มีคนเคยพูดเอาไว้ว่า วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นวันที่คณะราษฎร ประกาศชัยชนะเหนือราชวงศ์จักรี
แต่จริงๆแล้วไม่ใช่หรอกค่ะ ถ้าจะพูดให้ถูกต้องจริงๆก็คือ
เป็นวันที่คณะราษฎร ประกาศชัยชนะเหนือราชสกุลบริพัตรมากกว่า (ซึ่งเป็นหนึ่งในราชสกุลของราชวงศ์จักรี)
เพราะว่าทุกวันนี้ราชวงศ์จักรี ก็ยังคงอยู่ ไม่ได้ล่มสลายไปไหน แต่ที่ล่มสลายไปแล้ว ก็คือราชสกุลบริพัตร หมายถึงหมดอำนาจไปแล้ว
คณะราษฎรได้วางแผนมาหลายปีก่อนทำการ และทางฝ่ายคนในรัฐบาลในตอนนั้น
ก็ได้แจ้งเตือนไปยังทูลกระหม่อมบริพัตร ผู้ซึ่งเป็นทั้งผู้สำเร็จราชการ เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
เป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร ทรงปฏิบัติราชการแทนพระองค์
เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับที่พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน
เป็นทั้งประธานอภิรัฐมนตรีสภา (ทรงเป็นผู้นำคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของพระมหากษัตริย์)
และเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด
เรียกได้ว่าเป็นเจ้านาย ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศ ณ เวลานั้น
พระองค์ท่านรับทราบข่าวมา แต่ทว่ามิทรงเชื่อ เพราะพระองค์ท่านเชื่อมั่นในเกียรติยศของทหาร
และผู้ก่อการพวกนั้นหลายคน ก็เป็นคนใต้บังคับบัญชา
และหลายคนพระองค์ท่านก็เคยชุบเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ถึงขนาดส่งเสียไปเรียนต่อเมืองนอก พระองค์ท่านก็เลยไม่คาดคิดว่า จะกล้าทำกันได้ลงคอ
สุดท้ายข่าวลือก็เป็นเรื่องจริง เรื่องจริงที่สร้างความวิปโยค รวดร้าวแสนสาหัส ให้กับทูลกระหม่อมบริพัตร
และเจ้านายในราชสกุลบริพัตรทุกพระองค์ นั่นก็คือ
เด็กที่เลี้ยงมากับมือ ส่งเสียให้เรียนจนได้ดิบได้ดี ก็ตอบแทนบุญคุณทูลกระหม่อม ด้วยการถือปืนเข้ามาจี้ตัว
บังคับให้ต้องยอมจำนน ถือปืนเข้ามาปล้นพระราชอำนาจ และทุกสิ่งทุกอย่างของราชสกุลบริพัตรไป
สุดท้ายเมื่อทูลกระหม่อมยอมถูกยึดอำนาจ และเพื่อป้องกันมิให้ประเทศ เกิดสงครามกลางเมือง เสียเลือดเสียเนื้อ
พระองค์ท่านก็มิทรงต่อสู้ และทูลกระหม่อมก็ต้องทำตามเงื่อนใข ที่คณะราษฎรเรียกร้องทุกอย่าง
วันนั้นที่พระองค์ท่านถูกควบคุมตัวที่วังบางขุนพรหม และถูกนำตัวไปที่พระนั่งอนันตสมาคม อยู่ประมาณเก้าวัน
และวันที่สิบ ก็ได้ถูกปล่อยตัวมาที่วังบางขุนพรหมตามเดิม และวันนั้นก็เป็นวันสุดท้าย ที่พระองค์ท่านได้ทรงพำนัก
และบรรทมเป็นคืนสุดท้ายที่วัง เพราะวันรุ่งขึ้น ก็ต้องเดินทางออกนอกประเทศ for life ตามที่ได้เจรจากันไว้แล้ว
ในวันสุดท้ายนั้นเอง พระองค์ท่านทรงทราบดี ตระหนักดี ถึงโชคชะตาวิบากกรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า
พระราชอำนาจที่ทรงมีทุกอย่างในมือ ตลอดชั่วสามแผ่นดิน มาบัดนี้ มันหลุดลอยไปแล้ว ไม่เหลืออะไรแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออีกต่อไป
ตำแหน่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้สำเร็จราชการ เสนาบดีมหาดไทย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มันกำลังสูญสิ้น เลือนหาย ไปต่อหน้าต่อตา
และพระองค์ท่านต่อจากนั้นไป ก็จะกลายเป็นเพียงผู้ลี้ภัย ที่ไม่มีอำนาจใดๆทั้งสิ้นในต่างประเทศ ไม่หลืออะไรให้ได้หวังอีกต่อไป
ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะกลายเป็นอดีต อดีตที่เคยยิ่งใหญ่กรียงไกร ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศไทย
และเพียงในวันรุ่งขึ้น ก็จะได้ตื่นจากอดีต มาสู่ความเป็นจริงที่มันว่างเปล่า และก็จะกลายเป็นอนาคตที่มืดมนที่สุด ในชีวิตของพระองค์ท่าน
