หมอสมองเผย 10 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกาแฟ ชี้ดื่มในปริมาณเหมาะสมอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และผู้ป่วยความดันสูงส่วนใหญ่ยังดื่มได้

ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ผ่านเพจ สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ เปิดเผย 10 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกาแฟที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ พร้อมให้ข้อมูลถึงประโยชน์และข้อควรระวังในการดื่มกาแฟ ปัจจุบันไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็มักพบร้านกาแฟอยู่ทั่วไป แม้แต่ในประเทศเวียดนามซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกกาแฟอันดับ 2 ของโลก ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีแนวโน้มการบริโภคกาแฟเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
.
กาแฟไม่ได้มีแค่คาเฟอีน
หลายคนเข้าใจว่าการดื่มกาแฟคือการได้รับคาเฟอีนเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง เมล็ดกาแฟประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากกว่า 1,000 ชนิด เช่น คาเฟอีน กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic Acid) และโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบ และอาจลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกาแฟกับการลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน และมะเร็งบางชนิด
.
การดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีสามารถดื่มกาแฟได้วันละประมาณ 3-5 แก้ว หรือได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน โดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ละคนตอบสนองต่อคาเฟอีนแตกต่างกัน บางคนอาจมีอาการใจสั่นหรือเครียดได้แม้ดื่มในปริมาณไม่มาก จึงควรสังเกตการตอบสนองของร่างกายตนเอง
.
กาแฟช่วยเพิ่มสมาธิและความตื่นตัว
คาเฟอีนช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ลดความง่วง เพิ่มสมาธิ ช่วยเรื่องความจำระยะสั้น และอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือออกกำลังกาย ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำทุกวันอาจเกิดภาวะเคยชินกับคาเฟอีน ทำให้เมื่อไม่ได้ดื่มจะรู้สึกตื่นตัวน้อยลง
.
กาแฟอาจช่วยบรรเทาอาการไมเกรนได้
คาเฟอีนมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดสมองหดตัว และเพิ่มประสิทธิภาพของยาแก้ปวด จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในยารักษาอาการปวดศีรษะหลายชนิด ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไมเกรนกำเริบจากคาเฟอีนได้ จึงควรสังเกตอาการของตนเอง เพราะการตอบสนองต่อคาเฟอีนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผู้ที่มีอาการไมเกรนเรื้อรังหรือปวดศีรษะบ่อย อาจได้รับคำแนะนำให้ลดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ
.
กาแฟไม่ได้ทำให้เป็นโรคหัวใจ
ในอดีตมีความเชื่อว่ากาแฟเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการสังเกตว่าบางคนมีอาการใจสั่นหลังดื่มกาแฟ แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันพบว่า การดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจในคนส่วนใหญ่ และอาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองด้วย
.
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงไม่ได้ถูกห้ามดื่มกาแฟเสมอไป
คาเฟอีนอาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นชั่วคราว โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่เคยดื่มกาแฟมาก่อน สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ ร่างกายมักสามารถปรับตัวได้ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จึงยังสามารถดื่มกาแฟได้ตามปกติ แต่ในผู้ที่ควบคุมความดันโลหิตได้ไม่ดีและไม่เคยดื่มกาแฟมาก่อน อาจไม่แนะนำให้เริ่มดื่ม เนื่องจากอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราวได้
.
กาแฟอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด
งานวิจัยพบว่า การดื่มกาแฟมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งตับ และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก คาดว่าเป็นผลจากสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในกาแฟ อย่างไรก็ตาม กาแฟไม่สามารถป้องกันมะเร็งได้ทั้งหมด และไม่ใช่วิธีรักษาโรค
.
กาแฟไม่ได้ทำให้ร่างกายขาดน้ำ
แม้ว่าคาเฟอีนจะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะเล็กน้อย แต่ผลการศึกษาพบว่า กาแฟยังสามารถช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้แก่ร่างกายได้ และไม่ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำในผู้ที่ดื่มเป็นประจำ
.
กาแฟไม่ได้ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะในคนส่วนใหญ่
หลายคนมีอาการใจสั่นในช่วงแรกของการดื่มกาแฟ จึงเข้าใจว่ากาแฟทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ งานวิจัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกาแฟในปริมาณปกติกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในคนทั่วไป แต่ผู้ที่มีอาการใจสั่นหลังดื่มกาแฟควรลดปริมาณลง เนื่องจากอาจมีความไวต่อคาเฟอีนมากกว่าคนทั่วไป
.
การดื่มกาแฟมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ
แม้ว่ากาแฟจะมีประโยชน์ แต่การได้รับคาเฟอีนมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ใจสั่น วิตกกังวล มือสั่น หรือปวดศีรษะเมื่อหยุดดื่มกะทันหัน รวมถึงอาจกระตุ้นอาการกรดไหลย้อนได้ นอกจากนี้ กาแฟที่เติมน้ำตาล ครีมเทียม หรือไซรัปในปริมาณมาก ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจได้อีกด้วย
.
หมอสุรันต์ ระบุทิ้งท้ายว่า กาแฟจะมีประโยชน์หรือโทษนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและปริมาณที่บริโภค สิ่งสำคัญคือการสังเกตการตอบสนองของร่างกายตนเอง และหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลหรือครีมเทียมในปริมาณมาก เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ได้
.
