=AZY96iSs0XG2BnZq-hNkEg6fxMrd0abJpgd6_GtR4GPgZoRAk9SfqFPArEGL8NC5oW2dL3UKJUW9pyTwxnWx44CHz2EkY-n1H3AZ7fgLJBvVrNAEfv_xcrrsosL5GqYUWL6nBSVhoFi2Zvdptgv6E3ACG7FUkkt-LqgKy1Q6uskNklXibQ5FX_NOcmaGy8wq-OI&__tn__=*NK-R]เวียดนาม เสี่ยงถูกปฏิบัติแบบเดียวกับจีน ! สหรัฐฯ เริ่มปิดช่องทุนจีน “ผลิตที่เวียดนาม–ส่งออกอเมริกา” !!
.
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามคือผู้ชนะรายใหญ่ของสงครามการค้าสหรัฐฯ–จีน เพราะบริษัทจีนจำนวนมากย้ายฐานการผลิตหรือส่งชิ้นส่วนไปประกอบในเวียดนาม ก่อนส่งออกเข้าสหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบจากภาษีนำเข้าของจีน แต่วันนี้โมเดล “China+Vietnam” เริ่มเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่
.
รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าสอบสวนภายใต้มาตรา Section 301 อย่างเข้มข้น พร้อมจับตาปัญหาการขนส่งทางอ้อม (Transshipment) หรือการนำสินค้าจีนไปเปลี่ยนแหล่งกำเนิดในประเทศที่สามก่อนส่งเข้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมกับประเทศที่ถูกมองว่าควบคุมห่วงโซ่อุปทานและแรงงานได้ไม่เพียงพอ ซึ่งเวียดนามถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง แม้มาตรการหลายส่วนยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นและยังไม่บังคับใช้ก็ตาม
.
นั่นหมายความว่า การตั้งโรงงานในเวียดนามเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีจีน อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป หากไม่มีการสร้างมูลค่าเพิ่มจริงหรือปฏิบัติตามกฎแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างเคร่งครัด สหรัฐฯ มีแนวโน้มตรวจสอบเข้มขึ้น และอาจปฏิบัติต่อบางสินค้าที่ผลิตในเวียดนามไม่ต่างจากสินค้าจีน
.
โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่การแข่งขันไม่ได้วัดแค่ “ผลิตที่ไหน” แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า “สร้างมูลค่าที่ไหน” นักลงทุนจึงต้องจับตาว่า ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนจากยุค China+1 ไปสู่ยุค “Trusted Supply Chain” ซึ่งความโปร่งใสและแหล่งกำเนิดสินค้าจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ต้นทุนการผลิตอีกต่อไป.
เวียดนาม เสี่ยงถูกปฏิบัติแบบเดียวกับจีน ! สหรัฐฯ เริ่มปิดช่องทุนจีน “ผลิตที่เวียดนาม–ส่งออกอเมริกา” !!
.