24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 วันที่ทูลกระหม่อมบริพัตร ทรงต้องประสบพบกับความวิปโยคที่สุดในชีวิต (หงส์เหนือมังกร)
แต่จริงๆแล้วไม่ใช่หรอกค่ะ ถ้าจะพูดให้ถูกต้องจริงๆก็คือ
เป็นวันที่คณะราษฎร ประกาศชัยชนะเหนือราชสกุลบริพัตรมากกว่า (ซึ่งเป็นหนึ่งในราชสกุลของราชวงศ์จักรี)
เพราะว่าทุกวันนี้ราชวงศ์จักรี ก็ยังคงอยู่ ไม่ได้ล่มสลายไปไหน แต่ที่ล่มสลายไปแล้ว ก็คือราชสกุลบริพัตร หมายถึงหมดอำนาจไปแล้ว
คณะราษฎรได้วางแผนมาหลายปีก่อนทำการ และทางฝ่ายคนในรัฐบาลในตอนนั้น
ก็ได้แจ้งเตือนไปยังทูลกระหม่อมบริพัตร ผู้ซึ่งเป็นทั้งผู้สำเร็จราชการ เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
เป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร ทรงปฏิบัติราชการแทนพระองค์
เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับที่พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน
เป็นทั้งประธานอภิรัฐมนตรีสภา (ทรงเป็นผู้นำคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของพระมหากษัตริย์)
และเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด
เรียกได้ว่าเป็นเจ้านาย ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศ ณ เวลานั้น
พระองค์ท่านรับทราบข่าวมา แต่ทว่ามิทรงเชื่อ เพราะพระองค์ท่านเชื่อมั่นในเกียรติยศของทหาร
และผู้ก่อการพวกนั้นหลายคน ก็เป็นคนใต้บังคับบัญชา
และหลายคนพระองค์ท่านก็เคยชุบเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ถึงขนาดส่งเสียไปเรียนต่อเมืองนอก พระองค์ท่านก็เลยไม่คาดคิดว่า จะกล้าทำกันได้ลงคอ
สุดท้ายข่าวลือก็เป็นเรื่องจริง เรื่องจริงที่สร้างความวิปโยค รวดร้าวแสนสาหัส ให้กับทูลกระหม่อมบริพัตร
และเจ้านายในราชสกุลบริพัตรทุกพระองค์ นั่นก็คือ
เด็กที่เลี้ยงมากับมือ ส่งเสียให้เรียนจนได้ดิบได้ดี ก็ตอบแทนบุญคุณทูลกระหม่อม ด้วยการถือปืนเข้ามาจี้ตัว
บังคับให้ต้องยอมจำนน ถือปืนเข้ามาปล้นพระราชอำนาจ และทุกสิ่งทุกอย่างของราชสกุลบริพัตรไป
สุดท้ายเมื่อทูลกระหม่อมยอมถูกยึดอำนาจ และเพื่อป้องกันมิให้ประเทศ เกิดสงครามกลางเมือง เสียเลือดเสียเนื้อ
พระองค์ท่านก็มิทรงต่อสู้ และทูลกระหม่อมก็ต้องทำตามเงื่อนใข ที่คณะราษฎรเรียกร้องทุกอย่าง
วันนั้นที่พระองค์ท่านถูกควบคุมตัวที่วังบางขุนพรหม และถูกนำตัวไปที่พระนั่งอนันตสมาคม อยู่ประมาณเก้าวัน
และวันที่สิบ ก็ได้ถูกปล่อยตัวมาที่วังบางขุนพรหมตามเดิม และวันนั้นก็เป็นวันสุดท้าย ที่พระองค์ท่านได้ทรงพำนัก
และบรรทมเป็นคืนสุดท้ายที่วัง เพราะวันรุ่งขึ้น ก็ต้องเดินทางออกนอกประเทศ for life ตามที่ได้เจรจากันไว้แล้ว
ในวันสุดท้ายนั้นเอง พระองค์ท่านทรงทราบดี ตระหนักดี ถึงโชคชะตาวิบากกรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า
พระราชอำนาจที่ทรงมีทุกอย่างในมือ ตลอดชั่วสามแผ่นดิน มาบัดนี้ มันหลุดลอยไปแล้ว ไม่เหลืออะไรแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออีกต่อไป
ตำแหน่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้สำเร็จราชการ เสนาบดีมหาดไทย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มันกำลังสูญสิ้น เลือนหาย ไปต่อหน้าต่อตา
และพระองค์ท่านต่อจากนั้นไป ก็จะกลายเป็นเพียงผู้ลี้ภัย ที่ไม่มีอำนาจใดๆทั้งสิ้นในต่างประเทศ ไม่หลืออะไรให้ได้หวังอีกต่อไป
ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะกลายเป็นอดีต อดีตที่เคยยิ่งใหญ่กรียงไกร ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศไทย
และเพียงในวันรุ่งขึ้น ก็จะได้ตื่นจากอดีต มาสู่ความเป็นจริงที่มันว่างเปล่า และก็จะกลายเป็นอนาคตที่มืดมนที่สุด ในชีวิตของพระองค์ท่าน