การฟ้อง SLAPP คืออะไร? ทำไมหลายคนถึงเรียกว่า "การฟ้องปิดปาก"



ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเริ่มได้ยินคำว่า "SLAPP" บ่อยขึ้น โดยเฉพาะเวลามีข่าวนักข่าว นักวิชาการ นักกิจกรรม ชาวบ้าน หรือประชาชน ถูกบริษัทหรือผู้มีอำนาจฟ้องร้องหลังออกมาเปิดเผยข้อมูลหรือวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะ หลายคนอาจสงสัยว่า SLAPP คือคดีรูปแบบใหม่หรือไม่ และแตกต่างจากการฟ้องร้องทั่วไปอย่างไร

SLAPP ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation หรือแปลเป็นไทยว่า การฟ้องคดีเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน หลายคนจึงเรียกสั้น ๆ ว่า "การฟ้องปิดปาก" เพราะจุดประสงค์สำคัญไม่ใช่แค่การชนะคดี แต่เป็นการสร้างภาระให้ผู้ถูกฟ้อง จนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือเปิดเผยข้อมูลต่อไป

คำถามที่น่าสนใจคือ การฟ้องทุกคดีที่เกี่ยวกับการวิจารณ์ถือเป็น SLAPP หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ใช่ เพราะการฟ้องร้องเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรอง แต่จะเข้าข่าย SLAPP หรือไม่ ต้องดูเจตนาและลักษณะของการฟ้องร่วมด้วย



SLAPP แตกต่างจากการฟ้องคดีทั่วไปอย่างไร

การฟ้องคดีทั่วไปมีเป้าหมายเพื่อให้ศาลตัดสินว่าใครถูกหรือผิด และเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่คดีที่ถูกมองว่าเข้าข่าย SLAPP มักมีลักษณะที่ผู้ฟ้องใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือกดดันมากกว่าการเรียกร้องความเป็นธรรม

ตัวอย่างเช่น การเรียกค่าเสียหายจำนวนมหาศาล การฟ้องหลายคดีพร้อมกัน หรือการฟ้องบุคคลที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสังคม แม้ว่าสุดท้ายผู้ถูกฟ้องอาจเป็นฝ่ายชนะคดี แต่ก็ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และรับภาระทางจิตใจเป็นเวลานาน

ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่กระทบแค่ผู้ถูกฟ้องคนเดียว แต่ยังทำให้คนอื่นที่เห็นเหตุการณ์เกิดความกลัว และไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะอีกต่อไป



ลักษณะแบบไหนที่มักถูกมองว่าเข้าข่าย SLAPP

ไม่มีสูตรตายตัวว่าคดีแบบใดเป็น SLAPP แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนมักพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น การเรียกค่าเสียหายสูงผิดปกติ การฟ้องหลายคนพร้อมกัน การฟ้องซ้ำหลายคดี หรือการฟ้องหลังจากอีกฝ่ายเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

สิ่งสำคัญคือ ศาลจะเป็นผู้พิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ดังนั้น การถูกกล่าวหาว่าเป็น SLAPP ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟ้องทำผิดกฎหมายเสมอไป และในทางกลับกัน ผู้ถูกฟ้องก็ไม่ได้เป็นฝ่ายถูกเสมอไป

แต่คำว่า SLAPP ถูกใช้เพื่ออธิบายลักษณะของการใช้คดีความเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดัน มากกว่าจะหมายถึงผลของคดีนั้น



ประเทศไทยมีกฎหมายป้องกัน SLAPP หรือไม่

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมาย Anti-SLAPP โดยเฉพาะเหมือนบางประเทศ เช่น หลายรัฐในสหรัฐอเมริกาหรือบางพื้นที่ในแคนาดา แต่กฎหมายไทยมีบทบัญญัติบางส่วนที่เปิดโอกาสให้ศาลพิจารณาคดีที่เห็นว่าเป็นการใช้สิทธิฟ้องร้องโดยไม่สุจริตหรือเป็นการกลั่นแกล้งได้ในบางกรณี

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศได้เสนอให้มีมาตรการคุ้มครองผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกดดันประชาชน



ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญกับคนทั่วไป

หลายคนอาจคิดว่า SLAPP เป็นเรื่องของนักข่าวหรือนักกิจกรรมเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง คนธรรมดาที่โพสต์แสดงความคิดเห็น รีวิวสินค้า ร้องเรียนปัญหาชุมชน หรือเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ก็อาจตกเป็นคู่กรณีในคดีได้เช่นกัน

นั่นจึงทำให้การรู้จักคำว่า SLAPP มีความสำคัญ เพราะช่วยให้เข้าใจความแตกต่างระหว่าง "การใช้สิทธิฟ้องร้องโดยสุจริต" กับ "การใช้คดีเป็นเครื่องมือกดดัน" ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายประเทศกำลังให้ความสนใจมากขึ้น



บทส่งท้าย

SLAPP ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟ้องเป็นฝ่ายผิด หรือผู้ถูกฟ้องเป็นฝ่ายถูกเสมอไป แต่เป็นคำที่ใช้อธิบายคดีที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีเป้าหมายเพื่อสร้างภาระ กดดัน หรือทำให้ผู้ถูกฟ้องไม่กล้าใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะ

การมีสิทธิฟ้องร้องเป็นหลักการสำคัญของกระบวนการยุติธรรม แต่ในขณะเดียวกัน การคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตก็เป็นหลักการสำคัญของสังคมประชาธิปไตยเช่นกัน ความท้าทายจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างสิทธิทั้งสองด้านให้เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม

แหล่งอ้างอิง

ARTICLE 19 – SLAPPs Explained
https://www.article19.org/resources/slapps-explained/
Business & Human Rights Resource Centre – SLAPPs Portal
https://www.business-humanrights.org/en/big-issues/civic-freedoms-and-human-rights-defenders/slapps/
United Nations Human Rights Office – Public participation and protection of human rights defenders
https://www.ohchr.org/
Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) – รายงานและบทความเกี่ยวกับคดีลักษณะ SLAPP
https://tlhr2014.com/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่