ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ถ้าพูดถึงแบรนด์เครื่องดื่มที่สร้างกระแสได้แรงที่สุดแบรนด์หนึ่ง คงหนีไม่พ้น "ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน" ที่แจ้งเกิดจากเมนูสลัชชี่ชาไทยจนกลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียล และสามารถสร้างรายได้ทะลุ 140 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
ล่าสุดทางแบรนด์ได้ประกาศเปิดตัวน้องใหม่ในเครืออย่าง "ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน" อย่างเป็นทางการ โดยเตรียมเปิดสาขาแรกวันที่ 1 กรกฎาคมนี้
จุดเริ่มต้นจากมุก April Fool's Day สู่ร้านจริง
- เรื่องน่าสนใจคือ จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้ไม่ได้มาจากแผนธุรกิจที่วางไว้ล่วงหน้า แต่เกิดจากคอนเทนต์ April Fool's Day ที่ทีมงานทำเล่น ๆ บนโซเชียล
- ปรากฏว่ามีคนสนใจจำนวนมาก เข้ามาถามความคืบหน้าและเรียกร้องให้เปิดร้านชาเขียวจริง ๆ
- ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารยังมองเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศที่เริ่มหันมาดื่มชาเขียวและมัทฉะเป็นเครื่องดื่มแก้วแรกของวันมากขึ้น จนบางช่วงได้รับความนิยมใกล้เคียงกับกาแฟ
- จึงกลายเป็นที่มาของการต่อยอดสู่แบรนด์ใหม่ในที่สุด
ชาเขียวและมัทฉะ ราคาเริ่มต้น 65 บาท
- คอนเซปต์สำคัญของแบรนด์ยังคงเหมือนเดิม คือ "เครื่องดื่มที่กินได้ทุกวัน"
- แม้ว่าตลาดมัทฉะในปัจจุบันจะมีหลายร้านที่ขายในราคาค่อนข้างสูง แต่ทางแบรนด์เลือกวางราคาให้อยู่ในระดับที่เข้าถึงได้
🍵 กลุ่มชาเขียว
- ราคาเริ่มต้น 65-95 บาท
- เบลนด์ชาเขียวกับชาอัสสัมอบดอกมะลิ
- มีทั้งแบบใส ลาเต้
- รวมถึงเมนู Yuzu Green Tea และ Red Bean Green Tea
🍵 กลุ่มมัทฉะ
- ราคาเริ่มต้น 75-145 บาท
- ใช้ Yame Matcha จากญี่ปุ่น
- ผ่านการคัดเลือกจากมัทฉะกว่า 40-50 ตัว
- มีทั้งแบบใส ลาเต้ สลัชชี่ และเมนูพิเศษอื่น ๆ
ผู้บริหารยังย้ำด้วยว่า คำว่า "ทุกวัน" คือหัวใจของแบรนด์ ดังนั้นราคาจะต้องเป็นระดับที่ลูกค้ารู้สึกว่าสามารถซื้อดื่มได้เป็นประจำ ไม่ใช่เครื่องดื่มที่ซื้อแล้วรู้สึกเสียดายเงิน
เปิดสาขาแรกที่สยามพารากอน
- สำหรับสาขาแรกจะเปิดในรูปแบบ Pop-up Store ที่ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน
- โดยจะทดลองตลาดประมาณ 1 เดือน เพื่อดูผลตอบรับจากลูกค้า ก่อนตัดสินใจขยายสาขาเพิ่มอีก 1-2 สาขาภายในปีนี้
- นอกจากนี้ยังมีแผนต่อยอดไปสู่ ผงมัทฉะพร้อมชง เบเกอรี่ สินค้าอื่น ๆ ในเครือ คล้ายกับแนวทางที่ "ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน" เคยทำมาแล้ว
เป้าหมาย 10,000 แก้วต่อเดือนต่อสาขา
- ผู้ก่อตั้งอย่าง "วิว-พันธ์ทิพย์" และ "แวน-พรทิพย์ ดีเจริญ" ตั้งเป้าหมายให้สาขาแรกขายได้ประมาณ 10,000 แก้วต่อเดือน