ที่มา : สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์/ pptvhd36
10 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกาแฟ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้
ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ผ่านเพจ สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ เปิดเผย 10 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกาแฟที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ พร้อมให้ข้อมูลถึงประโยชน์และข้อควรระวังในการดื่มกาแฟ ปัจจุบันไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็มักพบร้านกาแฟอยู่ทั่วไป แม้แต่ในประเทศเวียดนามซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกกาแฟอันดับ 2 ของโลก ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีแนวโน้มการบริโภคกาแฟเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
.
กาแฟไม่ได้มีแค่คาเฟอีน
หลายคนเข้าใจว่าการดื่มกาแฟคือการได้รับคาเฟอีนเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง เมล็ดกาแฟประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากกว่า 1,000 ชนิด เช่น คาเฟอีน กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic Acid) และโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบ และอาจลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกาแฟกับการลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน และมะเร็งบางชนิด
.
การดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีสามารถดื่มกาแฟได้วันละประมาณ 3-5 แก้ว หรือได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน โดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ละคนตอบสนองต่อคาเฟอีนแตกต่างกัน บางคนอาจมีอาการใจสั่นหรือเครียดได้แม้ดื่มในปริมาณไม่มาก จึงควรสังเกตการตอบสนองของร่างกายตนเอง
.
กาแฟช่วยเพิ่มสมาธิและความตื่นตัว
คาเฟอีนช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ลดความง่วง เพิ่มสมาธิ ช่วยเรื่องความจำระยะสั้น และอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือออกกำลังกาย ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำทุกวันอาจเกิดภาวะเคยชินกับคาเฟอีน ทำให้เมื่อไม่ได้ดื่มจะรู้สึกตื่นตัวน้อยลง
.
กาแฟอาจช่วยบรรเทาอาการไมเกรนได้
คาเฟอีนมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดสมองหดตัว และเพิ่มประสิทธิภาพของยาแก้ปวด จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในยารักษาอาการปวดศีรษะหลายชนิด ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไมเกรนกำเริบจากคาเฟอีนได้ จึงควรสังเกตอาการของตนเอง เพราะการตอบสนองต่อคาเฟอีนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผู้ที่มีอาการไมเกรนเรื้อรังหรือปวดศีรษะบ่อย อาจได้รับคำแนะนำให้ลดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ
.
กาแฟไม่ได้ทำให้เป็นโรคหัวใจ
ในอดีตมีความเชื่อว่ากาแฟเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการสังเกตว่าบางคนมีอาการใจสั่นหลังดื่มกาแฟ แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันพบว่า การดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจในคนส่วนใหญ่ และอาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองด้วย
.
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงไม่ได้ถูกห้ามดื่มกาแฟเสมอไป
คาเฟอีนอาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นชั่วคราว โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่เคยดื่มกาแฟมาก่อน สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ ร่างกายมักสามารถปรับตัวได้ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จึงยังสามารถดื่มกาแฟได้ตามปกติ แต่ในผู้ที่ควบคุมความดันโลหิตได้ไม่ดีและไม่เคยดื่มกาแฟมาก่อน อาจไม่แนะนำให้เริ่มดื่ม เนื่องจากอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราวได้
.
กาแฟอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด
งานวิจัยพบว่า การดื่มกาแฟมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งตับ และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก คาดว่าเป็นผลจากสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในกาแฟ อย่างไรก็ตาม กาแฟไม่สามารถป้องกันมะเร็งได้ทั้งหมด และไม่ใช่วิธีรักษาโรค
.
กาแฟไม่ได้ทำให้ร่างกายขาดน้ำ
แม้ว่าคาเฟอีนจะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะเล็กน้อย แต่ผลการศึกษาพบว่า กาแฟยังสามารถช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้แก่ร่างกายได้ และไม่ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำในผู้ที่ดื่มเป็นประจำ
.
กาแฟไม่ได้ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะในคนส่วนใหญ่
หลายคนมีอาการใจสั่นในช่วงแรกของการดื่มกาแฟ จึงเข้าใจว่ากาแฟทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ งานวิจัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกาแฟในปริมาณปกติกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในคนทั่วไป แต่ผู้ที่มีอาการใจสั่นหลังดื่มกาแฟควรลดปริมาณลง เนื่องจากอาจมีความไวต่อคาเฟอีนมากกว่าคนทั่วไป
.
การดื่มกาแฟมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ
แม้ว่ากาแฟจะมีประโยชน์ แต่การได้รับคาเฟอีนมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ใจสั่น วิตกกังวล มือสั่น หรือปวดศีรษะเมื่อหยุดดื่มกะทันหัน รวมถึงอาจกระตุ้นอาการกรดไหลย้อนได้ นอกจากนี้ กาแฟที่เติมน้ำตาล ครีมเทียม หรือไซรัปในปริมาณมาก ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจได้อีกด้วย
.
หมอสุรันต์ ระบุทิ้งท้ายว่า กาแฟจะมีประโยชน์หรือโทษนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและปริมาณที่บริโภค สิ่งสำคัญคือการสังเกตการตอบสนองของร่างกายตนเอง และหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาลหรือครีมเทียมในปริมาณมาก เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ได้
.
ที่มา : สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์/ pptvhd36