟัดในแต่ละสนาม ผมเก็บออมเงียบ ๆ ไว้ในบัญชี เพื่อเป้าหมายเดียวคือเอาไปสร้างบ้านให้พ่อกับแม่ให้ได้ครับ
การวิ่งในระยะหลังของผม มันคือการวิ่งแข่งกับเวลาครับ เพราะวันเวลาไม่เคยรอใคร พ่อแม่แก่ชราลงในทุก ๆ วัน สิ่งที่ผมกลัวที่สุดไม่ใช่ความเหนื่อยจากการวิ่งมาราธอน 42.195 กิโลเมตร แต่คือกลัวว่าพ่อแม่จะอยู่ไม่ทันเห็นบ้านหลังใหม่ ผมบอกตัวเองเสมอว่า “ผมต้องทำให้ท่านให้ได้ ต้องให้ท่านได้อยู่บ้านสบาย ๆ ก่อนที่ท่านจะไม่ได้อยู่กับเรา”
22 ปีแห่งความสุขในบ้านหลังใหม่ และรางวัลที่แท้จริงของชีวิต
ผมวิ่งมาราธอนสะสมเงินรางวัลยาวนานถึง 12 ปีเต็ม (ตั้งแต่ปี 2535 - 2547) และในปี พ.ศ. 2547 ความฝันใต้หลังคารั่วในวัยเด็กก็กลายเป็นความจริง ผมสามารถรวบรวมเงินสร้างบ้านปูนหลังงามที่มั่นคงถาวรให้พ่อกับแม่ได้สำเร็จที่หมู่บ้านโป่งหว้า พ่อแม่ได้ย้ายเข้ามานอนหลับอย่างสนิทใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องฟ้าฝนอีกต่อไปครับ
ผม... โอภาส ศรีมาศ อดีตนักวิ่งมาราธอนทีมชาติไทย ศิษย์เก่า โรงเรียนบ้านโป่งหว้า ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ อยากฝากเรื่องราวนี้ถึงคนรุ่นหลัง หรือใครก็ตามที่กำลังท้อแท้กับชีวิตในตอนนี้ครับ ความจนไม่ใช่ขีดจำกัดของความฝัน และตราบใดที่หัวใจเรายังไม่ยอมแพ้ มีความกตัญญูเป็นที่ตั้ง สองเท้าของเราจะพาร่างกายข้ามผ่านทุกอุปสรรคไปสู่วันแห่งความสำเร็จได้อย่างแน่นอนครับ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและร่วมเดินทางไปกับเรื่องราวชีวิตของผมครับ