เรื่องความเชื่อสิ่งลี้ลับเวทมนต์คาถา

ชื่อเรื่อง: อย่าคิดจะมาลองดี

 

เมฆาไม่ได้เกิดมาเย็นชาน่ากลัวอย่างที่เห็น ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นคนอ่อนน้อม เคารพใครต่อใคร ทำมาหากินสุจริต ไม่เคยเบียดเบียนใคร แต่ความดีกลับถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ ผู้ใหญ่และคนมีอิทธิพลต่างรุมกดขี่ เหยียบย่ำ บิดเบือนสิทธิ์เรียกรับส่วย จนเขาแทบไม่เหลือที่ยืน เมื่อความยุติธรรมไม่มี ความดีไม่ช่วยอะไร เขาจึงหันไปเรียนวิชาลึกลับ แลกมาด้วยจิตใจที่แข็งกระด้าง กลายเป็นจอมขมังเวทย์ที่ใครก็เกรงกลัว

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีกลุ่มหนุ่มห้าคน บุกเข้ามาพร้อมความหยิ่งผยอง คิดว่าตนเก่งพอจะมาข่มขู่เอาสมบัติและตำราเวทมนตร์ไปใช้

เมฆานั่งนิ่ง มองพวกมันด้วยสายตาเย็นเยือก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำ หนักแน่นจนซึมเข้าถึงกระดูก:

“ดูสิ… ไอ้พวกตัวตะกวดไม่รู้จักคำว่าพอ ความโลภของมันเหมือนตัวเงินตัวทองนั่นแหละ มันหิวไม่เคยอิ่ม กินได้เท่าไหร่ก็ยังอยากกินอีก เห็นอะไรก็อยากกลืนเข้าไปให้หมด ไม่คิดว่าคอของตัวเองมันจะรับได้แค่ไหน

พอได้ดีขึ้นมานิดเดียว ก็ลืมตัว คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่แล้ว ไม่รู้หรอกเหรอว่ายิ่งกินมาก ยิ่งแบกมาก สุดท้ายลาภยศที่ได้มา มันก็ร่วงหายไปง่ายเหมือนทรายที่จับแน่นแค่ไหนก็รอดผ่านนิ้ว

แค่ลูกกระจ๊อกตัวเล็กๆ ที่บังอาจจะก้าวขึ้นมายืนในที่สูง คิดว่ามีอำนาจเท่าคนอื่นได้งั้นเหรอ ลืมไปแล้วสินะว่า บนที่สูงนั้น ลมมันแรงแค่ไหน คนไม่มีรากแก้ว ยืนอยู่ไม่ได้นานหรอก สุดท้ายก็ต้องร่วงลงมาตายอยู่ดี”

ใบหน้าเขาในแสงเทียนสั่นไหว ดูน่ากลัวจนขนลุกซู่ แต่พวกมันกลับหัวเราะเยาะ ชักมีด เปิดยันต์ กระโจนเข้ามาโจมตีทันที

 

ฉากต่อสู้

คาถาไฟและลมพุ่งเข้ามาเป็นสายร้อนแรง แต่เมฆาแค่ลุกขึ้นยืนช้าๆ ยกมือขึ้นเพียงนิด กำแพงมืดทึบก็ผุดขึ้นมาบดบังจนระเบิดกระจาย ฝุ่นฟุ้งคลุมทั่วบริเวณ

“อยากเล่นกันจริงๆ ใช่ไหม” — เสียงเขาดังก้อง ดวงตาพลันเปล่งประกายสีแดงฉาน

กระตุกนิ้วมือเพียงครั้งเดียว รากไม้และเถาวัลย์รอบป่าก็พลิ้วไหวราวมีชีวิต พุ่งเข้ามามัดแขนขาพวกมันไว้แน่นหนา ยันต์และเครื่องรางที่พกติดตัวกลับร้อนระอุจนไหม้เกรียมหลุดร่วงลงพื้น

เมฆาก้าวเพียงก้าวเดียว ก็มาถึงหน้าหัวหน้ากลุ่ม จับคอเสื้อยกขึ้นลอยกลางอากาศ ความมืดทะลักเข้าสู่ร่าง เสียงร้องโหยหวนจากโลกลึกดังปนกับเสียงลมพัด

“พลังของ แค่เปลือกนอกที่ขโมยมา เรียนมาแบบผิวเผิน” — เขากระซิบใกล้หูด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก “ส่วนของกู มันคือความเจ็บปวดที่ถูกเหยียบย่ำ ความแค้นที่สะสมมานาน และกรรมที่กูเลือกจะกุมมันไว้เอง”

เหวี่ยงมือออกแรง หัวหน้ากระเด็นกระแทกกำแพงจนไม้แตกหัก อีกสองคนพยายามโจมตีจากหลัง เมฆาไม่ต้องหัน ก็ส่งคลื่นมืดออกมาทันที ทำให้ร่างพวกมันลอยหมุนคว้าง ก่อนกระแทกพื้นจนหายใจหอบเหมือนสิ้นใจ

การต่อสู้ดุเดือดเพียงไม่กี่นาที แต่ดูเหมือนนานชั่วกัป แสงสีแดงกับมืดทึบปะทะกันจนท้องฟ้าครึ้ม ฟ้าผ่าแลบลงมาใกล้ๆ จนเมฆาเอ่ยจบด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง:

“จำไว้… กูเคยเป็นคนอ่อนน้อม ให้เกียรติทุกคน แต่สุดท้ายกลับถูกพวกเหมือนกันเหยียบจนเกือบตาย วันนี้กูไม่ได้มาเป็นคนดีอีกแล้ว

และไอ้ความโลภของ มันเหมือนตัวเงินตัวทองที่หิวไม่เคยอิ่ม กินจนพุงกาง จนลำตัวอืดอัด แต่ก็ยังอยากกินต่อไป จนในที่สุด มันก็กลืนสิ่งที่ใหญ่เกินตัวเข้าไป จนย่อยไม่ได้ ขยับไม่ได้ สุดท้ายก็ตายเพราะความหิวของตัวเองนั่นแหละ

ใครก็ตามที่บังอาจมาท้าทาย หรือคิดว่าจะเอาเปรียบกูได้อีก สุดท้ายจะไม่ได้ตายง่ายๆ แต่ต้องทนทุกข์จนกว่าจะรู้ว่า ความดีไม่ใช่ของเล่นที่ใครจะหยิบยื่นแล้วเหยียบทิ้งได้”

 

เมื่อทุกอย่างสงบ พวกมันนอนกระจัดกระจาย ไม่มีรอยบาดเจ็บ แต่ดวงตาว่างเปล่า หมดความหยิ่งผยอง คลานออกไปอย่างทุลักทุเล ไม่กล้าหันหลังกลับมามองอีกเลย

ส่วนเมฆา ก็นั่งลงที่เดิม มองออกไปยังป่าที่มืดมิด รู้ดีว่าเส้นทางที่เลือกเดินต่อไป อาจจะไม่ใช่ทางที่ดีงาม แต่มันคือทางเดียวที่จะทำให้ไม่มีใครกล้ามาเหยียบย่ำ หรือมาหิวโหยเอาสิ่งที่ไม่ใช่ของตนไปได้อีกต่อไป
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่