- ส่วนในระยะยาว ต้องการให้แบรนด์ "ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน" สร้างรายได้คิดเป็น 20% ของพอร์ตธุรกิจ หรือประมาณ 10-20 ล้านบาท
ที่มา
Brand Inside
"ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน" แบรนด์ใหม่ จากเจ้าของ "ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน" จากคอนเทนต์เล่น ๆ สู่ร้านจริง
ล่าสุดทางแบรนด์ได้ประกาศเปิดตัวน้องใหม่ในเครืออย่าง "ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน" อย่างเป็นทางการ โดยเตรียมเปิดสาขาแรกวันที่ 1 กรกฎาคมนี้
จุดเริ่มต้นจากมุก April Fool's Day สู่ร้านจริง
- เรื่องน่าสนใจคือ จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้ไม่ได้มาจากแผนธุรกิจที่วางไว้ล่วงหน้า แต่เกิดจากคอนเทนต์ April Fool's Day ที่ทีมงานทำเล่น ๆ บนโซเชียล
- ปรากฏว่ามีคนสนใจจำนวนมาก เข้ามาถามความคืบหน้าและเรียกร้องให้เปิดร้านชาเขียวจริง ๆ
- ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารยังมองเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศที่เริ่มหันมาดื่มชาเขียวและมัทฉะเป็นเครื่องดื่มแก้วแรกของวันมากขึ้น จนบางช่วงได้รับความนิยมใกล้เคียงกับกาแฟ
- จึงกลายเป็นที่มาของการต่อยอดสู่แบรนด์ใหม่ในที่สุด
ชาเขียวและมัทฉะ ราคาเริ่มต้น 65 บาท
- คอนเซปต์สำคัญของแบรนด์ยังคงเหมือนเดิม คือ "เครื่องดื่มที่กินได้ทุกวัน"
- แม้ว่าตลาดมัทฉะในปัจจุบันจะมีหลายร้านที่ขายในราคาค่อนข้างสูง แต่ทางแบรนด์เลือกวางราคาให้อยู่ในระดับที่เข้าถึงได้
🍵 กลุ่มชาเขียว
- ราคาเริ่มต้น 65-95 บาท
- เบลนด์ชาเขียวกับชาอัสสัมอบดอกมะลิ
- มีทั้งแบบใส ลาเต้
- รวมถึงเมนู Yuzu Green Tea และ Red Bean Green Tea
🍵 กลุ่มมัทฉะ
- ราคาเริ่มต้น 75-145 บาท
- ใช้ Yame Matcha จากญี่ปุ่น
- ผ่านการคัดเลือกจากมัทฉะกว่า 40-50 ตัว
- มีทั้งแบบใส ลาเต้ สลัชชี่ และเมนูพิเศษอื่น ๆ
ผู้บริหารยังย้ำด้วยว่า คำว่า "ทุกวัน" คือหัวใจของแบรนด์ ดังนั้นราคาจะต้องเป็นระดับที่ลูกค้ารู้สึกว่าสามารถซื้อดื่มได้เป็นประจำ ไม่ใช่เครื่องดื่มที่ซื้อแล้วรู้สึกเสียดายเงิน
เปิดสาขาแรกที่สยามพารากอน
- สำหรับสาขาแรกจะเปิดในรูปแบบ Pop-up Store ที่ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน
- โดยจะทดลองตลาดประมาณ 1 เดือน เพื่อดูผลตอบรับจากลูกค้า ก่อนตัดสินใจขยายสาขาเพิ่มอีก 1-2 สาขาภายในปีนี้
- นอกจากนี้ยังมีแผนต่อยอดไปสู่ ผงมัทฉะพร้อมชง เบเกอรี่ สินค้าอื่น ๆ ในเครือ คล้ายกับแนวทางที่ "ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน" เคยทำมาแล้ว
เป้าหมาย 10,000 แก้วต่อเดือนต่อสาขา
- ผู้ก่อตั้งอย่าง "วิว-พันธ์ทิพย์" และ "แวน-พรทิพย์ ดีเจริญ" ตั้งเป้าหมายให้สาขาแรกขายได้ประมาณ 10,000 แก้วต่อเดือน
- ส่วนในระยะยาว ต้องการให้แบรนด์ "ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน" สร้างรายได้คิดเป็น 20% ของพอร์ตธุรกิจ หรือประมาณ 10-20 ล้านบาท
ที่มา Brand Inside